ทดลองอ่าน สักวาราตรีนี้...มีแต่เธอ : ตอนที่ 4

 

 

ตอนที่ 4

 

 

กลิ่นบุหรี่ยังอวลอยู่แม้คนตรงหน้าจะไม่ได้สูบตอนนี้ แต่เขารู้ดีว่าท่านต้องเพิ่งจัดการบุหรี่ตัวที่เหลือแต่ก้นกรองนอนอยู่ในจานเขี่ยหินสีเทามุมหนึ่งบนโต๊ะทำงานไปแล้ว

ฝ่ามืออวบอูมยื่นเอกสารมาตรงหน้าเขา ข่าวที่ถูกพรินต์จากเว็บไซต์ยอดนิยมหลายเว็บฯ เกี่ยวกับคดีนักธุรกิจสามีภรรยาที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อสองปีก่อน แม้สภาพศพดูเหมือนตายจากบาดแผลฉกรรจ์เพราะรถคว่ำ แต่รอยกระสุนปริศนาบนตัวรถและศพทำให้บ่งชี้ไปทางฆาตกรรมอำพราง แต่เพราะบริเวณนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด และเวลาเกิดเหตุคือตีสอง ไม่มีทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคลใดอื่นเข้ามาช่วย คดีนี้จึงยังเป็นที่กังขาจนถึงตอนนี้

เขาพลิกกระดาษแผ่นถัดไป ข่าวการตายของเจ้าของผับใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคดีนักธุรกิจคู่นั้น ‘นายชาตรี’ เสี่ยเจ้าของผับผู้มีอิทธิพลมืดมากมาย จู่ๆ ก็ตายหลังจากดื่มไวน์ไปได้ค่อนแก้ว ไม่มีหลักฐานอะไรมากมายนัก กล้องวงจรปิดก็มีแค่ในห้อง

“ครบปีของเหตุการณ์ทีก็มีคนรื้อฟื้นขุดคุ้ยขึ้นมาเล่น พวกนักข่าวน่ะตัวดี” ท่านรองผู้บัญชาการ หัวหน้าสายตรงของเขาบ่น

ชายหนุ่มพลิกกระดาษกลับมาแผ่นเดิม ส่งคืนให้ท่านพร้อมค้อมตัวนิดๆ แม้จะอ่านไม่จบ แต่เนื้อข่าวจะสู้สิ่งที่เขารู้ได้อย่างไร สองคดีนี้เขาศึกษารายละเอียดมาเป็นอย่างดี

“ครับ ผมจะกำชับลูกน้องในสายให้รีบดำเนินการครับท่าน”

“ดี เดี๋ยวนักข่าวก็ขอสัมภาษณ์อีก พอไม่ได้ข้อมูลอะไรก็หาว่าพวกเราทำงานช้า นั่งกินนอนกินเงินหลวง” ท่านถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วคว้าซองบุหรี่ขึ้นมาก่อนถาม

“คุณเป็นยังไงบ้างล่ะ”

เขาก้มศีรษะ ตอบรับแค่ว่าอยู่ได้สบายดี

“คิดว่าจะได้เรื่องได้ราวเมื่อไหร่” ท่านต่อไฟแช็กเรียบร้อยจนไฟแดงวาบขึ้นที่ปลายมวน ท่านสูบแล้วพ่นลมฟอดใหญ่ อยู่หลายครั้ง จนควันขาวเหมือนปุยเมฆน้อยค่อยๆ ฟูเต็มบรรยากาศ

เขาลอบหายใจลึกก่อนตอบ “ยังประมาณการลำบากครับ”

“ไม่ได้เบาะแสอะไรเลยเหรอ” หน้าผากมีรอยยับย่นเด่นขึ้นยามท่านเลิกคิ้วมองมา

“ยังครับ ผมจะพยายามครับท่าน”

หัวหน้าลดมือที่คีบบุหรี่วางบนโต๊ะ เสียงเอ่ยเข้ม “ไอ้ จะ ยัง กำลัง เดี๋ยว นี่ใช้ให้มันน้อยๆ หน่อย เอาตัวงานมาโชว์ให้ชัดๆ เป็นชิ้นเป็นอัน”

