ทดลองอ่าน สักวาราตรีนี้...มีแต่เธอ : ตอนที่ 16

 

 

ตอนที่ 16

 

 

หัวลูกศรสามเหลี่ยมสีขาวถูกลากไปมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กดไปที่บาร์ยางลบของโปรแกรมปรับแต่งรูปที่ใช้กันทั่วโลก ปลายรูปยางลบกำลังปัดไปมาบนผมของคนในรูป ลากเลยมายังหนวดและเครา เมื่อสีดำของเส้นผมและหนวดเคราถูกลบหมดไป หน้าตาของคนในรูปถ่ายก็เผยใบหน้าอีกแบบที่ทำให้ชายหนุ่มต้องขมวดคิ้ว นั่งชันตัวขึ้นจากที่เอนพิงพนักเก้าอี้ไม้ ตั้งใจมองสิ่งที่ปรากฏบนจอคอมฯ

“ใช่ไหมวะ” เขาเปรยกับตัวเอง เอียงหน้าเล็กน้อยเมื่อนึกอะไรได้

เขารีบคลิกเมาส์ไปยังไฟล์ที่ต้องการ รูปถ่ายเป็นร้อยเป็นพันแสดงขึ้นมา เขาเลื่อนเมาส์ไปเรื่อยๆ รูปวิ่งขึ้นเป็นสายผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความเป็นคนตาไว ในที่สุดเขาก็ได้รูปที่นึกถึง

เขาลากเมาส์อย่างชำนาญ ทุกคนที่ทำหน้าที่นี้ต้องผ่านการเรียนและฝึกฝนการใช้โปรแกรมตัวนี้ในระดับเชี่ยวชาญ เขาวางสองรูปเทียบกันชัดๆ

“ให้ตายเถอะ ท่านคิดไม่ผิดจริงๆ”

เขาอุทาน นึกถึงเจ้านายที่ฝีไม้ลายมือไม่ทิ้งทวนเลยแม้จะอายุเกือบเข้าวัยเกษียณ สมมุติฐานของท่านท่าจะมีมูลความจริง เสียงนาฬิกาข้อมือเตือนเมื่อเวลาห้าทุ่ม ชายหนุ่มจึงรู้ตัวว่านั่งจ้องจอมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว จริงๆ จ้องรูปบนหน้าจอมากกว่า เขาลุกขึ้นยืนบิดเอวไปมา เดินเข้าห้องครัว หยิบกาแฟซองยี่ห้อโปรด ต้มน้ำร้อนในแก้วด้วยไมโครเวฟ กาแฟชงอย่างง่ายๆ ก็เสร็จให้กลิ่นหอมอวลไปทั้งห้อง

ร่างสูงยังอยู่ในชุดยีนดำกับเสื้อคอโปโลปักรูปดอกบัว เดินวนไปมาในห้องโถงหน้าบ้าน ในมือถือกาแฟอุ่นๆ พลางจิบไปด้วย เขาครุ่นคิดถึงท่าทาง บุคลิกของใครคนนั้น คำพูดคำจาต่างๆ เขาเปิดไอแพดโปรส่วนตัวแล้วบันทึกข้อสังเกตสังกาลงไป หันไปกดคอมฯ เพื่อเซิร์ชหาอะไรบางอย่างเมื่อนึกขึ้นได้

เสียงนิ้วรัวแป้นพิมพ์ดังชัด เพราะเวลาดึกสงัด รอบนอกเงียบเชียบไปทั้งหมด เขามองข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาเรียงเป็นแผง เลือกกดเข้าไปในเว็บฯ ที่สนใจและน่าเชื่อถือ ไล่สายตาไปทุกตัวอักษร ข้อมูลเว็บฯ แรกสรุปได้ดีแต่สั้นเกินไป เขาท่องไปอีกหลายเพจ ก่อนจะลุกไปหยิบแฟ้มที่เพิ่งได้รับไม่นานมานี้ที่วางทิ้งไว้ในห้องนอน เอามานั่งลงเปิดดูข้อมูล

“ที่ดินทั้งหมดเป็นของนางทัสดา ได้จากมรดกตกทอด ส่วนนายกัมพลชอบเลี้ยงบัวมาแต่หนุ่มๆ เมื่อทั้งคู่แต่งงานจึงตั้งอุทยานนิลปัทม์ขึ้น” ชายหนุ่มอ่านออกเสียงกับตัวเอง หมุนปากกาเขียนหน้าจอไอแพดสีขาวนวลดังงาช้างเล่นในมือ แล้วจรดลงบนหน้าจอ วาดภาพโยงใยเป็นแผนผังครอบครัว เปรยไปด้วยในขณะที่เขียนความสัมพันธ์แต่ละคน

“ทัสดาแต่งงานกับกัมพล มีลูกชายชื่อธงทิว ชาตรีคือพี่ชายแท้ๆ ของทัสดา ซึ่งได้มรดกเป็นที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ ต่อมาเปิดเป็นผับ กิจการดีมีชื่อเสียงมากในขณะนั้น”

เขาเคาะปลายปากกาเบาๆ ลงบนจอแล้ววงกลมชื่อชาตรี ลากเส้นไปยังทัสดา ทำเครื่องหมายเชื่อมโยงความเป็นพี่น้องไว้ เขาหันไปพลิกหน้า กระดาษในแฟ้มสีดำตรงสันลงหมายเลขคดีอย่างเป็นทางการ มีตราราชการชัดเจน

“ผับเอสของนายชาตรี เวลานั้น มีอีกผับที่เป็นคู่แข่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน” เขาหรี่ตามือพลิกหน้ากระดาษไปมา

“ชื่ออะไรนะอีกผับ...อ้อ ผับลูเซีย” เขาเขียนข้อมูลต่างๆ ลงในไอแพดตัวโปรด กดบันทึก วางปากกา

เขานั่งถอยห่างออกมาจากจอคอมฯ ยกมือประสานกันพลางครุ่นคิด

“แล้วชาตรีจะสั่งฆ่าทัสดาทำไมวะ ในเมื่อมรดกที่ได้ก็เขียนอยู่ว่า รับด้วยความสมัครใจไม่มีการคัดค้าน” เขาเปรยแล้วก็ถอนใจดังๆ คนเดียว ชายหนุ่มยกถ้วยกาแฟที่เริ่มเย็นดื่มจนหมด วางบนโต๊ะอย่างไม่ประณีตแล้วเลื่อนแฟ้มหนาเตอะมาพลิกดูเพิ่มเติม

สองปีก่อน ข่าวการเสียชีวิตของสามีภรรยาเจ้าของอุทยานนิลปัทม์โด่งดังมาก ข่าวแรกเสนอว่ารถคว่ำขณะไปดูงานข้ามจังหวัด แต่เมื่อมีการชันสูตรพบร่องรอยกระสุนบนศพ ทำให้มีการขุดคุ้ยปมบาดหมางทางธุรกิจเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าสองคนนี้จะมีศัตรูที่ใด มากไปกว่านั้นทั้งคู่ยังเป็นที่รักใคร่ของคนในจังหวัดปทุมธานี เพราะอุทยานบัวขนาดใหญ่นี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดึงดูดผู้คนมามากมายเพิ่มรายได้และอาชีพต่างๆ ให้กับคนในชุมชน

เวลานั้น เสี่ยเผชิญชัยเจ้าของร้านเผชิญชัยการสวนออกมาปฏิเสธก่อนใครว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะธุรกิจของเขาเอื้อกับอุทยาน ไม่ได้มีการแข่งขันอะไร เมื่อชุดสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มขึ้นก็พบว่า พี่ชายของทัสดา...นายชาตรี เคยมาหาน้องสาวถึงที่อุทยานอยู่สองครั้ง สืบพยานจากคนใกล้ชิดที่เห็นทั้งสองคุยกันนั้นไม่ราบรื่น และมีบทสนทนาที่ไม่รู้ใครให้สัมภาษณ์ไว้ เผยว่าชาตรีต้องการหุ้นส่วนของอุทยานนิลปัทม์ แต่กัมพลไม่ยอม เพราะชาตรีไม่เคยมีส่วนร่วมในการสร้างและดูแลอุทยานเลยตั้งแต่แรก

ทว่าแม้ชาตรีจะถูกเรียกสอบสวน แต่ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้ ชาตรีจึงหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัย การตายของทั้งคู่จึงยังเป็นปริศนาที่ตำรวจต้องสืบเสาะต่อไป

แต่แล้วไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ชาตรีก็ถูกวางยาพิษเสียชีวิตในผับของตัวเอง และคนที่เป็นผู้ต้องสงสัยก็คือนายธงทิว ลูกชายคนเดียวของนางทัสดากับนายกัมพลนั่นเอง!

เขาถอนหายใจ วางทุกอย่างลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืน หันไปมองนาฬิกาตีหนึ่งครึ่งแล้ว หนังตาเริ่มหนัก ความง่วงจู่โจม เขาโน้มตัวลงจ้องหน้าจอคอมฯ ที่ยังมีรูปสองรูปวางเทียบอยู่ เขากดยกเลิกการปรับแต่งภาพ รูปของชายหนุ่มหน้าคมแต่มีหนวดเคราครึ้ม ผมเผ้าปรกหน้าก็ปรากฏดังเดิม

“ถ้านายไม่ได้ทำ ก็ไม่จำเป็นต้องหนี หรือต่อให้นายทำมัน นายก็ไม่ควรหนีอยู่ดี...”

----------

คิวค่อยๆ โอบกล้าบัวสีชมพูอมม่วงแยกลงกระถางเล็กๆ มีต้องตะวันยืนช่วยอยู่ใกล้ๆ ลุงทวนกับป้าทองจัดกระถางวางเป็นแนวเรียงได้สามสี่แถวแล้ว

“สีสวยมาก นายผสมเก่งสมคำร่ำลือที่พี่พลบอกเลย อุ๊ย!” กระถางใส่น้ำเต็มที่หญิงสาวถืออยู่ค่อนข้างหนักจึงลื่นหลุดมือ ดีว่ามืออีกข้างยังพอจะประคองไว้ได้น้ำจึงกระฉอกหน่อย

“คุณยืนเฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวทำอะไรหกอีก ผมกับลุงจัดการเอง” คิวยกกระถางในมือเธอเดินไปวางเรียงไว้แทน

ต้องตะวันได้แต่ยืนมองหน้างอๆ นายคิวยังแยกไหลบัวและดอกลงกระถางอย่างไม่สนใจ หญิงสาวดูบัวหลากสีวางจัดกลุ่มเป็นระเบียบงดงาม ที่มีมากสุดคือบัวม่วงปลายกลีบขาวพันธุ์ Bloomsz Nymphaea หรือเรียกรวมๆ ว่าบัวฝรั่งสีชมพู และบัวสีเหลืองไต้หวันที่ให้สีสดดั่งขมิ้น

เสียงบูตย่ำดินเดินมาใกล้ๆ ร่างสูงหยุดยืนไม่ห่างยื่นกระถางใบน้อยใส่บัวสีน้ำเงินอมม่วง กลีบซ้อนจำนวนมาก เกสรตรงกลางเหลืองอร่าม สวยที่สุด สวยกว่าบัวเป็นสิบๆ กระถางที่วางเรียงอยู่ เธอคิด แต่ปั้นหน้าเฉยๆ งอนที่เขาบ่นเธอเมื่อครู่ จนคนที่ถืออยู่ถาม

“สวยไหม”

เธอเลิกคิ้วแทนคำตอบ

“วอเตอร์ลิลลี่ที่เราผสมกันวันนั้นจำได้ไหม” คิวพูด

ต้องตะวันตาโต หลังจากวันที่ช่วยเขาย้ายเกสรบัวสองต้นมาผสมกันที่บ่อด้านหลัง เธอก็ไม่ได้มาดูอีก เพราะมีเหตุให้ระเห็จไปนอนโรงพยาบาลเสียนี่

“ได้กี่ต้น” เธอถาม

คิวผายมือไปทางบ่อผสมไกลๆ โน้น “พอสมควร ผมกำลังค่อยๆ ตัดแยกขึ้นมา ไม่ได้ติดง่ายๆ นะ” เขาโน้มใบหน้ากระซิบใกล้ๆ

เธอทำไม่รู้ไม่ชี้ กลิ่นดินจากมือเขาอวลชัด ผสมกลิ่นโคโลญชาย...คนงานนายนี้ประหลาดนัก เหงื่อไหลเป็นน้ำ แต่กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อดีหึ่งเชียว เจ้าสำอางไม่เบา เขาเดินไปวางกระถางนั้นใต้แปลงเพาะชำ ไม่ใช่จุดที่สำหรับแจก เมื่อถาม เขาก็บอกว่าเก็บเอาไว้ก่อนยังไม่อยากให้ใคร เอากับเขาสิ

เขาเดินกลับมายืนข้างๆ อีกครั้ง “อย่าทำหน้าบึ้งอย่างนี้สิ ไม่สวย”

เธอถลึงตาใส่ “ไม่สวยก็เรื่องของฉัน”

คิวยิ้มเห็นหนวดสั้นๆ ขยับตามรูปปาก “วันนี้มีงาน เดี๋ยวนักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาหรอก”

“อุทยานมีงาน แต่ฉันทำอะไรไม่ได้ เพราะมีคนสั่งให้ยืนเฉยๆ เดี๋ยวจะทำอะไรหกตกหล่นอีก” เธอเหน็บ

ชายหนุ่มยังคงยิ้ม คล้ายจะได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอด้วย “ว่าแล้วงอนผม ให้อยู่นิ่งๆ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำงาน คุณอยู่ตรงนี้ก็เท่ากับคุมงานแล้วไง บางอย่างก็ไม่ต้องลงมือเองทั้งหมด สั่งการ ดู ควบคุมก็ถือว่าทำงานเหมือนกัน”

“แต่ฉันไม่ชอบอยู่เฉยๆ”

“รู้น่าว่าขยัน งั้นไปนาบัวด้านหลังกัน ผมจะไปเอาเจ้าวอเตอร์ลิลลี่เพิ่ม”

แค่หันหลังเสียงเรียกก็ดังขึ้น

“น้องต้องครับ” ปภาณเดินเร็วๆ เข้ามา “พี่ขอตัวไปช่วยงานตรงเวทีหน่อยได้ไหมครับ”

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com