
ต้องตะวันมองเพื่อนที่นั่งเคี้ยวเค้กตุ้ยๆ แม้บอกว่าซื้อมาฝากเธอแต่ต้องตะวันก็ชิมไปเพียงเล็กน้อย จริงๆ ท้องไส้ก็ปกติไม่ได้มีผลพวงอะไรตามมาจากที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล แต่เพราะเธอเป็นคนไม่ค่อยชอบขนมอบพวกนี้อยู่แล้ว
“ต้องไม่ช่วยกินเลย อัญกินอยู่คนเดียวเนี่ย” เพื่อนบ่นเสียงอู้อี้เมื่อจัดการคำสุดท้ายเสร็จ ยังเขี่ยเส้นมะพร้าวขูดที่ติดกล่องจนเรียบ
“อร่อยไหมจ๊ะ กินไปเถอะอัญ ขับรถมาเหนื่อยๆ” เธอมองเพื่อนดื่มกาแฟในแก้วพลาสติกไปด้วย
อัญมณีส่ายหน้า เก็บกล่องไปทิ้งแล้วล้างมือไม้จนเรียบร้อยจึงนั่งลงตามเดิม คราวนี้มองเธอด้วยดวงตามีประกาย
“ไม่เหนื่อยเลยต้อง ขากลับพี่ดีนน่ารักมากอะ” นอกจากดวงตาวิบวับ หน้าตาของเพื่อนสาวยังเหมือนคนฝันหวานอีก
“อะไรยายอัญ อย่าบอกว่าปิ๊งพี่ดีนเข้าล่ะ” ต้องตะวันหรี่ตาจับสังเกต
“แหม” เพื่อนทำเสียงสูง “ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่จะบอกว่าพี่เขามนุษย-สัมพันธ์ดี ชวนคุยไม่ให้อึดอัด แถมยังพาไปกินกาแฟด้วยนี่ไง” เธอยกแก้วกาแฟลายเถาวัลย์มีตราร้านเป็นวงกลมเลียนแบบยี่ห้อดัง
“พี่ดีนเขาเข้มนะ ดุออกเวลาทำงานน่ะ” เธอเล่า
อัญมณีกะพริบตาที่มีขนตางอนโค้งตามธรรมชาติถี่ๆ ทำหน้าเคลิ้ม “เข้าทางอัญไง อัญชอบคนมีมาด ยิ่งลุคเหมือนพวกคนในเครื่องแบบนี่ชอบ” เพื่อนหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี
“นี่ท่าจะกินหวานแล้วมีความสุขจนเพ้อนะ” ต้องตะวันแซว “แต่พี่ดีนแกเป็นพ่อบ้านนะ ทำงานเจ้าระเบียบตามกฎเป๊ะๆ”
“ว่าอยู่ ดูเป็นคนตรงๆ ซื่อๆ” อัญมณีว่าแล้วขยับตัวเอียงไหล่มาชิดเธอ “ว่าแต่...พี่เขาไม่ได้มาขายขนมจีบต้องเหรอ อัญว่าพี่แกน่าจะหลงเสน่ห์เพื่อนสาวคนสวยของอัญแน่”
“พูดอะไรอัญ คนทำงานด้วยกัน ต้องเองก็ไม่ค่อยได้ยุ่งกับพี่เขาเท่าไร วันๆ พี่แกคอยดูแลลูกค้ากับจุดบริการต่างๆ ของอุทยานก็ไม่มีเวลาแล้ว”
อัญมณีดูดกาแฟจนขอดแก้วได้ยินเสียงอากาศผ่านหลอด ‘ฟอดๆ’ จึงวางแก้วห่างตัว หันมามองเธอเต็มตา ทำหน้าสืบหาความจริง “เชื่ออัญสิ มองตาก็รู้แล้วเวลาพูดถึงต้อง อัญไม่แปลกใจหรอก เห็นพวกเพื่อนผู้ชายในคณะที่มองต้องแบบนี้มาหลายคนแล้ว สุดท้ายกินแห้วตามระเบียบ”
เพื่อนหัวเราะร่วนจนกังวานไปทั้งห้องนั่งเล่นหน้าบ้านพักในอุทยาน แล้วอัญมณีก็เขยิบเก้าอี้เข้ามา เอื้อมมือสัมผัสแขนเธออย่างนุ่มนวล เสียงพูดเป็นจริงเป็นจังกว่าเมื่อครู่ลิบลับ
“ว่าแต่ต้องเถอะ แข็งแรงดีแล้วแน่นะ จะบอกว่าอัญตกใจมากเลยตอนได้ไลน์น่ะ แล้วนี่ต้องไม่บอกพ่อสักหน่อยเหรอ”
