
บ่ายแก่ เสียงเคาะประตูรัวเร็วทำให้แสนพลที่กำลังนั่งทำงานรีบลุกจากเก้าอี้เดินอย่างรีบเร่งไปเปิดให้ รู้ได้อย่างไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นใคร
“นายไม่ควรมาที่นี่เวลานี้” เขาปรามทันทีที่เปิดประตูออกกว้าง
“รู้หรือยังฝีมือใคร” น้ำเสียงร้อนรน ไม่อาทรกับสิ่งที่แสนพลเตือน
เขาส่ายหน้า คนมาใหม่ก็หุนหัน “ฉันจะไปห้องมอนิเตอร์”
“เดี๋ยว” เขาคว้าแขนคนใจร้อน “ฉันดูแล้ว ไม่เห็นจริงๆ”
“ตามผู้จัดการอุทยานมา”
“ดีน? ตามมาทำไม” แสนพลแปลกใจ แต่สายตาดังคำประกาศิตทำให้เขายกมือถือขึ้นโทร.ออก
ในห้องมอนิเตอร์มีจอภาพมากมาย กล้องวงจรปิดในอุทยานมีหลายสิบตัวทั้งกล้องหลอกกล้องจริงบันทึกภาพได้หลากหลายมุมจากจุดต่างๆ
“ภาพมันเยอะไปหมด แต่คุยกับส่วนรักษาความปลอดภัยลองไล่ดูกันแล้วยังจับมือใครดมไม่ได้” แสนพลอธิบาย ขณะที่ปภาณเดินเข้ามาพอดียกมือสวัสดีเขา แล้วเหลือบมองใครบางคนที่ยืนอยู่ด้วยสายตาแปลกใจ
“ดีน พี่รบกวนนิด พอดีมีเรื่องอยากให้มาช่วยกันดูกล้องวงจรปิดหน่อย” แสนพลแตะบ่าปภาณเบาๆ ผินหน้าไปยังคนที่ยืนข้างๆ “เขามาช่วยเปิดปิดห้องให้ พวก รปภ. ไปส่งเวรกันอยู่”
“ครับพี่พล” ปภาณตอบกระฉับกระเฉง แล้วแสดงอาการหงุดหงิดอย่างออกนอกหน้าเมื่อได้รับฟังเรื่องราว เขาขอดูแผนผังกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าตึกและทางเดินในรัศมีสองกิโลเมตร
“กล้องตัวนี้คือจอไหนนะครับ” ปภาณชี้มือลงบนแผนผัง แล้วปรับภาพบนจอที่มีตัวเลขตรงกัน แสนพลที่ถูกถามยังอ้ำๆ อึ้งๆ ปภาณว่าต่อเอง
“เราต้องดูกล้องตัวนี้ด้วย แล้ว...เหตุเกิดเช้า เราต้องดูภาพย้อนหลังอย่างน้อยสิบสองชั่วโมงก่อน ตอนนั้นยังมืด กล้องพวกนี้เป็นอินฟาเรดด้วยไหมครับพี่พล”
“เอ...น่าจะนะ เห็นตอนติดตั้งบริษัทพูดอยู่ว่าจับภาพกลางคืนได้” แสนพลเปิดคู่มือการทำงานไปอย่างไม่มีจุดหมาย ขณะบุคคลที่สามยืนนิ่งอยู่มุมห้อง สายตาจ้องเขม็งที่ชายหนุ่มผมเกรียนผู้กำลังสืบค้นข้อมูลจากกล้องวงจรปิดด้วยท่าทีเคยคุ้น
“นี่ไง เอาภาพจากกล้องนี้ขึ้นมา จุดนี้ด้วย กล้องบางตัวเป็นอินฟาเรด บางตัวไม่ใช่ อันนี้ๆ ครับพี่พล” ปภาณเอื้อมกดปุ่มบนหน้าจอตามต้องการเอง แสนพลคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ
แล้วปภาณก็ได้ข้อสรุป “คนนี้แน่ รูปร่างท่าทางการเดินเป็นผู้หญิง แต่ตั้งใจปกปิดด้วยการใส่เสื้อตัวโคร่งคลุมแจ็กเก็ต แล้วยังหมวกกับผ้าพันคอปิดหน้า คนไทยโดยทั่วไปไม่พันผ้าพันคอแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนใต้ นับถือศาสนาอื่น หรือต้องการปิดบัง เสียดายกล้องวงจรหน้าบ้านพักมุมเปิดไม่พอเห็นถึงบ้านต้องตะวัน ซึ่งโดยหลักการไม่ถูกต้อง พี่พลต้องเรียกบริษัทมาเช็กตำแหน่งองศาอีกทีนะครับ”
“ได้สิได้ ว่าแต่ คนนี้เหรอ” แสนพลก้มหน้าไปดูใกล้จอ
“วันดี” คนที่ยืนเงียบอยู่มุมห้องมาตลอดพูดขึ้น
“ใช่ ใช่เลยผมก็ว่าคุ้นอยู่ ความสูงได้” ปภาณกดปุ่มย้อนหลังแล้วหยุดภาพตรงที่พอเห็นหน้า แม้จะในมุมด้านข้างแต่ก็พอเห็นดวงตา จมูกกับปากอยู่ใต้ผ้าพันปกปิดใบหน้า เขากดซูมภาพให้มากที่สุด
“ดูจากตาใช่ไหม ผมเห็นในที่ประชุมครั้งสองครั้งก็ว่าใช่นะ นายว่ายังไง” ปภาณหันไปมองคนที่ยืนนิ่งเช่นเดิม หลังจากเอ่ยชื่อผู้ต้องสงสัยออกมา
“ใช่” คำตอบสั้น สายตาคมดุมองแสนพลแทน “ไล่ออกดีกว่า คนแบบนี้อันตรายถ้าให้อยู่ต่อ”
ปภาณขัดขึ้น “นายจะปรักปรำใครเลยทันที ยิ่งลงโทษเลยอย่างนี้ไม่ได้” เขามองผู้จัดการใหญ่ “พี่พลครับ ต้องเรียกคุย บอกกับวันดีให้รู้ตัวว่าเธอถูกสงสัย ต้องให้โอกาสฟังเธอพูดด้วยก่อนจะตัดสินอะไร”
เสียงพ่นลมหายใจแรงจากมุมห้องก่อนจะโพล่งขึ้น “นายตำรวจเก่าเหรอคุณ ทฤษฎีเยอะอย่างนี้”
ปภาณเงียบไปถนัดตา ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “ใครๆ ก็รู้หลักการนี้ ถ้าไม่นักเลงโตใช้ศาลเตี้ยตัดสินซะก่อนอย่างนาย”
“เฮ้ย!” คนที่พยายามเงียบมาตลอดฮึดฮัด ร้อนถึงแสนพลรีบก้าวมาคั่นกลาง
“เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง ขอบคุณมากดีน ได้ข้อมูลเยอะเลย”
ปภาณเหมือนถูกบังคับให้ออกไปจากห้องก่อนกลายๆ แสนพลปิดประตูห้องมอนิเตอร์ รออย่างให้แน่ใจว่าปภาณน่าจะเดินไปไกลแล้วก็หันมามองคนที่เหลือตาขวาง
“นายทำตัวสงบเสงี่ยมอย่างเดิมหน่อยได้ไหม ช่วงนี้รู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไปบ้าง ล่อแหลมแค่ไหน ฉันไม่อยากให้นายมีปัญหานะ”
คนถูกเตือนทำหน้าไม่ยี่หระแต่ก็ไม่ต่อล้อต่อเถียงอันใด
“เพราะเธอใช่ไหม ทำให้นายเป็นแบบนี้” แสนพลยั่ว
เสียง ‘หึ’ ดังในลำคอ “อย่าลากเธอเข้ามาเกี่ยว ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นเพราะฉันเท่านั้น”
แสนพลส่ายหน้า “นายมันชอบใช้อารมณ์เหนือเหตุผล จนเป็นเรื่องขนาดนี้ยังไม่เข็ดอีกนะ”
“ก็ถ้ากระบวนการยุติธรรมมันไว้ใจได้ ฉันก็ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก!”
