ทดลองอ่าน สักวาราตรีนี้...มีแต่เธอ : ตอนที่ 3

 

 

ตอนที่ 3

 

 

เสียงล้อรถยนต์บดเบียดไปกับถนนเป็นทางยาวดังแสบหู แล้วตามด้วยเสียงอึกทึกสนั่นหวั่นไหวเมื่อถูกชนด้วยรถบรรทุกสิบล้อคันใหญ่

โครม!

เสียงหวีดร้องในรถยนต์โดยสารดังเมื่อรถแล่นอย่างสูญเสียการทรงตัวแม้เบรกเต็มที่แล้ว รถหมุนคว้าง พลิกคว่ำเข้าข้างทางหลายตลบ สุดท้ายกระเด็นไปฟาดกับต้นไม้ริมทางให้เสียงดังสะท้อนก้องอีกครั้ง แล้วรถเก๋งสี่ประตูก็นอนตะแคงนิ่งอยู่อย่างนั้น

ชั่ววินาทีที่มีแต่เสียงเครื่องยนต์ เสียงปืนรัวก็ดังก้องหลายนัดอย่างต่อเนื่อง

ปัง ปัง ปัง!

ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงท่ามกลางความมืดมิด เสียงหายใจหอบของเขาดังก้องทั่วบ้านที่มีลักษณะคล้ายกระท่อมไม้ เขานั่งหอบอยู่อย่างนั้นจนจังหวะหายใจค่อยๆ ช้าและเบาลง...สงบดังเดิม จึงลุกขึ้นเดินลงบันไดห้าหกขั้นถึงห้องโถงชั้นล่าง เปิดประตูเดินออกไปข้างนอก

ร่างสูงที่ท่อนบนเปลือยเปล่ามีแต่กางเกงขาสั้นสีขาวสวมอยู่เท่านั้น เดินไปยังถังไม้ใส่น้ำขนาดกลางที่มีฝาปิดอยู่ เขาเปิดฝาใช้กระบวยตักน้ำแล้วราดรดศีรษะให้เปียกลงมาถึงใบหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นรับแสงจันทร์นวลบนท้องฟ้าทั้งหยดน้ำเกาะพราว โคมไฟหน้ากระท่อมให้แสงสลัวฉาบใบหน้าคมคาย ห่อหุ้มลำตัวหนาบึกบึน กล้ามอกนูนรับกับมัดกล้ามแขนทั้งสองข้าง หน้าท้องเห็นลอนหยักอย่างที่หลายคนพยายามออกกำลังให้ได้เช่นนี้ แล้วเขาก็หันไปคว้าขวานเล่มโตที่วางพิงตัวบ้าน เดินมาหยุดยืนหน้าตอไม้ใหญ่ เหวี่ยงขวานขึ้นแล้วสับลงบนตอสุดแรง

ร่างกำยำหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน ปล่อยขวานเล่มใหญ่ปักคาตอไม้อยู่อย่างนั้น เขาหยุดเดินเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับผ้าขนหนูผืนหนึ่งที่ขึงตากไว้ก่อนทางเข้าบ้านเพียงเล็กน้อย

สีขาวของมันมีสีชมพูจางๆ แต้ม เขาซักหลายรอบแล้วเมื่อวานนี้ ชายหนุ่มขบริมฝีปากแน่นแล้วเดินเข้าบ้านไป ผลัดเปลี่ยนเพียงกางเกงเป็นยีนขายาว ปล่อยลำตัวช่วงบนเปลือยเปล่าเช่นเดิม ก่อนจะเดินออกจากบ้านอีกครั้ง แต่คราวนี้ก้าวยาวๆ จ้ำไปไกล

