
ต้องตะวันกวาดตามองห้องโถงภายในบ้านพักว่าไม่ลืมอะไร กระชับเป้สะพายหลังกับกระเป๋าถือ ก้าวออกจากบ้าน ปิดประตูมุ้งลวด ปิดประตูไม้บานนอก ทันทีที่จับลูกบิดก็รู้สึกเจ็บปลาบขึ้นมาทันใด
“โอ๊ย!”
หญิงสาวรีบพลิกฝ่ามือขึ้นดูก็เห็นเลือดออกที่ปลายนิ้วชี้ เธอรีบหากระดาษทิชชูมาซับ
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณต้อง”
ป้าสมทรงเดินเร็วๆ เข้ามาดู “ตายจริง อะไรบาดคะ”
เธอส่ายหน้า เพราะยังงงๆ ชี้ไปที่ลูกบิดประตูพลางเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ ป้าสมทรงที่หอบหิ้วขนมนมเนยถุงใหญ่รีบวางลงหน้าประตูแล้วก้มสังเกตสิ่งผิดปกติ ป้าดึงอะไรบางอย่างออกมา
“ใบมีดโกน!” ทั้งสองอุทานพร้อมกัน ป้าสมทรงค่อยๆ ดึงเทปกาวใสออกจากลูกบิดพร้อมๆ กับใบมีดโกนบางเฉียบคมกริบ
“ใครกันทำอย่างนี้เนี่ย เล่นสกปรกจริง อย่าให้ป้าเจอตัวเชียว” ป้าสมทรงโกรธแทนเป็นฟืนเป็นไฟ ขณะที่ต้องตะวันครุ่นคิด
“นี่แสดงว่าต้องมีใครเกลียดต้องมากเลยนะคะ ถึงกับแกล้งแบบนี้”
“ไม่ค่ะคุณต้อง อย่างนี้ไม่ได้เกลียดหรอก เรียกว่าหมั่นไส้ อิจฉาที่เราได้ดีกว่าค่ะ”
เธอยิ้มเจื่อนๆ ก็โดนอิจฉาแล้วถูกประทุษร้ายอย่างนี้ก็ไม่ไหวนะ เธอแย้มทิชชูที่กดแผลออกดู สบายใจเมื่อเลือดเหลือเพียงซึมๆ
“เดี๋ยวป้าพาไปทำแผลบนตึกค่ะ” ป้าสมทรงกุลีกุจอรับเป้จากหลังของเธอไปถือ แล้วมองถุงที่ตนเองกองไว้พลางบอกว่าคือฝักบัวกับเม็ดบัวที่เอามาฝากพ่อของเธอ
เพียงต้องตะวันกับป้าสมทรงเดินเข้าไปในสภาพกดแผลบนนิ้ว เลขาฯ ของแสนพลก็หน้าตื่นวิ่งมาถามไถ่เรื่องราวเพื่อรีบไปรายงานบอสใหญ่
ในห้องพยาบาลเล็กๆ นั้นเธอจำได้หมดแล้วว่ายาอะไรเก็บที่ไหนบ้าง ก็เข้ามาหลายที กำลังบอกป้าสมทรงที่ยืนเคว้งทำอะไรไม่ถูกว่ากล่องยาอยู่ตรงไหน แสนพลก็เดินเร็วๆ เข้ามาพอดี เขาสำรวจบาดแผล จัดแจงหยิบที่ล้างแผลและชุดยามาจัดการให้เองเสร็จสรรพ พร้อมกับสั่งให้ป้าสมทรงกลับไปทำอาหารต่อ เกรงไม่ทันเหล่าพนักงานที่กำลังจะเข้ากะ
“ต้องนี่ซุ่มซ่ามจริงๆ นะคะ มาอยู่นี่ไม่กี่เดือนมีเหตุให้โดนนู่นโดนนี่อยู่เรื่อยเลย” เธอพูดติดตลก ไม่ให้คนที่ตั้งใจใส่ยาทำหน้าเครียดไปกว่านั้น
แสนพลยังคงหน้ายุ่งไม่ได้ผ่อนคลายไปกับคำพูดเธอเลย “ถ้ามันสุดวิสัยผมเข้าใจ แต่นี่ฟังดูแล้วไม่ใช่ ผมให้คนไปเก็บหลักฐานแล้ว เดี๋ยวเช็กกล้องวงจรปิด น่าจะจับตัวได้ว่าใครทำ”
“อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะ” เธอโอด