แสนพลจับแขนคนตรงหน้า “ฉันช่วยนายเสมอ ไม่ว่าจะยังไง ถ้าต้องแลกด้วยชีวิตฉันก็ยอม”
มือของเขาถูกปัดออก “ไม่จำเป็น ระวังนายปภาณนี่ให้ดีๆ แล้วกัน เห็นอะไรขึ้นมาบ้างหรือยัง” ร่างสูงเอ่ยจบแล้วเดินออกจากห้องไป ไม่ทันได้ยินที่แสนพลอุทานเพราะเพิ่งจะเข้าใจ
“นาย...นายตั้งใจเรียกเขามาให้เห็นวิธีการสืบสวนใช่ไหม!”
----------
ต้องตะวันเดินตัวลีบเบียดผู้คนออกจากรถไฟฟ้า แล้วมองป้ายสัญลักษณ์ว่าควรจะลงทางไหน ด้วยว่าเธอไม่ใช่คนที่ชอบเดินห้างร้านรวงสักเท่าไร จึงไม่ค่อยสันทัดเส้นทาง แม้จะเป็นห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองติดสถานีรถไฟฟ้าขนาดนี้
เข้ามาในตัวห้างฯ ได้ก็ยิ่งเสียเวลากับการหาสถานที่ เธอยกมือถือดูอยู่หลายรอบ ชั้นหนึ่ง ชั้นจี ชั้นเอ็มสับสนไปหมด กว่าจะหาร้านเจอ
“รอนานไหมจ๊ะอัญ ขอโทษที” ต้องตะวันนั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อน ยังหอบน้อยๆ
อัญมณียิ้มแป้น แถมยังสั่งน้ำส้มคั้นไว้ให้เธอแล้วด้วยอย่างรู้ใจ สองสาวเลือกเมนูขนมก่อนจะคุยอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“อัญอยากเห็นคนงานที่ว่าจัง ชื่อนายคิวใช่ไหม อัญว่านะ...” เพื่อนหลิ่วตา “ต้องมีซัมติงรอง”
“อะไร” หญิงสาวทำเป็นกวนหาเม็ดส้มในแก้วทั้งๆ ที่ไม่มี
“แหม...ก็ทุกเรื่องต้องมีชื่อตานี่เข้ามาอยู่ด้วยตลอดเวลา ว่าแต่ เขาคือคนที่ช่วยต้องตอนงูกัดครั้งนั้นหรือเปล่า”
เธอมองเพื่อน อัญมณีมีใบหน้าเหมือนตุ๊กตา ดวงหน้ากลม แก้มอูมๆ แววตาเวลาสงสัยอะไรมักเหมือนเด็กที่รอคำตอบอย่างจริงจัง ต้องตะวันอดยิ้มไม่ได้
“อัญนี่เหมือนตุ๊กตาบลายธ์จริงๆ นะ”
“อย่าเปลี่ยนเรื่องยายต้อง”
“อ้าว ชมว่าน่ารัก”
“ใช่ไหมอะ แล้วตอนจมน้ำเขาเมาท์ทู...”
ต้องตะวันยกมือปิดปากเพื่อน “เสียงดังไปแล้วอัญ”
“แล้วใช่ไหมล่ะ” เสียงอู้อี้ลอดจากปากเพื่อนยังได้ยินความหมาย
ต้องตะวันปล่อยมือจากปากเพื่อน พนักงานมาเสิร์ฟขนมหวานพอดี เจลลี่ตัวใสแจ๋วเห็นชิ้นส้ม สตรอว์เบอร์รี องุ่นชัดเจน รอบข้างโรยกลีบกุหลาบสีแดงเข้ม ความสวยงามของเมนูตรงหน้าไม่ได้ทำให้อารมณ์มัวๆ ในใจของเธอคลายลง
“ไม่รู้สิอัญ เขาไม่เคยพูด ต้องก็ไม่กล้าถาม”
“แล้วเซนส์ล่ะ เซนส์ของต้องน่ะ”
เมื่อถูกถามจริงๆ จังๆ ก็ทำเอาเธอนิ่งไป หลายเหตุการณ์ย้อนทบทวนขึ้นมาในหัว ขนมแสนสวยตรงหน้าเหมือนอิฐหินปูนเสียอย่างนั้น
“จริงๆ ต้องก็ไม่รู้จะพูดยังไงนะอัญ มันมีอะไรแปลกๆ หลายอย่างที่ทำให้ต้องรู้สึกว่า เขา...ไม่ธรรมดา”
อัญมณีขยับเปลี่ยนขาไขว่ห้าง “ยังไง เป็นคนงานปลอมตัวมาอย่างในนิยายหรือเปล่า”
“อัญ คนยิ่งเครียดๆ อยู่นะ” เธอดุ
เพื่อนขอโทษขอโพยแล้วตั้งใจช่วยขบคิด “อืม นายอะไรเนี่ยเขาดู...แคร์ต้องนะ มากเลยละ” เพื่อนทำแก้มป่องๆ อย่างที่ชอบทำเวลาคิดอะไรอยู่ แล้วโพล่งถามในสิ่งที่ทำเธอหน้าร้อนวูบ
“ว่าแต่ เขาเกินเลยต้องบ้างหรือเปล่า”
“เอ่อ...มะ...ไม่มี” เธอโกหกคำโต ดื่มน้ำส้มจนหมดแก้วอย่างไม่รู้ตัว แล้วรีบเฉไฉไปเรื่องอื่น
“นี่อัญ ต้องถามเรื่องของที่ระลึกก่อนดีกว่า พี่พลเร่งแล้ว ตกลงแบบกับราคาที่อัญว่าจะเอาโบรชัวร์มาให้ดูน่ะ”
อัญมณีถอนหายใจ รู้ว่ายังไงต้องตะวันก็คงไม่ยอมเปิดปากมากกว่านี้ ต้องตะวันเองก็รู้ว่าเพื่อนสนิทรู้นิสัยใจคอกันดี คนอย่างเธอถ้าถึงเวลาก็จะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเอง
สองสาวกินขนมจิบน้ำพูดคุยกันเรื่องราคาและรูปแบบของที่ระลึกสำหรับอุทยานนิลปัทม์อยู่พักใหญ่ อัญมณีก็ทำท่าลุกลี้ลุกลน ยกโทรศัพท์ขึ้นเช็กไลน์เช็กเฟสตลอดเวลา
“มีธุระอะไรต่อหรือเปล่าอัญ บอกได้นะ ดูอยู่ไม่สุขยังไงไม่รู้”
“เปล่าๆ” เพื่อนปฏิเสธแต่ตายังเหลือบดูโทรศัพท์อยู่นั่น แล้วอุทาน “มาแล้วๆ เดี๋ยวฉันไปรับพี่ดีนก่อนนะ”
ต้องตะวันอ้าปากค้าง อะไรนะ ใคร พี่ดีนเนี่ยนะ...
แล้วสักพัก เธอก็เห็นปภาณเดินตามหลังอัญมณีมาจริงๆ
“นี่ ยายอัญ ไม่ยักรู้ว่ามีไลน์พี่ดีนด้วย เพิ่งจะเจอกันไปครั้งเดียวเองไม่ใช่เหรอ” ต้องตะวันกระซิบกระซาบ
“อ๊ะ ระดับไหนแล้ว เรื่องเมกเฟรนด์ขอให้บอก” เพื่อนแตะอกตัวเองอย่างภูมิใจ
ทั้งสองรีบผละจากกันอย่างไม่ให้มีพิรุธเมื่อปภาณสั่งเครื่องดื่มเสร็จ
“ตกลงสองสาวว่ายังไงกันครับ เลือกของที่ระลึกได้กี่แบบแล้ว” เขาถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตาอยู่ที่ต้องตะวันอย่างให้เธอเป็นคนตอบ
“อัญแนะนำแมกเน็ตค่ะ พวงกุญแจเรซินอัดกลีบบัว แล้วก็ที่คั่นหนังสือ”
“ที่คั่นหนังสือเหรอครับ” ปภาณทำหน้าสงสัย
“แบบกิ๊บเก๋เริดเชิดค่ะพี่ดีน ไม่ใช่ที่คั่นธรรมดาๆ” อัญมณีเหมือนรู้ใจ ชิงบอกสรรพคุณก่อนพร้อมพลิกรูปในโบรชัวร์ให้ดู
ชายหนุ่มเพียงคนเดียวบนโต๊ะมองภาพของที่ระลึกหลากหลายแบบ ขณะที่คนพูดส่วนใหญ่คืออัญมณี ต้องตะวันเท้าคางฟังไปเพลินๆ ได้ยินปภาณถามราคา ส่วนลด ระยะเวลาสั่งไปถึงการจัดส่ง แล้วจู่ๆ เขาก็หันมาทางเธอ
