
“...มันไม่เหมาะสม ผมมันแค่คนงานของคุณ”
“ฉันไม่ชอบการแบ่งชั้นวรรณะ ฉันเห็นคนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แค่มีหน้าที่ต่างกันเท่านั้น ถ้าฉันจะเผลอแทนตัวเองอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก แม้จะคุยกับนาย อย่าคิดมาก”
เขาเดินต่อไปตามคันดินจนถึงตลิ่งที่มีกอบัวขึ้นชัด เขาวางย่ามที่สะพายมาด้วย หยิบอุปกรณ์ต่างๆ ออกมา ก้าวลงไปในบ่อจนน้ำท่วมครึ่งขา คิวตัดไหลบัวที่มีดอกสีน้ำเงินสวยวางเรียงหลายไหล ต้องตะวันช่วยเก็บใส่ถุงแยกเป็นต้นๆ
“ผมจะเอาลงกระถาง เพาะต่อ แล้วแยกไหลมาปลูกใหม่อีกที” คิวว่า แล้วโน้มตัวกระโดดขึ้นมาบนขอบบ่ออย่างกระฉับกระเฉง หญิงสาวกำลังหยิบไหลใส่ถุงพลาสติกใบเล็ก แต่ต้นนี้ใหญ่จึงใส่อย่างทุลักทุเล เขานั่งลงใกล้ๆ
“คุณเปิดถุงไว้ เดี๋ยวผมใส่ให้”
มือที่ดูกร้านแต่นิ้วยาวเรียวสวย ไม่เหมือนมือของคนที่ทำงานหนักมานาน แต่ท่าทางแข็งแรงคล่องแคล่วของเขาจะว่าเป็นหนุ่มสำอางก็ไม่ใช่ เมื่อใส่ถุงเรียบร้อยเขาก็ตักน้ำในบ่อเติมลงไป
“ว้าย!” ต้องตะวันร้องเมื่อน้ำรั่วกระจายเต็มพื้น คนที่นั่งข้างๆ ไวนัก คว้าทั้งมือเธอและถุงบีบบริเวณที่เป็นรูไว้
“ขวัญอ่อนจริงนะคุณ แค่น้ำรั่วจากถุง” เขาแซว ใบหน้ายียวนอยู่ใกล้จนเรียกว่าชิดเหลือเกิน
“ก็มันตกใจนี่” เธอบอกเสียงสะบัด คิวเอื้อมไปหยิบถุงใหม่ซ้อนทับขึ้นมา แต่ยังคงกำมือเธอไว้
“ปล่อยมือได้แล้ว อย่าแต๊ะอั๋งสิ” เธอเหน็บ
เขากลับยิ้มกว้าง แถมหัวเราะหึๆ มือที่จับแน่นขึ้นอีกต่างหาก ดึงตัวเธอให้โน้มหาเขากลายๆ “อย่างผมไม่แต๊ะอั๋งหรอกนะจะบอกให้ ผมอยากทำอะไรผมทำจริงๆ เลย”
เขาว่าแล้วจุมพิตหน้าผากเธอเร็วๆ ก่อนปล่อยมือพร้อมกับเอาถุงที่มีไหลบัวนั้นไปเก็บลงตะกร้ารวมกับต้นอื่นๆ
“นายคิว!” เธอยืนกัดฟันกรอดมองคนที่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของ เขาสะพายย่าม ถือตะกร้า เดินมายืนตัวตรงแน่วหน้าเธอ “ได้เวลากลับแล้ว จะรีบเอาไหลไปลงอ่าง เดี๋ยวแห้งน้ำหมด”
“คนฉวยโอกาส” เธอพูดใส่หน้าเขาแล้วหันหลัง เดินจ้ำออกมา ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวแขนก็ถูกคว้าดึงไว้จนต้องหยุด
“ผมเนี่ยนะฉวยโอกาส” เขาเลิกคิ้วสูง ของต่างๆ วางทิ้งไว้ตรงคันดินห่างไป
เธอเชิดหน้าขึ้น “ใช่”
เขาทำท่าคิด “งั้น เมื่อไหร่บ้าง บอกหน่อยผมไม่รู้ตัว”
“เมื่อกี้”
“มีอีกไหม” เขากระตุกมุมปากยิ้มเจ้าเล่ห์
เธอกลอกตานิดๆ “ตอน...” เธออ้ำอึ้ง ก็จะให้พูดยังไงล่ะ ตอนที่ จุด จุด จุด ที่โรงพยาบาล ตอนที่เขาผายปอด...สองครั้ง...หรือเปล่า
“ไม่มีใช่ไหมล่ะ” เขาพูดปนหัวเราะเบาๆ
“ใครบอก เยอะแยะไปหมดจนพูดไม่ถูกต่างหาก” เธอทำท่าขึงขัง
เขาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากยิ้มเป็นเส้นตรงก่อนเอ่ย “ผมบอกเอง จับมือตอนคุณถูกกระถางบาด พาไปทำแผล โอบนิดหน่อยตอนคุณเจ็บขา กอดตอนคุณตกน้ำ แล้วก็...”
เขาทำปากค้างแบบเผยอนิดๆ ก้มลงมาจนแทบสัมผัสแก้มเธอ พร้อมเอ่ยชัดถ้อยคำ “จูบคืนนั้น ผมตั้งใจ”
“คนบ้า!” เธอเหวี่ยงมือไปหมายตีไหล่เขา แต่คิวคงกะไว้อยู่แล้ว เขารวบตัวเธอไว้ทันที
“ส่วนตอนนี้ ผมตั้งใจกอดคุณ เพราะคุณจะทำร้ายผม”
“นายคิว คนบ้า ปล่อยนะ!” เธอดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนเขา จะตีก็ทำได้ไม่ถนัด นายนี่แรงเยอะจริง
“ตกลง ผมฉวยโอกาสไหม”
เธอค้อนใส่ แต่ใบหน้าคมคายกลับก้มมาจน...จมูกโด่งของเขาสัมผัสปลายจมูกเธอ “ว่าไง”
“ไม่ก็ได้ ปล่อยได้แล้ว”
เขาปล่อย เธอได้แต่มองฮึดฮัด หากคิวทำหน้าจริงจังขึ้นมา “ผมไม่ใช่คนฉวยโอกาส แต่คนอื่นน่ะ ผมไม่รู้”
เธอขมวดคิ้ว สีหน้ากังขา “นายหมายถึงอะไร”
ยิ้มยียวนจางหาย แววตาโกรธขึ้งขึ้นมา “อย่าให้ผมเห็นใครทำแบบนั้นกับคุณอีกนะ!”
“นายพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ” ต้องตะวันพยายามทำสีหน้าให้ปกติ แต่ภายในอกวูบวาบหนาวร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ร่างสูงที่กางเกงยังเปียกชื้นก้าวเข้ามาประชิด หากสายตาของเขาคือคีม ก็คงจะบีบตัวเธอจนลีบเล็กลง
“ทำไมต้องกอดกับเขาด้วย!”
ต้องตะวันตะลึงกับคำถามนั้น
สายลมพัดผ่านคล้ายคลื่นผิวน้ำ ที่ไม่รู้ว่าจะมีคลื่นใหญ่ตามมาหรือไม่ ใบไม้ไหวกราวแล้วเงียบสนิท แม้แต่จั๊กจั่นเรไรก็ไม่ร้องสักตัว ความเงียบทำให้ระยะห่างระหว่างกันลดลง คล้ายมีเชือกที่มองไม่เห็นรัดรึงในหัวใจ
“ผมถามว่าทำไม” เสียงคิวคล้ายจะสั่น ประกายในดวงตาวูบไหว
“ฉ...ฉัน...ไม่ได้กอด”
“ต้องให้ผมกอดคุณอีกทีไหม จะได้รู้ว่านิยามของคำว่ากอดคืออะไร”
“ไม่ต้อง!” เธอปฏิเสธทันควันเมื่อเขาปรี่เข้ามา
คิวหรี่ตาจ้องเธออีกครั้ง “ตกลงกอดกับนายหัวเกรียนนั่นทำไมเมื่อกลางวัน!”