ผู้บริหารหนุ่มส่ายหน้าเป็นพัลวัน “ไม่ได้ครับ นี่เรื่องใหญ่ ใครจะมากลั่นแกล้งกัน หรือใช้วิธีสกปรกๆ แบบนี้ไม่ได้”
เธอปิดปลาสเตอร์ต่อเองให้สนิทแล้วยกมือไหว้ “ขอบคุณพี่พลมากนะคะ”
“พี่ขอโทษด้วยนะครับน้องต้อง ไม่ควรมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในอุทยานของเราเลยจริงๆ พี่รู้ว่ามันจะทำให้น้องต้องกังวลใจ”
หญิงสาวยิ้ม “ต้องไม่กลัวหรอกค่ะ ต้องเชื่อว่าไม่เคยมีเรื่องอะไรกับใคร อาจจะเป็นการเข้าใจผิดหรืออะไรสักอย่าง ยังไงต้องก็ยังมีความสุขในการทำงานที่นี่ค่ะ”
ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากห้องพยาบาล ต้องตะวันก็ต้องแปลกใจที่เห็นนายคิวยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ เขาเหลือบมองมือของเธอที่มีปลาสเตอร์ยาพันไว้
“แผลไม่ลึก ดีว่าโดนเฉี่ยวๆ ล้างแล้วก็ทายาเรียบร้อย”
แสนพลพูดอย่างกับรายงาน จบแล้วก็หันมายิ้มให้ ร่ำลาพอเป็นพิธีแล้วเดินจากไปดื้อๆ
“เจ็บมากไหม” เสียงนั้นห้วน แต่ทำไมเธอสัมผัสได้ถึงความห่วงใยล้นปรี่ภายในถ้อยคำนั้น ยังท่าทางแข็งกระด้างของคนร่างสูงที่ยืนมองนิ่ง แต่กลับเห็นรัศมีของความอ่อนโยนเผื่อแผ่มาถึง
“ไม่เท่าไร โดนเฉี่ยวๆ อย่างที่พี่พลว่า”
คิ้วโก่งดังคันศรขมวด คิวก้าวเข้ามาจนใกล้ “มันไม่ควรจะโดนเลยด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เฉียดเลย ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”
เธอเบิกตา เสียงเขาโกรธนัก “นายรู้เหรอว่าใครทำ”
“ตอนนี้ไม่รู้ แต่เดี๋ยวต้องรู้ให้ได้” เขาเอ่ยอย่างมั่นใจ
“นายพูดยังกับเป็นตำรวจ”
“ผมไม่ใช่ตำรวจ” เขาสวนทันควัน “แต่ผมห่วงคุณ”
ต้องตะวันยอมรับว่าอึ้งไปกับคำพูดนั้น เขาก็ช่างหน้าตายเหลือเกิน พูดอะไรแบบนี้แล้วก็ยืนเฉยๆ หน้าไร้อารมณ์อย่างนั้น มันแปลว่าอะไรล่ะ
“ฉัน...ไม่ได้เป็นอะไร” แก้มที่ร้อนวูบวาบขึ้นมาทำเธอพูดตะกุกตะกัก ยิ่งเขานิ่ง เอาแต่จ้องกันอย่างนี้ยิ่งทำให้เธอวางตัวไม่ถูก
“ฉันจะกลับบ้านแล้ว” เธอบอกแล้วก้าวเดินออกไป วันนี้ตั้งใจกลับบ้านที่กรุงเทพฯ ไปหาพ่อ
“จะกลับยังไง” เขาแตะแขนเธอ แปลกนัก สัมผัสเพียงนิดจากเขาคนนี้ทำเธอวูบวาบเสมอๆ แล้วคิวก็พูดต่อเอง
“ผมไปส่ง”
“อะไรนะ ไม่ต้อง ฉันไปขึ้นคิวรถตู้ใกล้ๆ นี่เอง”
คราวนี้เขาจับแขนเธอมั่น มองเขม็ง “นั่นละ ไปกับผม”
----------