“น้องต้องว่าไงครับ ต้องชอบอันไหนพี่ก็ชอบอันนั้น”
“อุ๊ย ออกนอกหน้าเชียวนะคะพี่ดีน” อัญมณีเอ่ยเสียงแหลม แล้วโอบไหล่เธอหมับ “ถ้าคิดจะจีบคุณหญิงต้องตะวันคนนี้ละก็ ต้องผ่านด่านเพื่อนซี้อย่างอัญไปก่อนนะคะ”
“บ้า ยายอัญ พูดอะไร” เธอทำตาขวางใส่เพื่อนสนิท แต่เมื่อเห็นท่าสำลักน้ำของปภาณกับหน้าเหวอๆ ของเขาก็อดสงสารไม่ได้ เจอความขวานผ่าซากของยายอัญเข้าไป
“พี่หมายถึง เอ่อ...พี่ก็เลือกของอะไรพวกนี้ไม่เป็น น้องต้องเป็นผู้หญิง อาจจะเลือกได้ดีกว่า ยังไงพี่ต้องไปเสนอคุณพลอยู่ดีครับว่าสุดท้ายจะอนุมัติให้สั่งแบบไหน” เขารีบอธิบาย
อัญมณียังคงทำหูตาแพรวพราว ต้องตะวันได้แต่แอบหยิกเพื่อนใต้โต๊ะ อัญมณีเป็นคนขี้เล่น กล้าพูดกล้าแซว
“จริงๆ ตามที่อัญบอกก็ดีแล้วค่ะ สามอย่างนั้นแหละค่ะพี่ดีนต้องว่าน่าสนใจ ทำให้รูปแบบทันสมัย น่ารักน่าใช้ขึ้นกว่าเดิมคนน่าจะซื้อมากขึ้นค่ะ”
อัญมณีจดรายละเอียดต่างๆ ไว้แล้วบอกว่าจะไปคุยกับที่บ้านให้เรื่องส่วนลดพิเศษ
“ขอบคุณมากนะจ๊ะอัญ น่ารักที่สุดเลย” เธอประจบ
เพื่อนยิ้มหวาน ชายตาไปทางปภาณ “รายละเอียดอื่นเดี๋ยวอัญให้น้องในบริษัทติดต่อไปที่พี่ดีนเลยนะคะ”
“ครับได้ครับ” เขาตอบคล่องแคล่ว เพื่อนยังไม่วายหยอด
“ถ้ามีอะไรด่วนอัญขอไลน์หาพี่ดีนนะคะ”
“ฝากผ่านมาทางน้องต้องก็ได้นะครับ” เขามองเธอ
“อุ๊ย บอกผ่านกันหลายทอดไม่ดีหรอกค่ะ พี่ดีนเป็นผู้จัดการทั่วไปดูแลตรงนี้โดยตรงอยู่แล้ว อัญติดต่อพี่ดีนเลยดีกว่า”
ต้องตะวันอมยิ้ม เพื่อนเธอคนนี้เป็นคนตรงๆ อยู่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด ปภาณได้แต่รับคำ ครับๆ
หลังออกมาจากร้านแล้วอัญมณีก็ขอไปทำธุรกรรมการเงินในธนาคารที่มีสาขาในห้างฯ เธอกับปภาณจึงยืนแกร่วรออยู่ด้านนอก
“ต้องจะกลับกี่โมงครับวันนี้”
“คะ?” เธอจับต้นชนปลายไม่ถูกเมื่อเจอคำถามจู่โจม “กลับไปไหนคะ”
“กลับอุทยานนิลปัทม์น่ะครับ”
“อ๋อ...” ใช่สิ เธอลาสองวัน พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแล้ว “ต้องกะว่าจะขึ้นรถตู้คิวพรุ่งนี้แต่เช้าค่ะ”
“ได้ครับ งั้นพี่ไปรับที่บ้านกี่โมงดีครับ”
ท่ายืนตรงแน่ว พูดเสียงกระชับอย่างกับทหาร
“เอ่อ ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะพี่ดีน” เธอบ่ายเบี่ยง แต่เขากลับมัดมือชกด้วยการบอกว่า
“ยังไงพี่ก็ต้องพาต้องกลับครับ เป็นคำสั่งคุณแสนพล”