“คุณปภาณ เรียกเขาให้ดีๆ นายไม่ควรเรียกผู้จัดการอุทยานแบบนั้น” เธอปรามเสียงแข็ง
เขาพ่นลมหายใจสั้นๆ “ผมไม่สน”
ต้องตะวันมองคนตรงหน้า เพ่งพิศ แล้วความคิดก็แวบวาบ ร่างของเขาสูงใหญ่ หุ่นอย่างคนเข้าฟิตเนสเป็นประจำ ยังเครื่องหน้าที่แม้มีหนวดเคราและผมยุ่งรุงรังปรก ก็ยังบอกได้ว่า ดูดี...เหลือเกิน ถ้าเขาคือคนงาน ก็เป็นคนงานที่ต้องมีพื้นฐานที่ดีทีเดียว บุคลิกท่าทาง การพูดคุย ที่สำคัญ...ท่าทีของบุรุษผู้นี้...ทำให้ใจเธอสั่นไหว...มันไม่ควร...ไม่ควรจริงๆ
“นายเป็นใครกันแน่” เธอโพล่งออกไป
คิวหน้าถอดสี เขาหันหลังให้เธอแทบจะในทันที เธอเห็นเขากำมือแน่น อกกระเพื่อมขึ้นลงเร็วแรง ไม่นานเขาก็หันกลับมา สีหน้าเครียดขึง ดวงตาคล้ายมีไฟร้อนอยู่ภายใน ท่าทีมาดมั่นอย่างไม่กริ่งกลัวอันใด
“ผมเป็นคนงานประจำแปลงเพาะพันธุ์บัวของอุทานนิลปัทม์” เสียงชัดถ้อยชัดคำเหลือเกิน ดังต้องการจำหลักคำพูดนั้นฝังลงในหัวใจ
“ขอบคุณที่เตือนสติผม ให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ผมไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครทั้งนั้น โดยเฉพาะ คนที่เป็นเจ้านายผมโดยตรงอย่างคุณ”
เขายืนนิ่ง สบตาเธอเนิ่นนาน ก่อนจะโค้งศีรษะลง
“ผมขอโทษ” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา
“นายคิว”
เสียงเรียกของเธอไม่เป็นผลอันใด เขาเดินดุ่มจากไปพร้อมกับข้าวของทั้งหมด ลับหายไปในแสงสลัวของฟ้ายามอาทิตย์อัสดง
หากเลยออกมาจากตรงนั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนเห็นทุกการกระทำเหล่านั้น ภาพหนุ่มสาวยืนคุยชิดใกล้ ภาพที่ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวคนนั้นไว้มั่น สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจเหลือแสน วันดีน้ำตาคลอ ดวงตาสั่นระริก ริมฝีปากเม้มแน่น มือกำจนปลายนิ้วซีด หายใจแรงก่อนสะบัดหน้าเดินเร็วๆ กลับที่พักตนเอง
----------
เสียงผ่าฟืนดังอยู่สองสามครั้ง ตามด้วยเสียงไม้กระทบกันอย่างถูกรวบให้เป็นกองเดียว ร่างใหญ่แข็งแรงเห็นแนวกล้ามเนื้อสวยเพราะกายาท่อนบนเปลือยเปล่า แม้ยีนเข่าขาดรุ่ยตัวโคร่งก็ไม่ทอนเสน่ห์แห่งบุรุษเพศลงเลย
ฝีเท้าสวบสาบดังเข้ามา เขาไม่สนใจมองด้วยซ้ำ เดินเข้าบ้านเปิดประตูทิ้งไว้ให้คนที่เพิ่งมาถึงปิดเอง
เขาโยนฟืนเข้าไปในเตาแล้วจุดไฟ หยิบหม้อใบใหญ่ที่ก้นมีเขม่าดำเคลือบหนาตั้งบนเตา หันไปเตรียมผักหลายชนิดที่วางกองไว้แต่ยังหั่นไม่เสร็จ
“พร้อมแล้ว ให้ช่วยอะไรดี” แสนพลที่เพิ่งเข้ามาล้างมือเรียบร้อยก็มายืนรอมองวัตถุดิบ
เขายกมันฝรั่งสองหัวให้ไปจัดการ ตัวเองหั่นแคร์รอตอย่างคล่องมือ ตามด้วยซูกินี ดอกกะหล่ำ เอื้อมหยิบถ้วยใส่ถั่วลันเตาแกะเม็ดไว้แล้วมาใกล้มือ เมื่อหม้อร้อนเขาก็ใส่น้ำมันมะกอกกับเบคอนลงผัด ตามด้วยหอมใหญ่กระเทียมสับและหมูบด ผัดจนหมูสุก ใส่พาร์เมซานชีส และผักทั้งหลายแหล่ที่เตรียมรวมถึงมันฝรั่งที่คนช่วยหั่นเสร็จพอดีลงไปในหม้อทั้งหมด เติมน้ำซุปที่เคี่ยวมาเองกับมือลงไป