ปกติแล้วต้องตะวันโดยสารรถตู้เข้ากรุงเทพฯ เป็นหลักเมื่อมีธุระปะปังในเมือง หรือต้องการกลับบ้านอย่างวันนี้ เธอลาสองวันเพื่อกลับไปหาพ่อและนัดเจออัญมณีเพื่อพบปะตามประสาเพื่อนสนิทและคุยเรื่องของที่ระลึกที่เคยปรึกษาไว้ คิวขับรถกระบะมารับเธอที่หน้าบ้านพัก เข้าใจว่าจะมาส่งเธอตรงคิวรถ แต่นี่นั่งมาไกลเกินกว่าที่จะเป็นเช่นนั้นจนต้องตะวันอดแปลกใจไม่ได้
“นายขับไปไหนน่ะ คิวรถมันเลยมาแล้วนี่” เธอทัก
เขายังคงมองทาง ทำหน้าสบายๆ ไม่สนใจจะตอบ
“นี่นายคิว ฉันถามว่าจะไปไหน คิวรถมันเลี้ยวไปทางนู้นไม่ใช่เหรอ” เธอเอี้ยวตัวกลับไปมอง เขาหันมาทำให้สบตากันพอดี
“ไม่เอาไปขายหรอกน่า” เขาพูดกลั้วหัวเราะพลางยิ้มเจ้าเล่ห์
“นี่ หยุดรถเลยนะ จะไปไหน ฉันจะกลับบ้านอย่าเสียเวลา” เธอว่าเสียงเข้ม
“ก็ไปส่งคุณที่บ้านไง”
“จะไปส่งถึงที่เลยเหรอ อย่ามั่ว จอดๆ เลยฉันจะลง” เธอหันไปคว้ากระเป๋าเป้ที่อยู่เบาะหลัง
“เฮ้ย คุณ วางก่อน ผมไปส่งคุณที่บ้านจริงๆ” เขาหันรีหันขวาง เอื้อมมือมาปัดมือเธอที่กำลังจะหยิบเป้
“นี่ พูดให้รู้เรื่อง นายนี่นะจะขับไปส่งฉันถึงบ้านที่กรุงเทพฯ” เธอตาโต เริ่มโวยวาย
“ครับคุณผู้หญิง ก็คุณมือเจ็บ ผมอำนวยความสะดวกให้” เขาตอบหน้าตาเฉย
“บ้า แผลแค่นี้ นายจอดรถเลยนะ” เธอทึ้งแขนเสื้อเขา
“เฮ้ยๆ เดี๋ยวคุณ อย่าเพิ่งอาละวาด เห็นเรียบร้อยๆ นี่งอแงจังนะ”
ต้องตะวันตี ‘ป้าบ’ เข้าให้ที่แขนล่ำๆ ของเขา
“โอ๊ย ตีผมทำไม” คนขับโวยวาย
“นายนั่นละ มาว่าฉันเป็นเด็กงอแง จอดเลยนะจะพาฉันไปไหน”
เขาลูบแขนตัวเองป้อยๆ อีกมือประคองพวงมาลัย เช้าวันธรรมดาไม่ค่อยมีรถเข้าเมืองเท่าไร ถนนกว้างโล่งแทบจะเป็นทางส่วนตัว
“ขนาดนี้แล้วยังไม่ไว้ใจกันอีกเหรอ เราเจอกันมาจะห้าหกเดือนแล้วนะครับ”
“ไม่ไว้ใจ จะทำอะไรทำไมไม่บอก” เธอยังคงเสียงขุ่น
“อ้าว ก็บอกอยู่ทนโท่ว่าจะไปส่งไง” เขาหันหน้ามามองเธอแวบวับทำตาโต ใบหน้าที่มีหนวดเคราดูทะเล้นทันตา
ต้องตะวันหยิบโทรศัพท์กดเบอร์ “ฉันจะโทร.หาคุณแสนพล ฟ้องว่านายกำลังพาฉันไปทำมิดีมิร้าย”
“เฮ้ย คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องเลยแฮะ”
เขาเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันใหญ่ที่อยู่ข้างทางพอดี จอดลงตรงลานกว้างหน้าร้านสะดวกซื้อและร้านกาแฟขนาดใหญ่ หันมาดึงโทรศัพท์จากมือเธอไปกดปิดก่อนจะยื่นคืน เธอรับโทรศัพท์แล้วทำหน้างอง้ำใส่
คิวถอนหายใจ “นี่ผมทำคุณบูชาโทษหรือเปล่า”
ชายหนุ่มขยับตัว ปรับเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งจอด หันมามองเธอตรงๆ