----------

เสียงกุกกักด้านหลังแปลงเพาะพันธุ์บัวดังตั้งแต่ก่อนตีสามเล็กน้อย ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีแต่ท่วงทำนองของหรีดหริ่งเรไร กับระลอกลมพัดใบไม้ไหวๆ ความสว่างมาจากแสงไฟส้มนวลของหลอดไฟดวงกลมเหนือหลังคามุงจาก หลังคาที่ทำยื่นออกมาจากแปลงแสดงกล้าบัว รวมกับแสงนีออนสีขาวที่อยู่ตามทางเดินกลางของอุทยาน

กระถาง อ่างดิน โถน้ำ กระบะทรายถูกยกย้ายวางเปลี่ยนตำแหน่งไปมาตามความเหมาะสม เสียงน้ำจากสายยางดังขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อเขาต้องการล้างไม้ล้างมือที่เปื้อนดินโคลน เวลากว่าสองชั่วโมงจนฟ้าเริ่มให้แสงรำไร เขาจึงหยุดการเคลื่อนไหวต่างๆ ยืนมองไปรอบๆ บริเวณนั้น ริมฝีปากหยักยกขึ้นอย่างพอใจ เหงื่อไหลหยาดลงเป็นสายผ่านหน้าอกและแผ่นหลังอย่างที่เขารู้สึกได้แต่ไม่สนใจ เพียงใช้ฝ่ามือปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาเท่านั้นพร้อมกับเสยผมยาวๆ ที่ระลงมาให้เปิดหน้าผากไม่แยงตา

ชายหนุ่มเดินไปนั่งหมิ่นๆ บนแคร่ไม้ไผ่ หยิบบุหรี่จากซองที่วางซุกไว้ตรงซอกของแคร่อย่างไม่น่าจะมีใครรู้ เขาเคาะบุหรี่ใส่มือ หยิบไฟแช็กซึ่งอยู่ที่เดียวกันขึ้นจุด

เขาสูบบุหรี่จนรู้สึกได้ว่าจังหวะหัวใจที่เต้นถี่เร็ว อารมณ์ที่กระเจิด กระเจิงเมื่อครู่กลับเป็นปกติ เขาหายใจช้า ยาว ให้ควันเข้าไปภายในอก แล้วละเลียดพ่นทุกอณูจนพ้นริมฝีปาก เห็นควันขาวขุ่นลอยล่องอย่างเอื่อยเฉื่อยเจือจางไปกับสายลม  

ชายหนุ่มก้มมองพื้นแคร่ที่นั่งอยู่ มือหยาบกร้านที่ยังมีรอยดินทรายเปื้อนลูบไปเบาๆ ตามความหยักนูนของลำไม้ไผ่ผ่าซีก ที่เขาเป็นคนเอามาตอกขึ้นรูปทำเป็นแคร่อันนี้ด้วยตัวเองเมื่อตอนมาอยู่ใหม่ๆ เมื่อวานใครบางคนนั่งอยู่ตรงนี้...กลิ่นหอมจากกายเธอยังไม่จางหายไป ใบหน้าที่ไม่ได้ตระหนกตกใจกับสีแดงของโลหิตที่ไหลจนชุ่มขา จิตใจแข็งแกร่งตรงข้ามกับใบหน้าสวยหวานจน...จนไม่เหมาะกับที่ตรงนี้เลยให้ตายสิ!

----------

เช้านี้ อุทยานนิลปัทม์ต้องรองรับการทัศนศึกษาของนักเรียนชั้นประถมจากโรงเรียนประจำจังหวัดปทุมธานี แสนพลเรียกประชุมแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมความพร้อม งานหลักตกอยู่ที่ปภาณผู้จัดการอุทยาน ต้องตะวันไปนั่งฟังบรีฟด้วยคร่าวๆ พอรู้ว่าจะมีนักเรียนประมาณห้าสิบกว่าคน แบ่งกิจกรรมเป็นฐานตามที่ครูได้มาจัดไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนแปลงเพาะบัวที่เธอประจำอยู่ไม่มีฐานกิจกรรมแต่ให้เด็กๆ ได้เดินดูเท่านั้น

เธอประหม่านิดๆ เมื่อต้องเป็นคนนำเด็กๆ และคณะครูชม เพราะเพิ่งมาทำงานได้สองวัน ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับสถานที่และการจัดการในแปลงนี้สักเท่าไร แต่ความรู้บัวพอจะมีอยู่คงถูไถได้บ้างละน่า เธอให้กำลังใจตัวเอง

“การขยายพันธุ์บัวมีหลายวิธีนะคะน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นการแยกเหง้า แยกไหล แยกต้นอ่อนที่เกิดจากใบ หรือใช้เพาะจากเมล็ดก็ยังได้ค่ะ แต่การที่จะผสมพันธุ์ให้เกิดเป็นพันธุ์ใหม่ๆ ค่อนข้างยาก ต้องมีความรู้และเทคนิคที่ดี”

ต้องตะวันพาเด็กๆ มายืนล้อมรอบอ่างบัวขนาดใหญ่อ่างหนึ่งที่มีดอกสีชมพูเข้มหลายดอกกำลังเบ่งบาน “บัวกระถางนี้อยู่กลุ่มบัวสาย ภาษาอังกฤษก็วอเตอร์ลิลลี่ (Waterlily) นะคะ ไทยเรียกว่า อุบลชาติ บัวกลุ่มนี้มักจะบานช่วงค่ำถึงรุ่งเช้า อีกกลุ่มก็บัวผัน บัวเผื่อน และบัวฝรั่ง พวกนั้นบานกลางวันค่ะ”

เธอชี้ให้เด็กๆ ดูส่วนประกอบของบัว ตั้งแต่ดอก ใบ ก้าน หญิงสาวแหวกใบบัว ให้เด็กๆ เห็นเหง้าหรือหัวที่อยู่ใต้ดินในอ่าง และเสริมเพิ่มเติมว่าฝักที่มีเมล็ดเล็กๆ มักจมอยู่ใต้น้ำสามารถนำมารับประทานได้ สีหน้าสีตาและคำถามต่างๆ ที่พรั่งพรูจากความสนใจของนักเรียนตัวน้อยทำให้ต้องตะวันไม่เบื่อที่จะตอบคำถามและอธิบายเพิ่มเติม

ผ่านไปสามกลุ่ม การพาเดินมากๆ ทำให้แผลที่ขาระบมขึ้นมาจนปวดตุบ ต้องตะวันเดินไปนั่งเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ รอกลุ่มถัดไป มองป้าทองกับลุงทวนก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองห่างไปไกลๆ อย่างไม่อยากมาเกะกะแขกของอุทยาน เธอถอนใจ คงต้องเป็นหน้าที่เราสินะ เด็กกลุ่มใหม่เดินเรียงแถวเข้ามา แล้วพร้อมคุณครู

“เดี๋ยวคุณอธิบายภาพรวม ที่เหลือผมพาเดินดูแต่ละกระถางเอง”

ต้องตะวันแปลกใจเมื่อหันไปเห็นคนงานหน้าขรึมคนนั้นที่จู่ๆ ก็โผล่มาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง ไม่รู้วาร์ปมาจากไหน เอาเถอะ ไหนๆ เขาก็ออกตัวช่วยแล้วก็มาช่วยเลยแล้วกัน

ภาพคนตัวสูงในชุดเสื้อยืดคอกลมสีเทาเข้มกับยีนสีฟ้าซีดๆ ตัวหลวมที่เหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของคนคนนี้ก้มลงอธิบายให้กับเด็กที่สูงเท่าเอวเขาช่างดูแปลกตา จะพูดให้ถูก เขาไม่ค่อยเหมือนคนงานทั่วไป หากต้องตะวันไม่คิดมาก เขาก็คงแค่ดูดีกว่าคนอื่นเพราะหุ่นสูงใหญ่ กับมีกล้ามอกกล้ามแขนเลยดูกำยำ แล้วใบหน้าเข้มด้วยผิวแทนคร้ามแดดก็หันมามอง แม้ผมของเขาจะยาวบังไปครึ่งหน้า แต่ดวงตาคมกับจมูกโด่งเป็นสันเด่นชัดเหลือเกิน