เขารู้สึกเย็นวาบขึ้นกลางอก การโดนผู้ใหญ่ตำหนิแบบนี้ย่อมไม่ดีต่ออนาคตรับราชการ เขารีบยืดไหล่ตรง ก้มหน้ากล่าวคำฉะฉาน

“ขอโทษครับท่าน ครั้งหน้าผมมีความคืบหน้าแน่นอนครับ”

“เออสิวะ ให้มันได้อย่างนี้” ท่านอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้ง แล้วมองเขาเขม็ง

“ระวังตัว อย่าให้พลาดล่ะ”

----------

เครื่องเทศหอมฉุยเตะจมูกทันทีที่ต้องตะวันเปิดประตูกระจกใสบานใหญ่เข้ามา ไม่ต้องอ่านป้ายไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ได้ว่าที่นี่คือโรงอาหาร หญิงร่างท้วมใจดียืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ สวมหมวกสีขาว ผ้ากันเปื้อนสีเดียวกันดูสะอาดตา มือถือกระบวยทัพพีอันใหญ่คนหม้อขนาดมหึมาไม่หยุด

“หิวเลยค่ะป้าทรง แกงส้มใช่ไหมคะวันนี้” เธอทัก มองน้ำแกงสีส้มข้นคลั่กในหม้อใบใหญ่ 

ป้าสมทรง แม่ครัวประจำอุทยานกำลังเคี่ยวอย่างขะมักเขม้น “เอาเลยคุณต้อง ป้าตักให้ นี่กะหล่ำขาวนุ่มได้ที่พอดี” ป้ากุลีกุจอตักแกงใส่ชามเซรามิกสีนวล ขณะที่ต้องตะวันคดข้าวให้ตัวเอง เธอขอบคุณป้าแล้วรับชามแกงมาวางในถาด ป้าสมทรงบ่นกระปอดกระแปดว่าวันนี้กว่าจะไปตลาดซื้อผักกลับมาทำเกือบไม่ทันเวลาเลิกงานของเจ้าหน้าที่ ต้องตะวันยิ้มแล้วขยับออกมาให้พนักงานคนอื่นที่อยู่ในคิวได้ตักข้าว

อุทยานนิลปัทม์มีโรงอาหารที่มีแม่ครัวประจำทำอาหารให้สองมื้อ เช้ากับเย็น สวัสดิการที่ต้องตะวันคิดว่าเป็นเสน่ห์ของที่นี่ และน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีให้คนทำงานมาเช้าไม่ต้องกังวลกับการหาอาหารกินเอง และเลี้ยงอิ่มท้องไม่ต้องออกไปไหนอยู่ทำงานได้เต็มเวลา เจ้าหน้าที่ก็มีบ้านพักกันในอุทยานอยู่แล้ว บางครั้งกินเสร็จก็ไปเดินเล่นทำงานต่อได้อีก ส่วนกลางวันมีร้านของเอกชนให้ได้เลือกซื้อกันเอง บางคนก็ทำอาหารกล่องจากที่บ้าน

เธอละสายตาจากแถวพนักงานที่เริ่มยาวขึ้น มองดอกกะหล่ำพูนชาม แกงที่ป้าสมทรงตักให้นึกว่าถ้าเปลี่ยนเป็นสายบัวน่าจะดี เห็นในบึงมีสายบัวมากมาย บางต้นดีๆ ที่ต้องเด็ดออกทิ้งไปก็น่าเสียดาย จะได้ลดต้นทุนวัตถุดิบในการทำอาหารด้วย ไว้มีโอกาสเธอจะลองเสนอเมนูในใจ