“ผมจะขับไปส่งคุณถึงบ้านที่กรุงเทพฯ เลย โอเคไหม ผมขอคุณพลแล้ว ปทุมฯ-กรุงเทพฯ แค่นี้เอง บ้านคุณก็อยู่ชานเมืองไม่ได้ไกลอะไร ส่งเสร็จผมตีรถแป๊บเดียวก็มาถึงอุทยานแล้ว”
“ก็แล้วทำไมไม่พูดชัดๆ ตั้งแต่แรกล่ะ” เธอค้อน
เขาทำหน้าเหมือนเด็กๆ ที่แอบหนีไปเที่ยว “ก็...กลัวคุณไม่ยอมมาด้วยกับผม”
“ฉันกลับเองได้จริงๆ ไม่อยากเป็นภาระใคร”
ใบหน้าที่ปรกด้วยผมยาวรุงรัง หนวดสั้นๆ และเคราบางๆ โน้มมาใกล้ กลิ่นอาฟเตอร์เชฟชายอวลอยู่รอบตัว แปลกที่เธอไม่นึกรังเกียจ กลับรู้สึกถึงเสน่ห์แห่งบุรุษเพศฉายชัดเหลือเกิน ยิ่งเขาเอื้อมมือปัดปอยผมให้แล้วเคลื่อนลงมาแตะแก้มยิ่งทำเธอประหม่า
คำพูดของเขาเร่งจังหวะหัวใจให้สั่นระรัว
“คุณไม่ใช่ภาระของผม เพราะผมเต็มใจมาเอง”
----------
บ้านเธออยู่แถวรังสิต ชานเมือง ไม่ไกลจากปทุมฯ อย่างที่เขาว่า ถ้ารถไม่ติดสี่สิบห้านาทีไม่เกินชั่วโมงก็ถึง จากถนนใหญ่ต้องเข้าซอยที่เป็นดินสีแดง สองข้างทางมีบ้านปลูกห่างๆ บางช่วงก็เป็นพื้นที่เปล่าโล่งๆ มีหญ้าขึ้นสูงจนท่วม บ้านเธออยู่ลึกเข้ามาสักสองสามร้อยเมตร สังเกตชัดจากรั้วสีขาวเตี้ยๆ มีพุ่มต้นกระถินเป็นรั้วธรรมชาติ
“นี่ไม่มีรั้วที่มันมิดชิดกว่านี้เลยเหรอ” คนขับบ่นชะเง้อมองเมื่อถึงหน้าบ้านของเธอแล้ว
“ไม่มี ทำไม กลัวโจรเหรอ แถวนี้ไม่มีขโมยหรอกคนกันเองทั้งนั้น” เธอบอกแล้วชี้ให้เขาจอดแอบข้างรั้วสีขาวนั้น
“มันไม่ปลอดภัย สมัยนี้ยิ่งต้องระวัง” เขาบ่นงึมงำ
ทางเดินเข้าลาดด้วยหินก้อนใหญ่เป็นแนวโค้งจากรั้วสู่ประตูหน้าบ้าน มีอิฐมอญสีส้มจัตุรัสปูเรียงต่อกัน ตัวบ้านชั้นเดียวขนาดกะทัดรัด ทรงคล้ายบ้านฝรั่งอย่างในนิยายอิงประวัติศาสตร์บ้านเล็กในป่าใหญ่ สวนหน้าบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จัดสวยงามน่ารื่นรมย์
“บ้านคุณน่ารักดี” คิวเอ่ย
“หลังเล็ก อยู่กันสองคนแค่ฉันกับพ่อ” ต้องตะวันพูดแล้วเดินนำเข้าไป คนเดินตามยังคงสะพายเป้ถือถุงที่ป้าสมทรงใส่ขนมมาให้
“พ่อ!” ต้องตะวันเรียกเสียงดัง แล้ววิ่งไปกอดทันทีที่ท่านแง้มประตูหน้าบ้านออกมา
“มาไวดีนี่ พ่อยังนึกว่าจะสายกว่านี้ กำลังเตรียมข้าวต้มปลาไว้เป็นอาหารเช้าเลย”
หญิงสาวยิ้มร่า กอดเอวพ่อไว้แน่น “มาแต่เช้าสิคะ รีบมาหาพ่อไง”
“นั่นใครล่ะ”
คิวยกมือสวัสดีแม้ถุงจะเต็มมือ เขาไม่พูดอะไรเหมือนจงใจปล่อยหน้าที่แนะนำตัวให้เป็นของเธอ
“นายคิวค่ะ เป็น...” เธอเหลือบมองเขา “เพื่อนร่วมงานที่อุทยาน...”