“เด็กๆ ชมว่าคุณสวย” เขาเดินมาพร้อมกับเด็กหญิงในชุดนักเรียนสองสามคน

ต้องตะวันยิ้ม “ขอบใจจ้ะ ร้อนกันไหม ไปดูบัวสีน้ำเงินม่วงใต้หลังคาสิหลบแดดดีด้วย” เธอยันตัวลุกขึ้นเพื่อนำทาง แต่แผลปวดปลาบขึ้นมาจนเข่าอ่อน

“คุณ!” เขารวบเอวเธอประคองให้นั่งตามเดิม แม้ชั่ววินาทีแต่เธอกลับสัมผัสลำตัวแข็งแกร่งของเขาชัดเจนทำให้ร้อนวาบแปลกๆ

“ผมขอดูแผลหน่อย” เขานั่งยองๆ ลงกับพื้น รอให้เธอพับขากางเกงขึ้น เท่านั้นใบหน้าเซอร์ด้วยไรหนวดและเคราบางๆ ก็แลดูวิตก

“ผมจะบอกคุณพลให้พาคุณไปหาหมอ” เขาลุกขึ้นผละเดินไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแผล

“เดี๋ยวนาย...” ต้องตะวันจะเรียกก็นึกได้ว่ายังไม่รู้ชื่อเขาเลย “...ฉันมียาแล้ว” เธอตะโกนบอก

เขาหยุดยืนห่างไปนิด เหลียวหลังมอง คิ้วหนาเลิกขึ้น “ไม่พอ ต้องล้างแผลดีๆ” พูดเสร็จก็ก้าวยาวๆ ไปอีก

“เดี๋ยวๆ นาย...” เธอละไว้อย่างนั้น ลุกขึ้นกะผลกกะเผลกตาม

เขาก้าวกลับมาหยุดตรงหน้าเธอ ทำสีหน้าหน่ายๆ แต่ไม่พูดอะไร

“อย่ากวนคุณพลเลย เดี๋ยวเด็กๆ กลับตอนบ่ายฉันไปเองได้”

เขาเหลือบมองขาเธออีกครั้ง “แผลอักเสบมากควรล้างเลย หรือจะนั่งมอ’ไซค์ไปกับผมตอนนี้ อนามัยอยู่ไม่ไกล”

เธอชะงักกับข้อเสนอที่ได้ยิน เมื่อเขาบอกต่อว่าแสนพลเวลานี้น่าจะกำลังยุ่งมากยิ่งทำให้เธอลังเล เรื่องแค่นี้กวนบอสใหญ่คงไม่เหมาะ ไปกับนายคนนี้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

“แต่ เหลือเด็กอีกกลุ่ม...” เธอกังวล

“ไม่เป็นไร คุณรอตรงนี้ เดี๋ยวผมเอารถมา” เขากำลังจะก้าวไปก็หันมาอีกครั้ง คราวนี้พูดใกล้ใบหูจนต้องตะวันรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้า

“ผมชื่อ คิว”

----------

กลิ่นแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อไม่ถูกกับเธอเลย ต้องตะวันเบือนหน้าจากขาตัวเอง ไม่อยากมองแผลที่นางพยาบาลกำลังล้างให้ แสบก็พอจะทนได้แต่ให้มองแผลที่มีเนื้อชมพูนานๆ แล้วใจมันหวิวๆ พิกล เธอเบนสายตาไปรอบๆ ห้องทำแผลแทน มองตู้เก็บขวดยาน้ำ ยาเม็ด อุปกรณ์การแพทย์อย่างม้วนสำลีและผ้าก๊อซ เครื่องวัดความดัน แล้วร่างสูงของนายคิวก็ก้าวมายืนใกล้ๆ บดบังภาพต่างๆ ไป

“ไหวไหมคุณ” เขาถาม จ้องหน้าเธอ เธอพยักพเยิดไปกลายๆ

“หน้าซีดเลย ไหวแน่นะ” เขาขยับมาจนเรียกได้ว่าประชิด เหมือนเตรียมพร้อมรับถ้าเธอฟุบไปจริงๆ หญิงสาวได้แต่ค้อนขวับ

“ขอชุดทำแผลไปได้ไหมครับ” เขาเอ่ยเมื่อแผลเธอถูกปิดเรียบร้อย

“ถ้าอยู่ใกล้ๆ มาล้างก็ได้นะ” คุณพยาบาลดูไม่ค่อยไว้ใจเขา ก็ไม่ต่างจากเธอเท่าไร คนงานสวนบัวขอชุดทำแผลไปล้างแผลให้เธอเองเนี่ยนะ ต้องตะวันก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน

“อยู่ใกล้แต่ลาไม่ได้ นี่ก็แวบมา ถ้านายรู้คงโดนหักเงินเดือนกันทั้งคู่” คิวยังหันมาหลิ่วตาให้เธออีก

คุณพยาบาลจัดชุดทำแผลมาให้สองสามชุด กำชับให้กลับมาดูแผลในสามวัน

“ตอนเลือดอาบไม่เห็นคุณจะกลัวเลย พอทำแผลเหมือนจะเป็นลมให้ได้” คิวถามขณะขับมอเตอร์ไซค์กลับมาที่อุทยาน

“ฉันไม่ชอบกลิ่นโรงพยาบาล ได้กลิ่นแล้วหวิวๆ ใจคอไม่ค่อยดีทุกที” ต้องตะวันทำหน้าแหย ไม่คิดว่าเขาจะเห็น แต่กลับสบสายตาคมๆ คู่นั้นผ่านกระจกมองข้างเข้าอย่างจัง

“ก็ดี ที่ผมขอเซ็ต เอ๊ย ชุดทำแผลมาจัดการเองที่นี่” เขาพูด

“ไม่รู้จะกล้าทำแผลตัวเองหรือเปล่า” เธอพูดอุบอิบ ก้มหน้าลงเมื่อลมปะทะแรงจนแสบตานิดๆ

เขาผ่อนคันเร่ง รู้สึกได้ว่ามอเตอร์ไซค์วิ่งช้าลง ลดแรงลมที่พัดผ่านหน้า

“ผมทำให้เอง”

เขาเอ่ยเท่านั้นแล้วไม่พูดอะไรอีกเลย มองทางเบื้องหน้าอย่างตั้งใจขับ ต้องตะวันเงียบไปเช่นกัน แผ่นหลังและไหล่กว้างตรงหน้าใกล้เพียงปลายจมูก ใต้เสื้อยืดสีเทานั้นเห็นชัดว่าคือมัดกล้ามที่สมบูรณ์ ผมเผ้าแม้ยาวประบ่าแต่ไม่รุงรัง แต่ละเส้นดำขลับดูสุขภาพดี แม้แต่กลิ่นกาย...ต้องตะวันขมวดคิ้ว...หอม...คล้ายๆ...เคยได้กลิ่นเมื่อนานมาแล้ว

----------

สถานีอนามัยอยู่ใกล้ๆ กับอุทยานนิลปัทม์ ขับแค่สิบห้านาทีก็กลับมาถึง ยิ่งอุทยานอยู่ห่างตัวเมืองปทุมฯ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องรถราอะไรมากมาย การเดินทางไม่กินเวลาอย่างในเมืองกรุง

กลุ่มเด็กๆ ที่มาทัศนศึกษากลับกันไปหมดแล้ว สังเกตได้จากรถบัสโรงเรียนสองคันใหญ่หายไปจากลานจอดรถ คิวส่งเธอถึงหน้าแปลงบัว เวลานี้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินกระจัดกระจายกันตามอัธยาศัย บางส่วนนั่งรถรางภายในอุทยาน บางส่วนก็เช่ารถกอล์ฟขับเอง

เธอลงจากมอเตอร์ไซค์ยังไม่ทันจะเอ่ยขอบคุณ เสียงขุ่นๆ ก็ดังขึ้น

“นายพาคุณต้องไปไหน ขออนุญาตใครหรือยัง!”