อยู่ที่นี่มาได้สามสัปดาห์ทำให้ต้องตะวันรู้ว่า โรงครัวเป็นจุดที่เธอชอบมาพักผ่อนหย่อนใจ เพราะคุยถูกคอกับป้าสมทรง และตัวเธอก็ชอบทำอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเจอผู้ใหญ่ใจดีสอนยิ่งเข้าทาง เย็นๆ วันว่างต้องตะวันจึงมักชอบแวะเวียนมาขลุกที่นี่ เย็นวันนี้ก็เหมือนกัน...เธอมีนัดลองเมนูใหม่ รอให้ป้าเสร็จจากการจัดกับข้าวมื้อเย็นให้เรียบร้อยก่อน

เกือบทุ่มคนในโรงครัวเริ่มซา หลังจากที่ต้องตะวันกินข้าวเย็นเสร็จก็แวะกลับไปห้องพักที่อยู่ใกล้แปลงบัวหลวง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเสื้อยืดพอดีตัวสีฟ้าอ่อนกับกางเกงผ้าสีขาวสามส่วน รองเท้าผ้าใบขาวส้นบางแบบผูกเชือก จริงๆ เสื้อคอโปโลสีม่วงลายปักดอกบัวยูนิฟอร์มของพนักงานที่ใส่มาทั้งวันก็สบายดีอยู่ แต่พอตกเย็นด้วยเหงื่อไหลไคลย้อยมาทั้งวัน การได้อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ทำให้สดชื่นขึ้นเยอะ

“แหม...ป้านึกว่าเด็กมัธยมที่ไหน ยิ่งคุณต้องปล่อยผมอย่างนี้ด้วย” แม่ครัวประจำอุทยานยิ้มแป้น

ต้องตะวันนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวสูงข้างๆ ร่างท้วม “ป้าทรงก็ กะโปโลสิคะไม่ว่า”

ป้าสมทรงยังชมเธอน่ารักไม่ขาดปาก จนหญิงสาวต้องเสเปลี่ยนเรื่อง ถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน “ล้างเม็ดสาคูเหรอคะ” เธอสนใจก้อนกลมเล็กสีขาวจำนวนมากในชามก้นลึกมีน้ำเปล่าเติมจนท่วม

ป้าเทน้ำในชามทิ้งระวังไม่ให้เจ้าเม็ดเล็กๆ ไหลออกไป “ผ่านน้ำให้ความชื้นซึมเข้าไปในเม็ดสาคูค่ะ จะได้ไม่ต้องกวนนาน พักไว้สักห้านาทีก่อน”

ป้าหันไปเตรียมน้ำสะอาดใส่หม้อ แล้วหยิบชามแก้วที่มีน้ำใสๆ ขุ่นๆ เทตามลงไปด้วย

“ใส่น้ำมะพร้าวจะทำให้หอมมากขึ้น”

“โห เคล็ดลับนี่เอง”

ป้าหัวเราะแล้วว่าไม่ลับเท่าไรใครๆ ก็ทำกัน ตั้งหม้อต้มจนเดือดเต็มที่จึงใส่สาคูลงไปกวน

เสียงกุกกักหน้าประตูครัวพร้อมเงาตะคุ่มบ่งบอกว่าเจ้าของร่างสูงสักร้อยแปดสิบเซนติเมตรได้ เพราะปิดไฟไปครึ่งหนึ่งแล้วทางเข้าจึงมืด หากเขาเดินมาใกล้จึงเห็นใบหน้าคมคายชัด

“คิวมาเสียโรงครัวปิดเลย นั่นน่ะป้าแบ่งไว้ให้แล้ว”

ต้องตะวันมองตามป้าสมทรงที่พยักพเยิดไปยังด้านหลังเคาน์เตอร์ จึงเห็นถุงพลาสติกที่ข้างในมีแกงส้มกับข้าวสวยอย่างละถุงวางอยู่

คิวยกมือไหว้เอ่ยคำขอบคุณเสียงต่ำ เหลือบมองเธอแล้วยื่นหน้ามองขนมในหม้อใหญ่

“ผมกินนี่ก่อนได้ไหม”

“กินหวานก่อนกินคาวเลยนะ” ป้าดุทีเล่นทีจริงแล้วว่ารอให้สาคูสุกก่อน

ต้องตะวันสังเกตว่านายคิวมีท่าทางสบายๆ เมื่อพูดคุยกับป้าสมทรง มาดขรึมๆ ดุๆ ดูผ่อนคลายเป็นคนละคน เขาถามหามะพร้าว กะทิ แล้วลงมือเป็นผู้ช่วยอย่างไม่ขัดเขิน

“คุณต้องดูสิ เม็ดสาคูใสหมดแล้ว เราก็เอาเม็ดบัวลงเลยค่ะ” แม่ครัวเอกของอุทยานหันไปหยิบเม็ดบัว พลางบอกกับคิวที่ขูดมะพร้าวให้เป็นเส้นจากกะลาที่ผ่าซีกไว้

“คุณต้องเก็บฝักแก่แถวแปลงบัวหลวงมาเองเลยนะ”

เขาเลิกคิ้ว ดวงตาขรึมมองเธอ แปลกที่ต้องตะวันรู้สึกเหมือนมีกระแส ไฟฟ้าอ่อนๆ ยามสบตานายคิวคนนี้

“ระวังตกน้ำล่ะ” เขาเอ่ยลอยๆ

ป้าสมทรงหัวเราะ “แหมคิว คุณต้องเขาโตขนาดไหนแล้วไม่ใช่เด็กๆ”

แล้วป้าก็เคาะเม็ดบัวสดที่แกะเปลือกและดีบัวออกเตรียมไว้ในถ้วยใส่หม้อที่มีสาคู คนจนพอสุกทั่วกันจึงใส่น้ำตาลทราย

“รอจนน้ำตาลละลายหมดนะคะคุณต้องค่อยยกลง”

ต้องตะวันอาสาคนต่อ คอยสังเกตไม่ให้เห็นเกล็ดน้ำตาลวาวแวว ป้าสมทรงถือโอกาสไปเก็บจานชามหม้อไห นายคิวเดินมายืนข้างๆ แทน

“เอาลงได้แล้ว เดี๋ยวไหม้พอดี” เขาว่าแล้วปิดไฟยกหม้อลงพักบนแผ่นไม้กันร้อนให้เสร็จสรรพ เอาช้อนตักมะพร้าวเส้นที่ขูดไว้เมื่อสักครู่โรยลงไป

เขาหันไปคว้าหม้อเคลือบสีขาวใบเล็กมาเทหัวกะทิใส่ แล้วเปิดถุงแป้งอะไรสักอย่างตักมาหนึ่งช้อนชา หันไปหยิบเกลือโปรยลงไปไม่มาก เอาช้อนคนจนได้ยินเสียงเคร้งๆ จากนั้นยกขึ้นตั้งไฟ

“กะทิ ผสมแป้งข้าวโพดกับเกลือ กวนพอข้นก็เสร็จ” เขาว่า ต้องตะวันตาโตมองเขา ใครจะคิดว่าคนงานสวนบัวจะมีลีลาทำอาหารประหนึ่งเชฟแบบนี้

เขาทำหน้าล้อเลียน “ไม่กล้ากินเหรอ”

“เปล่า แค่แปลกใจ”

เขาขมวดคิ้ว

“เอ่อ...ไม่ใช่ ชื่นชม ดูท่าทางนายกับลีลาทำอาหารไม่ค่อยเข้ากันน่ะ” ต้องตะวันกล้อมแกล้มแก้ตัว

เขาอมยิ้ม ไม่นานก็ปิดไฟเตา ยกหม้อที่เคี่ยวกะทิลงพักไว้ข้างๆ หม้อสาคู ป้าสมทรงเดินมาชิมหน้ากะทิด้วยช้อนคันเล็กพลางชมเปาะ ยินดีที่ได้ขนมมื้อดึกสำหรับวันนี้ โรงครัวที่นี่เปิดถึงสี่ห้าทุ่ม ใครหิวก็แวะเวียนมาได้ แสนพลดูแลเจ้าหน้าที่ในอุทยานนิลปัทม์อย่างคนในครอบครัวเดียวกัน ต้องตะวันนึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานบัวอันดับต้นๆ ของประเทศ