“นายช่วยเตรียมออริกาโนกับใบไทม์ไว้ที่โต๊ะหน่อย ไว้โรยตอนจะกิน” เขาพูดขณะมือกวนซุปด้วยพายไม้ไผ่ ให้ไอขาวบางกรุ่นขึ้นจากหม้อเป็นระยะ
เย็นนั้นซุปมิเนสโตรเนหอมไปทั้งกระท่อมหลังเล็ก เสียงชามช้อนกระทบกัน จนได้เวลาไวน์แดงถูกเปิดรินลงแก้ว ทั้งสองจึงนั่งคุยกัน
“มีคนเริ่มสงสัยแล้วนะ”
“ฉันรู้”
“เขาเห็นแล้ว”
เจ้าของกระท่อมมองเปลวไฟแวบวาบ ฟืนท่อนใหญ่ยังอ้วนดีไม่ต้องเติม เสียงปะทุให้ละอองเพลิงส้มเจิดจ้าแล้วหายไป เขาหันมองผู้มาเยือน “นายจัดการให้แล้ว ฉันรู้”
“อย่าประมาท ดีที่ฉันเห็นเลยตามไปทัน”
ท่าทีกังวลของแสนพลทำให้เขายื่นมือไปตบบ่า “เอาน่า ฉันจะระวังตัว ว่าแต่สืบประวัติกลับไปหรือยัง”
เสียงถอนใจยาวๆ หนักๆ ก่อนตอบ “ไปถามถึงทะเบียนราษฎร์เลย ก็ไม่เห็นอะไรนะ ไม่อย่างนั้นถามไปตรงๆ ที่กรมตำรวจดีกว่าไหม ว่าเราอยากเช็กประวัติคนคนนี้”
เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “ครอบครัวพื้นเพอะไรๆ ไม่เกี่ยวกับตำรวจเลยเหรอ”
“ไม่ บ้านค้าขาย พ่อแม่ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าธรรมดา”
“แต่เขาเหมือนสายลับ เราพลาดแต่ต้นที่รับเขาเข้ามา” อะไรบางอย่างหนักๆ ทับอยู่ในอกจนเขาต้องล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ขึ้นมา
“ก็ตอนนั้นมันขาดคน คนเก่าก็ไปไม่บอกล่วงหน้าเลย นี่ดีนะเอาเงินล่วงหน้าไปแค่เดือนเดียว” แสนพลบ่นแล้วยกไวน์ขึ้นดื่มทีครึ่งแก้ว
เขาละเลียดควันบุหรี่ในปากก่อนพ่นออก ยกแก้วขึ้นวนเบาๆ ดมกลิ่นให้ชื่นใจก่อนแล้วจิบน้อยๆ
“นายนี่ ท่ายังเหลือร้ายไม่เบา ว่าแต่...”
“อะไร” เขาเหล่ตาเมื่อถูกแซวด้วยสายตาและท่าทาง
“เรื่อง...น้อง...ต...”
เขาชี้มือที่คีบบุหรี่ยังคนที่นั่งข้างๆ เตือนไม่ให้พูดอะไรต่อ
“ระวังดีๆ เถอะ อย่าถลำไปลึกกว่านี้ อย่าว่าสอนเลย นายรู้อยู่แล้ว ไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งไปกว่านี้”
นานๆ ทีแสนพลจะพูดยาวๆ เพราะรู้ว่าเขาขี้หงุดหงิด ซึ่งมันก็ทำให้เขาอารมณ์ขุ่นขึ้นมาจริงๆ “เรื่องนั้นช่างเถอะ ฉันจัดการตัวเองได้ ยอดงานที่ผ่านมาเป็นยังไง เห็นมีคนโวยวายของแจกไม่พอ”
เขาเปลี่ยนเรื่อง แล้วต้องนั่งฟังปัญหาทางธุรกิจแทน ข้อขัดข้องเดิมๆ ทางแก้ไม่ยากอะไร ระบบมีอยู่แล้ว เขาแค่รับฟัง เสนอแนะนิดหน่อย จะว่าไปแล้วเขาก็เป็นหนี้บุญคุณผู้ชายคนนี้ แม้พร่ำบอกว่าถ้าเหนื่อยนักไม่ต้องทำก็ได้ เขาพร้อมที่จะปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พี่ชายที่แสนดีผู้นี้บอกอยู่เสมอว่า
‘บุญคุณของคุณทัสดากับคุณกัมพล อย่าว่าแต่แค่ที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ ชั่วชีวิตนี้ผมก็ใช้ไม่หมด อย่าห่วงว่าผมจะลำบากใจ ผมไม่เคยลำบากใจเลย มีแต่เต็มใจเป็นที่สุดที่ได้ทดแทนคุณท่าน’