ต้องตะวันส่ายหน้า “ไม่อะ ไม่อยากให้พ่อห่วง นี่ก็เพิ่งโทร.คุย ก็บอกแค่ว่าอาทิตย์นี้ค้างอุทยาน พ่อก็ไม่ว่าอะไร”
อัญมณีถอนใจเสียงไม่เบาเลย “เฮ้อ...จะปิดท่านก็เข้าใจ แต่ต้องก็อย่าทำอะไรโลดโผนสิ เกิดเป็นอะไรหนักขึ้นมาจริงๆ คุณพ่อจะเสียใจนะ มีกันแค่สองคน อัญจำได้ว่าคุณพ่อน่ะห่วงต้องแค่ไหน ตอนนั้นที่อยู่ปีสามแล้วโทรศัพท์ต้องแบตหมดจำได้ไหม พ่อขับรถมาหาถึงหอกลางดึกน่ะ”
ต้องตะวันพยักหน้า เอื้อมมือไปเปิดผ้าม่านออก เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาเติมความมีชีวิตชีวาไม่ให้หม่นหมอง “จำได้สิ พ่ออ้างว่าขับกะดึกเลยแวะมา พ่อไม่บอกสักคำว่าตั้งใจออกจากบ้านเพื่อมาเช็กต้องที่หอ”
อัญมณีบีบไหล่ของเธอเบาๆ
ต้องตะวันเป็นลูกคนเดียว แม่เสียแต่เล็ก ความทรงจำของเธอเกี่ยวกับแม่ มีแค่ภาพเป็นห้วงสั้นๆ ตอนท่านทำครัว กับยืนรีดผ้า แถมอาจจะเป็นความทรงจำที่เธอได้มาจากการเห็นรูปตอนโตแล้วก็ได้ เพราะแม่จากเธอไปตั้งแต่เธอยังไม่เต็มห้าขวบดี ภาพครอบครัวในหัวมีเพียงพ่อกับเธอเท่านั้น ลมโชยมาวูบหนึ่ง แรงพอที่จะให้คลื่นลมผ่านหน้าต่างมุ้งลวดจนใบหน้าเธอสัมผัสมวลอากาศอุ่นๆ ได้บ้าง
สัมผัสที่เหมือนยามพ่อแตะแก้มเธอเบาๆ ทุกครั้งก่อนจากกัน
‘ดูแลตัวเองนะลูก ว่างเมื่อไหร่ก็กลับมา โทร.บอกก่อนสักหน่อย พ่อจะได้ไม่รับกะขับรถ จะได้พบกัน’
พ่อเป็นครูโรงเรียนรัฐเล็กๆ เงินเดือนราชการพอเลี้ยงปากท้อง แต่ไม่พอสำหรับการใช้สอยที่เกินกว่าชีวิตประจำวันสักเท่าไร ยิ่งตอนเธอเรียนหนังสือ ค่าเทอมยิ่งทำให้พ่อต้องหางานเพิ่ม พ่อขับแท็กซี่เป็นอาชีพเสริม ทำมาเรื่อยๆ จนชิน แม้เธอจะเรียนจบแล้วพ่อก็ยังขับอยู่ ชอบขับเย็นไปจนดึกดื่นเสียด้วย บางวันเคยเลยเถิดไปตีสี่ไม่ได้นอนก็มี
“ต้องอยากให้พ่อเลิกขับแท็กซี่ ไม่อยากให้เหนื่อย” เธอเอ่ยขึ้นเบาๆ
“จริงๆ ตอนนี้คุณพ่อต้องคงไม่เครียดเรื่องขับให้ได้รอบหรอก คงทำเพราะชินกับไม่ให้เบื่อน่ะอัญว่า”
“แต่พ่อก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ต้องยังว่าว่างๆ จะพาแกไปตรวจสุขภาพ แต่คงรอให้งานวันแม่เสร็จก่อน”
อัญมณีขยับมานั่งบนโซฟาเบาะเดียวกัน “แล้วต้องอยู่นี่เป็นไงบ้างล่ะ ยุ่งไหม ต้องตากแดดตากลมอยู่กลางแปลงบัวหรือเปล่า”
“ไม่เชิง จุดที่ทำงานประจำของต้องมีเต็นท์ นาบัวด้านหลังก็ร่มรื่นดี”
เพื่อนส่ายศีรษะ “ก็น่าจะเหนื่อยอยู่ดี บอกแล้วให้มาอยู่เป็นอาจารย์ด้วยกันก็ไม่เอา นี่จริงๆ พวกอาจารย์เขาอยากได้ต้องมากกว่าอัญนะ นักเรียนระดับเหรียญเนี่ย”
“ต้องไม่ชอบทำงานในออฟฟิศอัญก็รู้ ชอบลุยๆ ให้ขาอยู่กับดินกับหญ้าอย่างนี้แหละดีแล้ว”