“พี่คิว” เสียงแหลมสูงของใครบางคน ทำให้เธอหลุดจากความคิด

หญิงสาวร่างเล็ก ที่ทำให้ต้องตะวันชะงักคือการแต่งตัวของเจ้าหล่อน เสื้อยืดสีขาวลายเส้นแปลกๆ รัดติ้วจนเห็นหน้าอกหน้าใจเด่นหรา กางเกงยีนสั้นจนแทบเปลือยต้นขา นี่เห็นแค่ด้านหน้า ไม่รู้ว่าหันหลังจะเห็นแก้มก้นด้วยหรือเปล่า

“ว่าแล้วพี่คิวต้องมาหาป้าทรง” สาวเจ้าไม่พูดเปล่า น้ำเสียงออเซาะไม่เท่ากับท่าควงแขนเบียดกระแซะอิงใบหน้าบนกล้ามแขนบึกๆ ของนายคิว

ทว่าชายตรงหน้าทำตัวอย่างกับรูปปั้นยักษ์ปักหลั่นยืนนิ่งแข็งทื่อ มีแต่เสียงแหลมสูงของคนมาใหม่พูดแจ๋วๆ “ยังไม่กินข้าวอีกแล้ว ทำไมพี่คิวไม่กินให้เสร็จๆ ที่นี่ ใส่ถุงไปทุกทีเลย” หญิงสาวบ่นเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเขา

“ต้องไปก่อนนะคะ” เธอหันไปสวัสดีป้าสมทรงที่ยืนง่วนกับการย้ายขนมลงชามสเตนเลสใบใหญ่ เธอทำหน้ายิ้มๆ ให้กับนายคิวแล้วเอียงตัวหลบหญิงสาวที่...น่าจะเรียกว่ากอดแขนของเขาอยู่

สีหน้าคิวราบเรียบ คงจะเขินที่แฟนมาตามถึงที่ ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเธอเสียหน่อย เธอบอกกับตัวเองแล้วเดินออกมาเร็วๆ เพื่อกลับที่พัก

----------

ทางเดินภายในอุทยานตอนเวลาดึกดื่นเปลี่ยวอยู่เหมือนกัน เพราะโรงครัวอยู่โซนด้านหลังของอุทยาน ในขณะที่ห้องพักเธอติดกับแปลงบัวหลวงที่อยู่ค่อนไปทางด้านหน้า ใช้เวลาเดินสักห้าถึงสิบนาทีได้ แม้ทางเดินอิฐมีไฟสีส้มส่องสว่างอยู่ห่างๆ แต่ก็ยังถือว่ามืดสลัว ยิ่งสรรพเสียงเงียบเชียบมีแต่เสียงลมพัดใบไม้หวิวๆ ทำให้ต้องตะวันนึกกลัวขึ้นมาตงิดๆ

“คุณ”

“ว้าย!” เธอร้องอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงคนเรียก แถมยังสะดุ้งจนสุดตัว

“ขอโทษ” เสียงนั้นทุ้มแผ่วเบาลง

“นายคิว ฉันตกใจหมดเลย” เธอหันไปค้อนควักๆ ให้

เขาเลิกคิ้วสูง มุมปากยกขึ้นยิ้มยียวน “ขวัญอ่อนจังนะ กลัวผีเหรอ”

ไม่แค่ถาม เขายังทำเสียงเบาๆ ลอยๆ ยิ่งทำให้เธอหวั่นหวาดกระเถิบไปใกล้ร่างสูงของเขา แต่ทำตอบเสียงแข็ง “เปล่า”

เขาเบ้ปากนิดๆ ยิ้มหน่อยๆ หลุบตาลง “ก็ยืนห่างๆ ผมสิ นี่เบียดจนตัวติดผมแล้ว”

“บ้า” เธอรีบก้าวถอยออกมา จังหวะนั้นเองที่เขายื่นถุงพลาสติกให้ เธอใช้สายตาแทนคำถาม

“ป้าทรงให้ผมเอามาให้ บอกว่าคุณอุตส่าห์ช่วยทำแต่ยังไม่ได้ชิมเลย”

ต้องตะวันรับขนมสาคูเม็ดบัวพลางเอ่ยขอบคุณ แล้วเดินกลับที่พักต่อ นายคิวยังคงเดินไม่ห่าง

“ตามมาทำไมล่ะ” เธอเหลียวไปถาม ไฟสะท้อนใบหน้าของเขาเห็นสันจมูกและโหนกแก้มเด่น

“ไม่ได้ตาม”

คำตอบของเขากับหน้านิ่งๆ ทำเอาเธอรู้สึกเสียหน้า ไม่ตามก็ไม่ตาม เหอะ ต้องตะวันก้าวยาวขึ้นให้พ้นจากคนอะไรไม่รู้ แต่เสียงฝีเท้าของเขาและเธอก็ยังประสานแทรกคลื่นลมและใบไม้ไหว

“ผมจะไปนาบัวหลวง” จู่ๆ เขาก็เอ่ย เขาเดินไม่ไกลเธอเลย เหมือนจะเร่งฝีเท้าตามขึ้นมาเสียอีก

ต้องตะวันไม่ตอบ ก็ไม่เห็นเกี่ยวกันนี่ ฉันไปบ้านพัก นายจะไปนาบัวไหนก็ไปสิ เธอค่อนขอดอยู่ในใจ

พรวดเดียวร่างสูงของเขาก็เคียงข้าง “ไปดูหน่อยไหม”

เสี้ยวหน้าที่หันมาต้องแสงส้มสลัว ต้องตะวันยอมรับว่าภายใต้หนวดเคราสั้นๆ ผมเผ้ายุ่งๆ ปิดหน้าบางส่วนก็ยังเห็นได้ชัดว่า ชายคนนี้มีเสน่ห์ โดยเฉพาะแววตาที่ดูมีชีวิตและบอกความรู้สึกได้ อย่างตอนนี้ประกายวับแวมเชื้อเชิญให้เดินไปด้วยกัน

“นายจะพาไปไหน” ต้องตะวันเดินช้าลงเมื่อเขาพาอ้อมแปลงบัวหลวงที่เธอคุ้นเคย จนไปถึงด้านหลังของตึกหน้าที่ทำงานของแสนพล เธอเริ่มกังวลเมื่อเดินออกนอกเส้นทาง ฝ่าแนวต้นไม้ใหญ่จนไม่แน่ใจว่าออกนอกเขตอุทยานหรือเปล่า

“ไม่ไว้ใจผมเหรอ” เขาถาม

แม้ในใจจะหวั่น แต่สัญชาตญาณบอกว่าเขาไม่ได้อันตราย หรือเธอจะไว้ใจคนง่ายเกินไป

“ระวัง” เขาคว้าต้นแขนเธอเหมือนเดาได้ว่าจะสะดุดรากไม้ใหญ่ ไม่อย่างนั้นคงหน้าคว่ำไปแล้ว

“ขอบคุณ” เธอบอกพร้อมๆ กับที่เขาปล่อยมือไปทันที

จนผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ ทั้งสองยังต้องเดินลัดเลาะไปตามสุมทุมพุ่มไม้ เข็มทิศของเธอคือแผ่นหลังกว้างของนายคิวที่คอยหันมาเป็นช่วงๆ เขาคว้าถุงขนมไปถือให้แล้วตั้งแต่ตอนที่เธอสะดุด เสียงถุงแกว่งเบาๆ ตามจังหวะเดินของเขาคือเสียงเดียวที่ดังชัดกลางความเงียบสงัด จนพบแนวไม้ยืนต้นสูงกั้นเป็นแผงดังรั้วธรรมชาติ ทันทีที่ก้าวพ้นผ่านออกมา ต้องตะวันก็หยุดยืนนิ่ง

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com