ต้องตะวันหน้าเหลอ ปภาณกินรังแตนมาจากไหน เธอมองหน้านายคิวกลับนิ่งเฉยไม่ตอบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ

“เอ่อ แผลต้องอักเสบขึ้นมา คิวเลยพาไปอนามัยทำแผลน่ะค่ะพี่ดีน” เธอตอบแทน

ปภาณมองเธอด้วยสายตาที่ลดความข้องใจลงบ้าง แต่สีหน้าไม่พอใจยังปรากฏชัด เขาหันไปพูดเสียงแข็ง “ไม่ใช่หน้าที่นาย รู้จักหน้าที่ของตัวเองด้วย ถ้าจำไม่ได้ฉันจะเตือนความจำให้ นายคือคนงานแปลงเพาะบัว ก็อยู่กับดินกับน้ำไป”

หญิงสาวรู้สึกอึดอัด วางหน้าไม่ถูก มองนายคิวยังหน้านิ่งอย่างนั้น อาจมีแผ่นอกเคลื่อนขึ้นลงชัด เขาน่าจะ...หายใจแรงขึ้น

“นั่นอะไร ถุงยาใช่ไหม เอามาให้ผม” ปภาณไม่รอคำตอบ คว้าถุงยาในมือคิวไปถือไว้เอง

“พี่พาไปพักดีกว่า วันนี้น้องต้องไม่ต้องลงแปลงบัวหรอก ให้คนงานเขาทำกันไปก่อนได้” ว่าแล้วเขาก็จับแขนเธอเพื่อประคอง หากต้องตะวันดึงออกอย่างสุภาพ

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ดีน ต้องเดินเองได้...ขอบคุณมากนะนายคิว” ประโยคท้ายเธอหันไปพูดกับร่างสูงกำยำที่ยืนนิ่งเป็นหุ่น เห็นสายตาปภาณมองอย่างไม่พอใจ 

ดวงตาคมที่บางส่วนซ่อนอยู่ใต้ผมยาวปรกหน้ามองเธอเพียงแวบ ร่างสูงก้าวลับเข้าไปหลังแปลงเพาะบัว ดังสายลมพัดผ่านวูบไป

“น้องต้องน่าจะบอกพี่” เสียงปภาณบ่น “พี่ไม่รู้เลย จนพี่พลโทร.บอกให้มาช่วยรับเด็กกลุ่มสุดท้ายตรงแปลงเพาะบัว ยังงงว่าต้องไปไหน นึกว่าพี่พลเรียกไปคุยอะไรด่วน”

“อะไรนะคะ พี่พลตามพี่ดีนเองเลยเหรอคะ”

เขาไม่ตอบ ยื่นแขนให้เธอเมื่อต้องเดินข้ามร่องน้ำเล็กๆ

ต้องตะวันลังเล แต่ที่สุดก็ยอมจับแขนเขา เพราะยังไม่กล้าลงน้ำหนักขาข้างที่เพิ่งไปล้างแผลมาเท่าไร จะทำเก่งเดินเองเดี๋ยวก็ล้มไปวุ่นวาย เธอรีบปล่อยมือเมื่อก้าวอย่างมั่นคงบนหินแผ่นใหญ่ที่ปูลาดเป็นทางยาว

“พี่ยินดีมาช่วยต้องนะครับ มีอะไรโทร.บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” เขายิ้มกว้างแล้วหยุดเดินเสียเฉยๆ จนเธอหยุดตาม ปภาณมองเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พี่อยากให้ต้องระวังคนงานคนนั้นหน่อย ไม่ค่อยน่าไว้ใจ”

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com