
เย็นวันนั้นขณะที่ปภาณอาสามาส่งต้องตะวันที่บ้านเพื่อจะได้รู้ทางและมารับในเช้าวันรุ่งขึ้นกลับปทุมธานีด้วยกัน หญิงสาวยังไม่ทันจะเปิดประตูรั้ว พ่อของเธอก็โทร.เข้ามาบอกว่ารถชน!
“อยู่ตรงไหนเดี๋ยวผมพาไป” ปภาณดูมีสติไม่ตกใจอย่างเธอที่แทบทำอะไรไม่ถูก
เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นซอยใหญ่ ทางหลักที่รถสัญจรมากมาย แท็กซี่สีเขียวเหลืองของพ่อจอดอยู่กลางเลนหนึ่ง มีรถเก๋งจอดด้านหลังเบี่ยงซ้าย หน้ารถชนกันชนรถของพ่อหลุดห้อยร่องแร่ง ไฟท้ายด้านเดียวกันแตกละเอียดเศษพลาสติกสีแดงขาวหล่นกระจายเต็มพื้นถนน
“พ่อเป็นอะไรหรือเปล่า” เธอวิ่งไปหาพ่อทันที โล่งใจที่เหตุการณ์นี้ไม่มีใครบาดเจ็บ แต่คนขับคู่กรณีกร่างเหลือเกิน ชายวัยไล่เลี่ยกับพ่อของเธอ อาจจะแก่กว่าสักหน่อยเพราะผมขาวเยอะจนเทา ร่างท้วม ใบหน้าอูม ดวงตาแดงเรื่อเหมือนกินเหล้ามา สีหน้าไม่ยอมลงให้ใครเด็ดขาด
“หยุดกะทันหันจะมาบอกว่าโดนชนท้ายแล้วไม่ผิดไม่ได้นะ เนี่ยใครจะเบรกทัน ผมพยายามหักหลบเต็มที่ ไม่ทันก็ชนมันไปอย่างนี้แหละ” เสียงโวยวายของคู่กรณีดังอยู่คนเดียว พ่อของเธอไม่มีช่องว่างจะพูดเลย
“ขอดูกล้องวงจรปิดหน่อยแล้วกันค่ะอย่างนั้น” เธอว่า
“โอ๊ย ดูไปก็ไม่ได้อะไร หยุดกะทันหันชัดๆ” ลุงคนนั้นยังเสียงดัง
ปภาณที่เมื่อมาถึงก็เดินวนอยู่รอบรถทั้งสองคัน แล้วยืนเพ่งตรงที่รถสัมผัสกันด้วยท่าทีครุ่นคิด เขาขอให้ต่างฝ่ายต่างเล่าเหตุการณ์
“ผมชะลอรถสักพักแล้ว เพราะข้างหน้ามีมอเตอร์ไซค์จะออกจากซอย เขาคงมาเร็วไม่ทันเห็นว่ารถช้าลงเลยจะเบนออกแต่ไม่พ้น” พ่อค่อยๆ อธิบาย
“เฮ้ย ผมแตะเบรกมาแล้วแต่มันไม่ทันไง คุณเล่นขับๆ มาแล้วหยุดเลยพูดให้ดีๆ” อีกฝ่ายฉุนเฉียวตลอดเวลา
“พอแล้วครับ” ปภาณยกมือห้ามแล้วเดินไปยืนด้านข้างระหว่างรถทั้งสองคัน “ผมคิดว่าตำรวจคงจัดการได้ไม่ยาก เพราะเห็นชัดเจนอยู่แล้ว”
“อะไรคุณ เห็นอะไรชัด อย่ามาทำหมาหมู่ ตามคนรู้จักมาเหรอ พวกแท็กซี่ก็อย่างงี้ เห็นลงข่าวมีปัญหาตลอด มาสิมาหรือยังตำรวจน่ะ ผมก็เพื่อนตำรวจเยอะเหมือนกันโว้ย!”
คู่กรณีเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือเป็นระวิงพยายามหาชื่อผู้ที่จะโทร.ออก ปภาณกระแอมแล้วว่า “คุณโทร.หาประกันก่อนดีกว่า ค่อยนั่งหาเพื่อนตำรวจ เร็วหน่อยนะตำรวจมาโน่นแล้ว”
“ขู่กูเหรอ เดี๋ยวๆ กูเรียกเพื่อนมาได้”
เธอเห็นปภาณยิ้มอย่างเหนือชั้น “อย่ากร่างให้มันมากนัก ระวังจะโดนข้อหาเมาแล้วขับอีกกระทง ตำรวจน่ะประสาทสัมผัสไวนะอย่าหาว่าไม่เตือน แอลกอฮอล์แค่ปลายลิ้นก็ได้กลิ่นแล้ว”
ลุงคู่กรณีเงียบลง ดูหน้าแดงๆ จะอับสีลงทันใด
ระหว่างต้องตะวันช่วยพ่อหาหลักฐานประกันและทะเบียนรถ ตำรวจสองนายก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดข้างๆ ยกมือตะเบ๊ะประชาชนพลเมืองธรรมดาๆ อย่างปภาณ เธอกับพ่อ และคู่กรณี เธออดชื่นชมในความสุภาพของตำรวจทั้งคู่ไม่ได้ คำพูดจาก็อ่อนโยนไม่กระโชกโฮกฮากอย่างที่ใครๆ ชอบว่า
คู่กรณีพูดแจ้วๆ ร่ายเหตุการณ์ที่ฟังดูแล้วตนเองเป็นฝ่ายถูกเต็มๆ พ่อหันมาส่ายหน้ากับเธอ
“พ่อขับช้าลงแล้วจริงๆ นะลูก ให้มอเตอร์ไซค์ออกจากซอยไปก่อนไง อยู่ๆ ข้างหลังก็เอี๊ยดมายาวเลยแล้วก็โครมเข้าที่ท้ายอย่างที่เห็นน่ะ”
“ใจเย็นๆ ครับคุณอา งานนี้ง่ายครับหลักฐานทนโท่” ปภาณเอ่ยยิ้มๆ
“พี่ดีนมั่นใจได้ยังไงคะ ฝ่ายนู้นพูดจ้อๆ เลย” หญิงสาวทำหน้าแหย
เขายังอมยิ้ม “รอยเบรกชัดจะตาย แล้วก็นั่น พยานบุคคลเริ่มมาช่วยแล้ว คนไทยเราชอบเล่าครับ ตำรวจถามผู้เห็นเหตุการณ์พยานแวดล้อมแป๊บเดียวก็สรุปความได้ไม่มีปัญหา แต่พ่อคุณอาจจะต้องเสียเวลาไปลงบันทึกที่ สน.”
ได้ยินแบบนั้นทั้งเธอกับพ่อเหมือนยกภูเขาออกจากอก แล้วตำรวจนายหนึ่งก็เดินมาบอกอะไรคล้ายๆ กับที่ปภาณเพิ่งพูดไปเลย
“ได้ครับ ไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.” พ่อตอบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
“ขอบคุณมากนะคะพี่ดีน”
“ยินดีครับ เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน รถคงต้องเข้าอู่ก่อนไหมครับ”
พ่อว่าจะจัดการซ่อมเองกับอู่ที่ประกันไว้ ส่วนคู่กรณีเงียบสนิทจนนึกว่าล่องหนหายตัวไปเมื่อตำรวจบอกข้อหาขับเร็ว ประมาท และชี้ร่องรอยเบรกบนถนน ยิ่งชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นช่วยเล่าเหตุการณ์ยิ่งทำให้นายนั่นพูดไม่ออกอีกเลย และยิ่งซีดหนักเมื่อตำรวจสั่งเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์
----------
เช้าวันรุ่งขึ้น ปภาณมารับเธอที่บ้านตามที่บอก พ่อต้อนรับขับสู้เขาเป็นอย่างดี เพราะเมื่อวานชายหนุ่มอยู่ช่วยจนธุระที่ สน. เรียบร้อยและยังเอารถไปส่งอู่เสร็จสรรพ พ่อยังเลี้ยงข้าวเย็นที่ทำกินกันเองง่ายๆ ที่บ้านด้วยซ้ำ
“พ่อก็ถือโอกาสพักไปก่อนนะคะวันนี้” เธอกอดเอวที่มีพุงน้อยๆ ของพ่อ พ่อของเธอไม่อ้วนไม่ผอม ติดจะสูงโปร่ง แต่เมื่อมีอายุก็เริ่มมีหน้าท้องบ้างเป็นธรรมดา
“ดีเลย เดี๋ยวพ่อว่าจะไปจัดอ่างบัวที่เมื่อวานเพื่อนเราชื่ออะไรนะ เอามาลงให้ เลื่อนอ่างให้รับแดดอีกสักหน่อย”
“ดีค่ะพ่อ สายแล้ว ต้องไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่ดีนเข้างานสายจะโดนพี่พลดุเอาค่ะ”
เธอทำเป็นรีบร้อนจนปภาณต้องรีบยกมือไหว้ท่านแล้วเปิดรถให้
เช้าตรู่หกโมงกว่าๆ อย่างนี้ถนนค่อนข้างโล่งไม่นานก็เข้าจังหวัดปทุมธานี ปภาณแค่พักซื้อกาแฟปั๊มน้ำมันแถวรังสิตครั้งเดียวแล้วก็ขับยาว
“ต้องลงบัวอะไรที่บ้านเหรอครับที่คุณพ่อบอก” เขาหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ ทว่ารถอีกเลนเบียดแทรกเข้ามาจนเขาต้องรีบวางแก้วแบบไม่มอง จึงไม่ตรงช่องสักที
“ต้องช่วยค่ะ”
ด้วยความไม่ตั้งใจหรือรีบทำให้มือสัมผัสกันจังๆ
“ขอบคุณ ขอโทษครับ”
ต้องตะวันวางแก้วแล้วหัวเราะกับคำพูดของเขา
จนรถติดไฟแดงเขาก็หันมามองเธอเอาจริงเอาจัง “เมื่อกี้พี่ขอโทษนะครับ ไม่ได้ตั้งใจ เอ่อ จับมือน้องต้อง”
เธอยิ้ม “ต้องเข้าใจค่ะ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”
“พี่กลัวต้องจะว่าพี่เป็นคนฉวยโอกาส”
เธอหัวเราะน้อยๆ “แบบนี้ไม่ฉวยหรอกค่ะ พี่ดีนคิดมากเหมือนกันนะคะเนี่ย”
“ไม่ได้ครับ อยู่กับน้องต้องพี่ไม่อยากดูไม่ดี พี่หมายถึง...พี่อยากเป็นผู้ชายที่ต้องไว้ใจได้”
เธอเสมองไปทางอื่นดูวิวทิวทัศน์ข้างทางแทน พอดีกับสัญญาณไฟเขียว เธอรู้ว่าปภาณหมายถึงอะไรแต่เธอไม่พร้อมที่จะรับรู้ แล้วเขาก็พูดถึงเรื่องที่ทำให้เธอต้องหันไปจ้องเขาเขม็ง
“พี่พลรู้แล้วนะว่าใครเป็นคนเอามีดโกนไปติดที่ประตูบ้านพักต้อง”
เธอรู้สึกใจตุ๊มๆ ต่อมๆ รอเขาเอ่ย แล้วต้องอุทานชื่อนั้นซ้ำอย่างไม่แน่ใจ “วันดี วันดีเหรอคะ”
“ครับ”
“เด็กสาวคนนั้นเกลียดอะไรต้องนัก ตั้งแต่เข้ามาทำงานต้องก็ไม่เคยไปว่ากล่าวอะไรเลย หรือที่ต้องไปดูเรื่องของที่ระลึก”
ปภาณส่ายหน้า “ถ้าต้องไม่เข้าไปช่วย วันดีก็ไม่รับผิดชอบอะไรเลย ทำงานเช้าชามเย็นชาม ผมฟังจากพี่พลบอก”
“แต่เขาเขม่นต้องมาก่อนเรื่องนี้อีกนะคะ รู้สึกได้เลยว่าเขาไม่ชอบหน้าต้อง”
รถติดไฟแดงอีกครั้งเมื่อเข้าเมือง ปภาณเอี้ยวทั้งตัวมาสบตาแน่วแน่ แตะมือลงบนหลังมือของเธอจนต้องตะวันสะดุ้ง เธอไม่เคยคิดว่าคนที่อยู่ในระเบียบอย่างปภาณจะทำอะไรรุ่มร่ามแบบนี้ ทีเมื่อกี้ยังว่าจะไม่ฉวยโอกาส
“...”
“พี่ไม่สบายใจเลยได้ยินเรื่องอย่างนี้ พี่เป็นห่วงต้องมากนะครับ ต่อไปน้องต้องต้องระวังตัวมากๆ ต้องมีคนช่วยสอดส่องดูแล” เขาหลุบตาลง เธอรู้สึกถึงมือที่กุมแน่นขึ้นจะดึงออกก็ไม่ได้
“พี่ขอเป็นคนดูแลได้ไหมครับ”
“เอ่อ...แต่...ต้องเคารพพี่ดีนในฐานะหัวหน้างานดีอยู่แล้วนะคะ”
“พี่แค่ขอเวลา ขอโอกาสเท่านั้น ไม่เร่งรัดอะไร พี่เข้าใจ จะไม่ทำให้ต้องอึดอัดนะครับ” นอกจากไม่ยอมปล่อยมือแล้ว เขายังเอามืออีกข้างมากุมมือเธอไว้มั่น สายตาบ่งบอกความนัยชัดแจ้ง
“ถ้าพี่จะขอร้อง ให้ต้องเปิดใจกับพี่สักนิด คงไม่มากไปใช่ไหมครับ”
เธออ้ำอึ้งไร้คำพูด ปภาณเป็นผู้ชายสุภาพ อยู่ในกฎเกณฑ์ ช่วยเหลือก็หลายเรื่อง ยิ่งล่าสุดที่เพิ่งช่วยเรื่องรถพ่อไปหมาดๆ ยิ่งทำให้ต้องตะวันไม่กล้าจะพูดตัดรอนใดๆ
ไฟเขียวช่วยชีวิตและรถคันหลังก็ใจร้อนบีบแตรพอดี เมื่อมือเป็นอิสระเธอก็นั่งหันหน้าไปทางหน้าต่างประตูตลอดเวลาแทน ถนนหนทางโล่งตลอดหลังจากนั้น ปภาณไม่มีเวลาละสายตามามองเธอได้อีก ภาพข้างทางเคลื่อนไปเรื่อยๆ ผู้คนมากมายใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนกำลังยืนรอรถ ช่วงที่เป็นโรงงานก็เห็นสาวโรงงานในชุดยูนิฟอร์มเดินเรียงรายกันเข้ากะ ในใจเธอกลับคิดถึงใครอีกคน
ใครอีกคนที่เธอว่าเขาฉวยโอกาส ใครคนนั้นที่เธอไม่เคยอิดเอื้อนลังเลเช่นนี้ ทำไมเธอไว้ใจใครคนนั้น อบอุ่น มั่นคงยามอยู่ใกล้ ทั้งๆ ที่ เขาเป็นเพียงแค่... แล้วต้องตะวันก็ได้เหตุผลให้กับตัวเอง ก็ใครคนนั้น ช่วยชีวิตเธอไว้เชียวนะ สองครั้งสองคราด้วยซ้ำไป