“ผมเป็นคนงานในสวน คุณต้องเป็นเจ้านายผมครับ” เขาแทรกขึ้นมาชัดถ้อยชัดคำ
พ่อนิ่งไปนิดแล้วพูดคุยด้วยน้ำเสียงธรรมดา “มีน้ำใจมาส่งยายต้องให้ ขอบคุณมาก กินข้าวต้มด้วยกันก่อนสิ” ท่านชวน
“ขอบคุณครับ แต่ผมเรียบร้อยมาแล้ว”
พ่อเชิญเข้าบ้าน หากคิวแค่เอาสัมภาระต่างๆ ของเธอเข้าไปวางไว้ให้ก็ขอตัวออกมา เธอคิดว่าเขาจะรีบกลับ แต่ไม่ใช่ เขาขอพ่อทำอะไรบางอย่าง
“ผมเอากล้าบัวมาด้วย ขอลงไว้ที่นี่สักกระถางนะครับ”
“เอาสิ เอาเลย ฉันชอบบัว ชอบไม้ดอกไม้ใบอยู่แล้ว ต้องเขาก็ชอบ สวนข้างหน้านั่นก็ฝีมือต้องเขาส่วนใหญ่ละ”
พ่อขอตัวไปต้มข้าวที่ค้างอยู่ นายคิวเดินไปหลังรถกระบะที่จอดติดรั้ว เธอเพิ่งเห็นว่าเขาเตรียมกระถางมาด้วย กระถางพลาสติกรูปหัวใจสีฟ้าวินเทจไม่ได้เข้ากับหน้าตาของคนที่กำลังขนลงจากรถเลย
“อ่างบัวอยู่ตรงไหน” เขาหันมาถาม
“นายรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันมีอ่างบัว” เธอทำหน้าประหลาดใจ
เขายิ้มมุมปาก “คนชอบบัวขนาดไปทำงานในอุทยานบัว มีเหรอที่บ้านจะไม่ปลูกบัว”
เธอหัวเราะ นายนี่ฉลาดใช่เล่น เธอพาเขาไปมุมหนึ่งของสวนที่มีอ่างบัวหลายอ่างเลยทีเดียว
“ตรงนี้แดดลงดีที่สุดของบ้าน พ่อเลยให้เลี้ยงบัว จะลงอ่างไหนก็เอาเลย”
คิววางของต่างๆ แล้วเริ่มลงมือ โรยปุ๋ยบัวก้นกระถาง เอาดินเหนียวผสมปุ๋ยคอกและกระดูกป่นลงอัดแน่นพร้อมปรับหน้าดินให้เรียบ หย่อนไหลบัวลงตรงริม เพราะบัวฝรั่งรากเจริญตามแนวนอน จากนั้นใช้ดินเหนียวเปล่าๆ ปิดทับโคนต้น สุดท้ายก็ยกกระถางบัวใส่ลงในอ่างที่มีน้ำปริ่ม
“พันธุ์ใหม่ที่เพิ่งติดใช่ไหม” เธอถาม
เขายืดตัวขึ้น ปล่อยมือที่เปื้อนดินข้างลำตัว “ใช่ ที่เราปลูกด้วยกันไง ซันไชน์ออฟเลิฟ (Sunshine of Love) ผมตั้งชื่อไว้ ชอบไหม”
“สีน้ำเงิน ตั้งชื่อซันไชน์เนี่ยนะ” เธอแกล้งแซว
เขายิ้มทำเป็นเอียงไหล่มาใกล้ๆ “แปลเป็นไทยก็ ตะวันที่รัก”
ต้องตะวันรู้สึกหน้าร้อนๆ ขึ้นมาอีกแล้ว เธอทำเป็นเก็บถุงเปล่าที่วางเกลื่อนอยู่ เขาเขยิบมาใกล้ๆ “รู้ไหมทำไมผมใช้ชื่อนี้”
“จะไปรู้นายเหรอ”
“ก็...เพราะมีคุณ” เขาชี้มือมาที่เธอ “ต้องตะวัน และความรัก ทำให้บัวพันธุ์นี้เกิดขึ้นมา”
“พูดอะไรของนาย เพ้อเจ้อ” เธอทำทีมองไปทางอื่น หน้าแดงไปถึงไหนๆ
“อ้าว ก็ความรักที่มีให้กับบัวไงล่ะ คุณต่างหากที่เพ้อเจ้อ” เขาว่าแล้วเดินไปเก็บของ ทิ้งเสียงหัวเราะคิกคักไว้ ต้องตะวันได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว
