ทดลองอ่าน สักวาราตรีนี้...มีแต่เธอ : ตอนที่ 9

 

 

ตอนที่ 9

 

 

เสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นเมื่อต้องตะวันเปิดประตูกระจกใสขอบไม้สักดูโอ่อ่า ภายในอากาศเย็นฉ่ำปะทะกายจนหนาวสะท้าน เพราะอุณหภูมิที่แตกต่างกับบรรยากาศภายนอกในเวลาบ่ายโมงกว่าๆ ทำให้ปรับตัวไม่ทัน

เรือนไม้หลังคากระเบื้องสีแดงเลือดนกตั้งแยกเดี่ยวกลางสนามหญ้าสีเขียวขจี มีห้องโถงกว้างใหญ่เพียงชั้นเดียว จากประตูเห็นทางเดินโล่งกว้างสะอาดตาต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรก บนทางเดินตั้งซุ้มพวกพวงกุญแจ แม่เหล็กติดตู้เย็น พวงระย้ากระจุกกระจิกแขวนแยกชนิดชัดเจน แต่ละอย่างมีหลายแบบหลายลายคละกันไป ด้านซ้ายคือชั้นวางสินค้าสามชั้นตั้งห่างกันเว้นช่องว่างให้เดินเลือกชมอย่างสบาย ตรงหน้าเยื้องไปทางขวาคือมุมตุ๊กตาสีสันสดใส บอลลูนขนาดเล็กติดก้านพอดีมือ เธอเดาได้ว่าต้องเป็นมุมเพื่อเรียกความสนใจลูกค้าตัวน้อยแน่นอน

ตรงหน้าสุดทางเดินคือเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่ รอบด้านตั้งตู้กระจกวางสินค้าพรีเมียม มองไกลๆ จากประตูเห็นดอกบัวทั้งเดี่ยวทั้งช่อในแจกัน ไม่ก็ในกระถางทรวดทรงสวยงามเหมาะสำหรับประดับบ้านหรือสำนักงาน

ที่น่าแปลกคือเจ้าหน้าที่หญิงวัยสาวนั่งก้มหน้าอยู่กับมือถืออย่างใจจดจ่อ เสียงดังหน้าประตูไม่ได้ทำให้เจ้าหล่อนละความสนใจจากหน้าจอได้เลย วันดียังคงสไตล์การแต่งตัวที่เปรี้ยวเข็ดฟันเช่นเดิม กางเกงยีนชายรุ่ยขาสั้นเห็นขาขาวๆ เด่นชัดแม้ต้องตะวันจะอยู่ตรงทางเดิน เสื้อยืดคอกว้างเห็นเนินเนื้อผุดผ่อง ผมดำรวบยุ่งๆ ขึ้นไปกลางกระหม่อม

ต้องตะวันเดินดูของกระจุกกระจิกอย่างสนใจ พวงกุญแจเป็นแผ่นโลหะเขียนชื่ออุทยานตัวใหญ่ เล่นสีที่ตัวอักษรเป็นหลัก พวงกุญแจชนิดรูปถ่ายแค่อัดพลาสติกใสประกบสองข้างดูไม่คงทนนัก ภาพดอกบัว สถานที่ต่างๆ ในอุทยานบอกได้ว่าน่าจะถ่ายมานานร่วมห้าหกปีขึ้นไปได้ เพราะแปลงบัวบ่อบัวต่างไปจากการจัดวางในเวลานี้ เธอพลิกดูราคา แม้ไม่แพงมากแต่ก็ไม่ได้ถูก เทียบรูปลักษณ์ที่ต้องบอกว่า ‘เชย’ เด็กรุ่นใหม่ๆ คงมองผ่านสินค้าพวกนี้ 

ถัดไป โซนของกระจุกกระจิกรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น เผลอๆ สมัยนี้ที่อื่นมีของแนวใหม่ที่เตะตาเตะใจนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันหลังๆ มากกว่าเสียอีก พวกตุ๊กตาแม้จะน่ารักตามมาตรฐานแต่ก็ไม่โดดเด่น ไม่ซื้อที่นี่ก็ซื้อตามห้างฯ อื่นได้ถมเถ

วันดีปรายตามองเมื่อเธอเดินไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ ดวงตาทาสีม่วงสดกับปากแดงดูมีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย แต่หน้าบอกบุญไม่รับติดจะบึ้งๆ นี่สิ ทำให้ต้องตะวันแค่ยิ้มด้วยมุมปากให้ กะอยู่แล้วว่าสาวเจ้าคงทำหน้ามึนๆ ใส่จึงไม่สนใจมาก

เทียนหอมแกะสลักรูปดอกบัวงดงามทีเดียว เพียงแต่ดูเก่าเก็บมีฝุ่นจับ บางเล่มอยู่ในพลาสติก บ้างวางเปลือยเห็นฝุ่นตามร่องกลีบชัด เธอชอบเทียนลำอวบสีขาวประดับข้างด้วยบัวชมพูไล่สีอ่อนเข้มอย่างลงตัว กลีบดอกสลักเสลาบางเฉียบซ้อนเป็นชั้นๆ อย่างประณีต 

“เทียนนี้ราคาเท่าไรจ๊ะ”

วันดีเหล่ตามาแวบเดียว “สามร้อย” เสียงนั้นห้วนสั้นเหลือเกิน

ต้องตะวันเลิกคิ้วน้อยๆ สายตาพลันสนใจแจกันบัวประดิษฐ์จากผ้าใยสังเคราะห์ที่งดงามเหมือนจริง ดอกบัวขาวสามดอกชูช่อลดหลั่นกันในแจกันกระเบื้องเนื้อดีสีเหลืองนวล เส้นสายบนใบบัวละเอียดลออ เธอเอียงมองจากทุกมุมก็ไม่เห็นราคา

“แล้วอันนี้ล่ะ” เธอถาม

เสียงพ่นลมหายใจออกมาดังพรืด ใบหน้าที่แต่งจัดจ้านถมึงทึง ตาจิกกัดยิ่งขอบตาดำด้วยอายไลเนอร์ทำให้ดูดุดันขึ้น ริมฝีปากสีแดงแห้งเป็นร่องด้วยลิปสติกราคาไม่แพงเม้มแน่น ร่างอวบสัดส่วนอิ่มเต็มเคลื่อนย้ายจากเก้าอี้หน้าเครื่องคิดเงินมาเปิดประตูกระจกบานนั้น หยิบแจกันขึ้นหงายดูป้ายราคา แล้วตอบห้วนกว่าเดิมหลายเท่า

“สี่ร้อยยี่สิบ”

วันดีวางของลงไม่เบาเลย เสียงก้นแจกันกระแทกพื้นกระจกของตู้ดังชัด

“ไม่ต้องถามแล้วนะ ถามแล้วไม่ซื้อเนี่ย”

ต้องตะวันอ่อนใจกับกิริยาของอีกฝ่าย ไม่ได้คิดจุกจิกเรื่องมารยาทอะไรหรอก นั่นเรื่องส่วนตัว เพียงคิดว่าเธอกับเจ้าหล่อนน่าจะถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่น่าจะพูดจากันยิ่งกว่าทะเลทรายแล้งน้ำขนาดนี้

“ใช่ ต้องไม่ซื้อ แต่ที่ต้องถามเพราะอยากรู้ราคาจริงๆ อยากรู้ว่าของที่ระลึกของอุทยานเราเป็นยังไง ทำไมคุณพลบ่นว่าคนไม่ค่อยซื้อ”

ประชุมประจำเดือนครั้งก่อน เธอจำได้ว่าเมื่อวันดีรายงานยอดรายรับของร้านขายของที่ระลึก กลับแทบไม่ได้กำไรจนแสนพลหน้าเครียด หากวันดีกลับไม่มีทีท่าเดือดร้อนใดๆ จนแสนพลต้องสั่งให้ปภาณเข้ามาช่วยดูแลอีกแรงในฐานะผู้จัดการทั่วไปของอุทยาน

ปภาณมาปรึกษาเธอเพราะความเป็นผู้ชายจึงไม่ถนัด ต้องตะวันสนใจของกระจุกกระจิกอยู่แล้วจึงรับปากว่าจะช่วย

“ไม่ใช่หน้าที่” วันดีพูดแล้วเชิดใบหน้ากลมขึ้น ดวงตาที่หรี่มองมาไม่เป็นมิตรเลย

เสียงกระพรวนหน้าประตูดังขึ้น เธอเห็นวันดีเหลือบตาไปมองเล็กน้อยแล้วไม่สนใจอีก เอาแต่จ้องเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อต่อเหมือนเดิม