ต้องตะวันเรียนดี คะแนนอยู่ในระดับท็อปไฟว์ท็อปเท็นมาตลอด เรียนจบก็ได้เหรียญเงิน เหรียญที่แจกตามคะแนนเฉลี่ยสูง มีตั้งแต่ทอง เงิน และทองแดง อาจารย์เคยชวนให้รับราชการต่อเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ต้องตะวันปฏิเสธ เธอรู้ตัวดีว่าชอบออกภาคสนาม มากกว่าอยู่ห้องทดลองกับสอนหนังสือ แต่ละคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน อย่างอัญมณีไม่ชอบงานภาคสนามเลย ชอบทดลอง ชอบสอน จึงเลือกเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญด้านการทดลองปลูกเนื้อเยื่อหรือ Tissue Culture นั่นเอง
“นี่ แล้วทำท่าไหนจมน้ำได้น่ะ ฮึ” เพื่อนเปลี่ยนมาซักไซ้เรื่องที่ทำให้เธอต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ต้องตะวันจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เพื่อนตั้งใจฟังอย่างกับนักเรียนฟังอาจารย์เล็กเชอร์ แต่ต้องตะวันไม่ได้เล่าละเอียดมาก ก่อนจะจบด้วยบอกว่ามีทั้งปภาณและคิวกระโดดลงไปช่วย
“อัญอยากเห็นคนงานที่ชื่อคิวจัง ฟังแล้วต้องหุ่นล่ำมากเลย อุ้มต้องขึ้นมาจากน้ำ แล้วช่วยผายปอดด้วยหรือเปล่านะ”
“ไม่ๆ ไม่รู้สิ เอ่อ ไม่หรอก ก็หมอบอกต้องไม่ได้หนักขนาดนั้น” เธอรีบปฏิเสธก่อนเพื่อนจะคิดไปไกล
อัญมณียักคิ้วหลิ่วตา “แน่น้า ไม่ใช่เมาท์ทูเมาท์แบบพระเอกนางเอกในละครนะ เสียจูบแรกแล้วสิต้องเอ๋ย”
“บ้า” เธอผลักเพื่อนเบาๆ
อัญมณีหัวเราะคิก แล้วชี้ไม้ชี้มือ “ดูสิ แก้มแดงเชียว ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นต้องตะวันเขิน นี่อัญต้องไปดูหน้าตานายคิวอะไรนี่ให้ได้เลย”
“อัญ!” เธอร้อง “ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ตอนนี้ต้องปลอดภัยดีไม่ได้เป็นอะไร อัญมาก็ดีเลย ต้องอยากปรึกษาเรื่องทำของที่ระลึกของอุทยาน”
เธอรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ที่บ้านอัญมณีเป็นโรงงานทำของชำร่วย แม้ไม่ใหญ่โตแต่ก็ทำมานาน ทั้งของแจกงานบวช งานแต่ง งานเกษียณ แม้แต่งานศพก็รับทำ ต้องตะวันจึงถือโอกาสถามความเห็นเพื่อปรับปรุงของจำหน่ายในอุทยาน
“ต้องว่าจะทำที่คั่นหนังสือแม่เหล็กรูปดอกบัว แมกเน็ตกลีบบัวอัด เรซิน ดีไหม”
เพื่อนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้บริการโรงงานของครอบครัวเธอ แถมยังเปิดแค็ตตาล็อกในเว็บไซต์ของบริษัทให้เลือกชมของที่ระลึกรูปแบบต่างๆ ต้องตะวันตื่นตากับดีไซน์เก๋ไก๋มากมายที่น่าสนใจและเหมาะกับยุคสมัย เธอหมายมั่นปั้นมือปรับเปลี่ยนร้านขายของที่ระลึกในอุทยานให้กลับมาคึกคักทำกำไรให้ได้
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **