
คืนนั้นต้องตะวันรู้สึกสบายตัวขึ้นมากเมื่อได้กลับมานอนที่บ้านพักเหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดนึกถึงสองคืนที่อยู่โรงพยาบาลไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่นอนเฝ้า ดูแล้วไม่น่าจะมีใครรู้ว่านายคิวมานอนเฝ้าเธอ เพราะต้องตะวันเพิ่งมาทำงานได้สักสามเดือนยังไม่ค่อยสนิทกับใครเท่าไร ส่วนใหญ่ก็เป็นคนงานมากกว่า พนักงานประจำที่นี่เป็นคนท้องที่มาเช้าเย็นกลับ เป็นพวกออฟฟิศและอยู่ประจำส่วนหน้าที่ขายตั๋วกับแพ็กเกจนำเที่ยวเป็นหลัก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ต้องตะวันมองตัวเองอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มขาสามส่วน ไม่ต้องใช้เสื้อคลุมอะไรจึงเดินไปเปิดประตูเลย
คิวอยู่ในชุดคนงานอย่างที่เธอเห็นเป็นประจำ แปลว่าเขาส่งเธอเสร็จเมื่อบ่ายก็เข้าแปลงบัวต่อแน่ เพราะบูตสีดำยังมีร่องรอยเลอะดินโคลน ใบหน้ามีคราบเหงื่อไคล ผมปรกหน้าเช่นเคย ดวงตาคมคายมองเธออย่างประเมิน
“คุณเป็นยังไง” เขาถาม
“ดี ไม่เป็นอะไร”
เขามองเธอนิ่งนาน แล้วยื่นถุงในมือให้ “น้ำเต้าหู้ อุ่นๆ อยู่เลย”
เธอรับมาพลางบอกขอบคุณ มองน้ำสีเขียวขุ่นจางๆ ในถุงพลาสติกมัดปากด้วยหนังยางสีแดง
“น้ำเต้าหู้ใบเตย เลยสีเขียว” คิวอธิบายเพิ่ม
“อ้อ” เธอยิ้ม “มิน่า ต้องไม่เคยเห็นน้ำเต้าหู้สีเขียว ป้าทรงทำเหรอ”
เขาสั่นศีรษะ “ผมไปซื้อจากตลาดนัดตอนเย็น”
เธอตาโต เมื่อรู้ว่าเขาอุตส่าห์ออกไปหาซื้อมา “ไม่เห็นต้องลำบากเลย ขอบคุณมากนะ”
“ไม่ลำบากอะไร ผมอยากไป ไม่แน่ใจว่าคุณจะกินอะไรได้หรือเปล่า ของอุ่นๆ น่าจะดีก่อนนอน”
เธอยิ้มนิดๆ รู้สึกอบอุ่นอย่างไรไม่รู้ “ขอบคุณ นายเข้าไปทำงานในแปลงมาเหรอ”
“ก็ทำตามปกติ คุณพักเถอะค่ำแล้ว” เขาว่าแล้วก็เดินจากไป
น้ำเต้าหู้ใบเตยหอม หวานไม่มาก เขาน่าจะสั่งหวานน้อยเพราะค่อนไปทางจืด รายละเอียดเยอะนะพ่อคุณ เธออมยิ้ม มองน้ำสีเขียวอ่อนในแก้วเซรามิกลายดอกไม้ มือที่โอบรอบแก้วให้ไออุ่น มันไม่ได้อุ่นแค่อุ้งมือ มันอุ่นไปถึงหัวใจ และยังไกลถึงความทรงจำงดงามเสี้ยวหนึ่งในชีวิต
‘นมอุ่นๆ ลูก’
‘ขอบคุณค่ะพ่อ’ เธอจำได้ว่าวันนั้นกลับจากเข้าค่ายตอนมัธยมปลาย เธอไม่สบายนอนซมอยู่หลายวัน คนที่คอยดูแลคือพ่อ แววตาความห่วงใยยังฉายชัดอยู่ในซอกหลืบเร้นลับในใจ มันเจือจางจนคล้ายจะลืมเลือน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้หายไปไหนเลย
คำพูดเดียวกัน ‘ของอุ่นๆ น่าจะดี...ก่อนนอน’
ต้องตะวันกินไม่ลงเมื่ออะไรบางอย่างตื้อกลางอก เธอกะพริบตาถี่ๆ ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นกดสายโทร.ออก
“ค่ะพ่อ สบายดีค่ะ”
“รักพ่อนะคะ”
เธอไม่ได้ร้องไห้ แค่ตื้นตันและอิ่มเอมเมื่อได้คุยกับท่านเรียบร้อย พ่อดูจะแปลกใจนิดๆ ที่จู่ๆ เธอโทร.หา แต่ก็ไม่ได้ไถ่ถามอะไร พูดคุยไม่กี่คำก็วางสายกันไป ต้องตะวันว่าจะจิบน้ำเต้าหู้ใบเตยต่อ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเปิดประตูออกก็ต้องแปลกใจที่เห็นใครอีกคน
“พี่ดีน”