“ขอโทษที่รบกวน ต้องแค่มาช่วยพี่ดีนดูเท่านั้น” เธอพยายามใจเย็นอธิบาย

“หน้าที่เฝ้าแปลงบัวไม่ใช่เหรอ ก็ไม่น่าต้องมายุ่งแถวนี้นะ” วันดีเท้าแขนลงบนตู้กระจก อกอิ่มแทบจะแยงตาเธอ แล้วจีบปากจีบคอพูด “อะไรที่เกี่ยวกับร้านนี้เป็นหน้าที่ฉัน มีอะไรฉันคุยกับคุณพลเอง คนอื่นไม่เกี่ยวอย่า...”

“วันดี ป้าเอาข้าวมาให้แล้ว พะโล้ลูกใหญ่เลย เต้าหู้ฟองอย่างที่เราชอบ”

แม้ประโยคไม่จบเพราะถูกผู้มาใหม่ขัดขึ้นเสียก่อน แต่ต้องตะวันก็รู้ว่าคำที่วันดียังไม่ทันพูดออกมาคืออะไร

“คุณต้องมาเดินเล่นในร้านเหรอคะ” ป้าสมทรงที่เพิ่งเข้ามาใหม่ทัก

ต้องตะวันตอบเบาๆ แล้วมองป้าสมทรงยื่นถุงกับข้าวให้วันดีที่รับไปทั้งหน้าบึ้งๆ เอ่ยต่อว่าต่อขานผู้อาวุโสเสียดัง ที่เอามื้อกลางวันมาให้ช้า โดยไม่สนใจว่ามีเธอยืนอยู่ตรงนี้ด้วย

“ป้าเพิ่งกลับจากจ่ายตลาด วันนี้ไปสายหน่อย ก็มัวแต่เคี่ยวพะโล้นี่ละ โมโหหิวล่ะสิ ไปกินก่อนไป๊ ยังไม่มีลูกค้าหรอก” ป้าสมทรงโบกมือไล่แล้วหันมาชวนเธอ

“คุณต้องกลับแปลงบัวไหมคะ ป้าจะได้มีคนเดินไปเป็นเพื่อน ทางเดียวกัน”

ทางเดินกลับแปลงเพาะพันธุ์บัวต้องผ่านโรงครัว ทันทีที่พ้นจากประตูเรือนขายของที่ระลึก ป้าสมทรงก็จับมือเธอ

“อย่าถือสาวันดีหลานป้าเลยนะ มันไม่ค่อยมีสัมมาคารวะ พูดจากระโดกกระเดกอย่างนี้”

“หลานป้า! วันดีเป็นหลานป้าทรงจริงๆ เหรอคะ” ข้อมูลนี้เซอร์ไพรส์เธอจนลืมกิริยาไม่ดีของสาวรุ่นนางนั้นไปเลย

ผู้อาวุโสมีสีหน้าหม่นลงขณะพยักหน้ารับ จังหวะการเดินของทั้งสองช้าอย่างต้องการคุยให้จบเรื่องก่อน ป้าสมทรงเล่าว่าวันดีคือลูกของน้องสาวแท้ๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ

“น้องป้าบอกแต่เป็นแขกคนหนึ่งในร้านที่มาติดพันจนตกลงปลงใจอยู่ด้วยกัน แต่พอผู้ชายรู้ว่าท้องเท่านั้นก็หนีไปเลย”

ต้องตะวันอดโกรธแทนน้องสาวของป้าสมทรงไม่ได้ เธอส่ายหน้าพร้อมกับบ่นไปเบาๆ “เมื่อไหร่ผู้ชายแบบนี้จะหมดไปสักที”

“จริงๆ เขามีลูกเมียแล้ว ก็คงคิดจะคบเล่นๆ แก้เหงา คนของเราไม่ป้องกันเอง” ป้าสมทรงพูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆ อย่างยอมรับ

“พอสองขวบก็ส่งมาให้ป้า ให้แล้วให้เลยตั้งแต่นั้น”

“อะไรนะคะ วันดีอยู่กับป้าทรงตั้งแต่สองขวบ แล้วแม่...”

“แม่มันมาให้ไว้แล้วก็ไป ไปทำงาน คนมันต้องหาเงินอะนะ ลำพังป้าทำงานที่นี่คนเดียวก็ไม่พอ แล้วน้องคนนี้มันไปทีก็หายเลย ไม่ค่อยติดต่อกลับมา ตั้งห้าหกปีล่ะมั้งถึงได้รู้ว่าไปทำงานอยู่ลาวจนเดี๋ยวนี้” ป้าสมทรงถอนหายใจเฮือกใหญ่

“แต่ป้าก็บอกเขานะ บอกความจริงทุกอย่าง ว่าแม่เราทำงานอยู่ไกล ตอนนี้อยู่กับป้าไปก่อน ส่วนพ่อไม่อยู่จากไปนานแล้ว เขาก็เข้มแข็งนะไม่เคยถามถึงพ่อเลยสักคำ แต่ออกจะเป็นเด็กรักสบายหน่อย ไม่ค่อยชอบเรียนเขียนอ่าน ก็เลยขอคุณทัส...”

ป้าหันมามองเธอแล้วอธิบายเพิ่มอย่างกลัวจะไม่เข้าใจ “คุณทัสดา ภรรยาคุณกัมพลเจ้าของอุทยานน่ะ สมัยยังอยู่ ท่านใจดีมีเมตตาเหลือเกิน รับวันดีทำงานในอุทยาน ให้เงินเดือนด้วย แรกๆ ก็ดูแลบัวแต่มันไม่ชอบ เด็กสาว น่ะนะให้คลุกดินคลุกโคลนไม่เอาหรอก เลยมานั่งประจำร้านขายของที่ระลึก มันก็ชอบก็อยู่มาเรื่อยนี่ละ”

ต้องตะวันรู้สึกว่าความขุ่นเคืองกับคำพูดและท่าทีของวันดีที่คล้ายหมอกมัวมาคลุมใจนั้นจางหายไปหมด เมื่อคนเราได้รู้เหตุผล สาเหตุความเป็นไปของใครสักคนแล้ว ก็ทำให้เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนั้น อย่างที่ต้องตะวันเข้าใจแล้วว่าทำไมวันดีจึงเป็นคนแข็งกระด้างเช่นนั้น

“ป้าทรงคะ ของที่ระลึกต่างๆ นี่ใครเป็นคนคัดมาวางขายคะ แล้วมีการปรับปรุงร้านหรือคอยดูแลพัฒนาตามเวลาบ้างไหม” เธอหันเหความสนใจไปที่สินค้าแทนเมื่อเข้าใจในตัวเด็กสาวคนนั้นแล้ว

ป้าสมทรงขมวดคิ้ว ทั้งคู่หยุดหน้าโรงครัวที่ถึงก่อน

“ป้าไม่รู้เลยคุณต้องเรื่องนี้ ถ้าให้เดาน่าจะคุณแสนพล อย่างน้อยก็ต้องผ่านตาว่าเอาอะไรมาขายแล้วอนุมัติ มีอะไรหรือเปล่าคะ วันดีทำอะไรผิดหรือเปล่า บอกป้าก่อนได้นะป้าเตือนได้ อย่าเพิ่งบอกคุณพลนะคะ”

ต้องตะวันตกใจกับท่าทีตื่นตระหนกของป้าสมทรงจนต้องแตะไหล่เบาๆ “ไม่มีอะไรจ้ะป้า ต้องแค่เห็นของมันดูเก่า รูปแบบก็ไม่น่าสนใจเลยถามดูเท่านั้น วันดีไม่ได้มีปัญหาอะไรป้าสบายใจเถอะ”

ป้าสมทรงถอนใจแรง “ป้าก็กลัว ถ้ามันโดนไล่ออกต้องไปอยู่ที่อื่นคงลำบาก ป้าห่วงมัน ไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูกในไส้แล้วเลี้ยงมายี่สิบปีน่ะ”

ต้องตะวันยิ้มอ่อน ย้ำอีกครั้งว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับหลานแกแน่นอนก่อนจะแยกกัน เธอหันไปมองร้านขายของที่ระลึกเห็นลิบๆ คงต้องปรึกษาแสนพลปรับเปลี่ยนรูปแบบและยกเครื่องสินค้าต่างๆ ใหม่ เพื่อให้ของที่ระลึกเป็นจุดขาย ซึ่งน่าจะสร้างกำไรเพิ่มขึ้นให้กับอุทยานมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com