“ยังไม่ได้คุยกันเท่าไรเลย ต้องดีขึ้นแล้วนะครับ ขอโทษที่มาเสียเกือบสองทุ่ม พอดีส่งน้องอัญเสร็จคุณพลเรียกไปคุยเตรียมความพร้อมเรื่องจัดงานวันแม่”
“ขอบคุณพี่ดีนมากค่ะช่วยดูแลเพื่อนต้อง ยายอัญชมเปาะเลยค่ะว่าพี่ดีนน่ารัก”
ปภาณดูไม่ได้สนใจกับคำพูดของเธอนัก เขาทำท่าแปลกๆ กลอกตาไปมา ยกมือปัดผมที่สั้นจะแย่อยู่แล้ว
“ต้องสบายดีแล้วค่ะ พรุ่งนี้ก็ทำงานได้ตามปกติแล้ว ขอบคุณพี่ดีน มากนะคะที่แวะมาเยี่ยม” เธอบอกกลายๆ ให้เขารู้ว่าสมควรแก่เวลาแล้ว แต่เขาก็ยังยืนอยู่อย่างนั้น
“พี่ดีน...มีอะไรหรือเปล่าคะ”
เขาหยิบของในถุงผ้าที่ถืออยู่อย่างบรรจง แล้วยื่นมาตรงหน้า
“พี่...ซื้อมาฝากครับ”
ตุ๊กตาหมีสีขาวตัวเล็กหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม มือสองข้างถือช่อดอกไม้ประดิษฐ์ ลิลลี่เล็กๆ สีขาวสามสี่ดอกผูกโบม่วงแดงปล่อยชายยาวสวย
“น่ารักมากค่ะ แต่...เนื่องในอะไรคะ”
“เยี่ยมไข้ครับ ตอนต้องป่วยพี่มีธุระด่วนเข้ากรุงเทพฯ เลยไม่ได้ไปเยี่ยมเลย มาอีกทีก็ออกจากโรงพยาบาลพอดี แล้วอีกอย่าง...พี่ว่ามันน่ารักเหมาะกับคนน่ารักอย่างน้องต้อง”
เธอรับมาอย่างบอกไม่ถูก ดีใจก็ไม่เชิง อาจจะชอบเพราะความน่ารักของเจ้าหมี แต่อึดอัดนิดๆ กับการได้รับจาก...ปภาณ อย่างไรเธอก็ขอบคุณไป แต่หากถามความรู้สึกแล้ว น้ำเต้าหู้แม้จะสู้ความน่ารักของเจ้าตุ๊กตาหมีน้อยนี้ไม่ได้ แต่ความอบอุ่นท่วมท้นหัวใจ...
----------
ปภาณยังใจสั่น หัวใจเต้นผ่าวๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ตอนพบเจอเหตุการณ์ตึงเครียดกว่านี้ยังไม่เคยใจเต้นแรงแบบนี้เลย เขากำมือตัวเองหลวมๆ เมื่อรู้สึกว่ามันเย็น นี่เขากลับเป็นเด็กหนุ่มมัธยมที่ไม่ประสากับความรักหรืออย่างไร เขาถอนหายใจ ว่าจะกลับห้องซึ่งอยู่ตึกเดียวกันกับห้องพักของเธอแต่คนละฝั่ง หากรู้สึกอยากเดินเล่นให้หัวอกหัวใจคลายความประหม่าลงก่อน
ตึกพักของเจ้าหน้าที่ใกล้บริเวณแสดงบัวหลวง เขาก้าวเรื่อยเปื่อยไป บรรยากาศเงียบสงัด เสียงลมบางๆ กล่อมให้ใจนิ่งขึ้น เขาอ้อมแปลงบัวไปตามรัศมีจันทร์สลัว เดินเรื่อยไปจนพบแนวไม้ใหญ่ขึ้นบังจนรก เขานึกแปลกใจ เพราะช่างต่างกับบริเวณอุทยานที่จัดระเบียบสวยงาม หรือตรงนี้จะไม่ใช่เขตอุทยาน แต่ก็ไม่มีรั้วกั้นเลย อาจเป็นพื้นที่ส่วนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เขาหยุดหน้าแนวป่าครึ้มนั้น คิดว่าสมควรแก่เวลากลับที่พักจริงๆ สักที ลมพัดมาอีกระลอกกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก เขาเงยหน้ามองฟ้า จันทร์เสี้ยวขับแสงดวงดาวพราวระยิบ เขาเอะใจ นี่กลิ่นบัวหลวงนี่นา
ปภาณหมุนรอบทิศ เขาเดินเลยนาบัวหลวงมาตั้งไกลแล้ว และตรงนี้ทิศเหนือลมไม่น่าจะได้กลิ่นจากนาบัว เขาเดินตามกลิ่นที่ลอยมาเป็นช่วง พยายามแทรกตัวผ่านแนวไม้ใหญ่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อมองผ่านดงไม้ เห็นเวิ้งน้ำกว้างไกล บัวหลวงสีขาวชูช่อ
เสียงน้ำดังจ๋อมแจ๋ม มีใครอยู่ตรงนั้นด้วย หรือจะเป็นปลาแหวกว่าย ปภาณก้าวไปดูอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะสะดุ้งด้วยเสียงเรียก
“คุณดีน!”
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **