
ระยะทางจากบ้านของอินถวาไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดไกลไม่น้อย อาการของพระรูปนั้นค่อนข้างหนัก โรงพยาบาลดงขมิ้นจึงต้องรีบส่งตัวมาผ่าตัดด่วนที่ตัวจังหวัด เมื่อทั้งสองคนไปถึงก็พบว่ามีญาติโยมมารอเยี่ยมพระอยู่ไม่น้อย
“คนเยอะจริงหัวหน้า ไอ้ยอดชายทำงานกับคนดงขมิ้นมาจนลงหลักปักฐานเกือบยี่สิบปีแล้ว ถ้าโดนแทงบ้างจะมีใครมาเยี่ยมไหมนะ”
“อายอดให้อะไรเขาบ้างล่ะ นอกจากจับเข้าคุกเข้าตะราง ไล่ล่าป่าราบเวลาเขาขึ้นไปตัดไม้ พิทักษ์ป่าอย่างเราอย่าว่าแต่มาเยี่ยมเลย ชาวบ้านเขาจะแช่งให้ตายเร็วละไม่ว่า”
“เออ...นั่นน่ะสินะ” ยอดชายระบายลมหายใจเบาๆ อย่างปลงตก อาชีพผู้พิทักษ์ป่าอย่างตนกับหัวหน้าต้องงัดข้อกับชาวบ้านบ่อยครั้ง ยากที่จะญาติดีกันได้จริงๆ
นั่นปะไรยายแสงแม่ของไอ้สุด ลูกชายยังติดคุกคดีลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ แถมยังมีเลื่อยยนต์และยาเสพติดอีกเพียบ ถึงโทษติดคุกเพียงปีเดียวแต่ความเกลียดชังของคนเป็นแม่ยังไม่จางลงไปจากดวงตาของนาง ในวันแรกที่ส่งลูกชายเข้าคุก
“มาแล้วโว้ย มาแล้วพวกเรา พวกไล่ที่หลวงพ่อ พวกเจ้านายใหญ่นี่จิตใจทำด้วยอะไรนะ ลองได้สวมเครื่องแบบล่ะเป็นเบ่ง เบียดเบียนคนยากคนจนไปทั่ว ชาวบ้านจะมีที่พึ่งหน่อยก็มาหาเรื่อง”
“ยายแสง พูดจาอะไรระวังบ้างนะ เดี๋ยวจะโดนข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน”
“อ๊ะ เอาสิวะ อย่าดีแต่ขู่ จับพ่อมันไปแล้วก็จับย่าไปขังอีกคน หลานข้าจะได้อดข้าวตายอยู่นอกคุกนี่” ยายแสงท้าเหยงๆ ชาวบ้านเริ่มรุมเข้ามามุง
“เข้าไปข้างในกันเถอะ” รุกข์เดินนำยอดชายฝ่ากลุ่มชาวบ้านเข้าไปด้านใน เขาพบตำรวจสามนายจากสถานีตำรวจภูธรดงขมิ้นจึงได้เดินเข้าไปพูดคุย
“หัวหน้ารุกข์”
“เป็นอย่างไรบ้างครับจ่า”
“หนักเอาการครับ หมอผ่าตัดไปร่วมสองชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมา มัคนายกหน่องบอกว่าท่านโดนแทงฟุบอยู่ในกุฏิ จนค่อนรุ่งแกจะไปปลุกท่านลงมาบิณฑบาตจึงได้ไปพบเข้า”
“ยังดีนาที่รอดมาได้”
“ใช่แล้วพี่ยอด”
“พอจะรู้ไหมครับว่าฝีมือใคร”
“บาปกรรมแท้ๆ คนแทงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับเป็นพระหนุ่มลูกวัดแกเอง พระเก่งที่คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านนั่นละ”
“อ้าว ผมนึกว่าเป็นพวกขี้ยาที่เจ้ามือหวยจ้างมาเสียอีก” ยอดชายเอ่ย เหลียวมองไปรอบๆ จึงได้เห็นว่าที่ม้านั่งห่างออกไปมีพระหนุ่มอีกรูปหนึ่งกับมัคนายกหน่องนั่งอยู่
“ใช่พี่ แรกๆ พวกผมก็คิดอย่างนั้น แต่พระเชษท่านยืนยันว่าเห็นพระเก่งแทงหลวงพ่อจริง แล้วตอนนี้ก็หายตัวไปแล้วครับ”
“นุ่งผ้าเหลืองแท้ๆ ไม่น่าเลย” ยอดชายส่ายหน้า
“มีใครตามตัวพระรูปนั้นได้หรือยังครับ”
“หลบหนีไปแล้วครับหัวหน้ารุกข์ เจ้าหน้าที่เราติดตามไปตั้งแต่เช้าแต่ยังไม่ได้วี่แววเลย ยังกับหายเข้ากลีบเมฆ อาวุธก่อเหตุก็หายไปด้วย ไม่รู้ว่าผู้ต้องสงสัยพกอาวุธอื่นด้วยหรือเปล่า”
“อันตราย ชาวบ้านอาจไม่รู้แล้วหลงเข้ามาช่วยพาหนีเพราะเห็นนุ่งผ้าเหลือง” ยอดชายเอ่ย สีหน้าของตำรวจเคร่งขรึมขึ้น
“ผมจะเอากำลังพิทักษ์ป่าช่วยออกติดตามค้นหาบนผาพยับเมฆเองครับ อายอดกลับไปส่งผมที่อุทยานฯ ที”
“ผมไปด้วยครับหัวหน้า”
“ผมจะเอาแค่คมคายกับอิสระไป จะได้คล่องตัว ฝากอาดูแลที่อุทยานฯ แล้วก็ไปส่งผมก็พอแล้วครับ”
----------
ค่ำวันเดียวกันนั้น ขณะที่รุกข์ คมคาย และอิสระรอนแรมแกะรอยพระเก่งผู้ต้องสงสัยทำร้ายร่างกายภิกษุร่วมสำนักสงฆ์ปางตาย อินถวากับพ่อก็ได้ต้อนรับอายอดชายที่มาเยี่ยมเยือนยามเย็น ทั้งสามปลีกตัวไปนั่งสนทนากันอยู่ที่เรือนน้อยส่วนที่ต่อเติมให้อินถวาเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงเอะอะจากหลานสาวหลานชายวัยซนของพ่อเปรม
“ฝนพรำๆ แบบนี้เป็นไข้ง่าย จิบชาคาโมมายล์เสียหน่อยนะคะอายอด”
“อืม หอมดีจริง ขอบใจนะหนูอิน”
“ค่ะ รับน้ำผึ้งหรือมะนาวสักซีกไหมคะ”
“ไม่ละ นี่ก็หอมติดปากติดลิ้นกำลังดีแล้ว แหม...มีลูกสาวคอยดูแลเอาใจใส่แบบนี้สินะพี่เปรมถึงได้แข็งแรงขึ้นทุกวัน”
“รู้สึกว่าดีขึ้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าแม่เขาจะใจดีให้ยายหนูอยู่ดูแลพ่อไปอีกนานเท่าไร”
“ก็จนกว่าพ่อจะหายดีหรือไม่ก็เบื่อลูกแล้วน่ะสิคะ”
“จริงหรือลูก ขอบใจนะลูกพ่อ” มือแห้งเหี่ยวลูบผมยาวสลวยของลูกสาว อินถวาสวมผ้าซิ่นสีหมากสุกและเสื้อสีขาวนวลๆ หล่อนดูสว่างไสวในแสงอุ่นของโคมไฟประดับสวน
“นี่แน่ะหนูอิน อาขอถามหน่อยเถอะ นึกยังไงถึงได้เอาหมากพลูบูชาไปที่โค้งอีเกสร นี่ดีนะที่หัวหน้ารุกข์เป็นคนขับ ถ้าเป็นคนอื่นคงชนหนูแน่”
“ค่ะ... แต่ก็เป็นหัวหน้ารุกข์นั่นแหละค่ะที่ทำให้อินต้องเอาของไปที่นั่น”
“อ้าว”
“ก็เขาทำให้อินรู้สึกว่าสองแม่ลูกนั่นอยู่ที่นั่นจริง อินหมายความว่าท่าทางของหัวหน้าทำให้อินเชื่อว่าต้องมีอะไร แล้วพ่อก็บอกเรื่องแม่เกสรกับลูกสาว อินก็เลยคิดจะทำบุญไปให้พวกเขาเท่านั้นเองค่ะ”
“แล้วทำไมหนูไปยืนกลางถนนที่ทางโค้งนั้นล่ะ”
“อิน...กำลังจะข้ามถนนค่ะ แต่อยู่ดีๆ ใจมันเกิดลังเลขึ้นมา อินเองยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้เกิดอยากจะหยุดเดินแล้วหันกลับไปดู อยากแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้บ้าคิดไปเอง ปกติอินไม่ใช่คนลังเลนะคะ”
สองผู้อาวุโสสบตากันด้วยความกังวล
“อาว่าเรื่องที่หัวหน้าติดรถหนูขึ้นไปอุทยานฯ ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกกระมัง อาทำงานกับหัวหน้ารุกข์มานาน ถึงจะอายุยังน้อยแต่อาก็ได้เห็นฝีมือในเรื่องพวกนี้ของหัวหน้ามามาก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หัวหน้าแกเป็นประเภทถึงลูกถึงคน เข้าป่าทีป่าแตก”
“ฝีมือฉกาจเหมือนพรานเสนีพ่อของเขาสินะ”
“ใช่พี่ เสียดายที่พรานแกหายตัวไป”
“หายตัวไปหรือคะ”
“ใช่แล้วลูก พรานเสนีพ่อของหัวหน้ารุกข์หายตัวไปในป่ากว่ายี่สิบปีแล้ว ตอนนั้นพ่อเองก็เพิ่งมารับราชการใหม่ อุทยานแห่งชาติผาพยับเมฆเพิ่งก่อตั้งได้ไม่กี่ปี ช่วงนั้นมีเรื่องมากเพราะก่อนหน้านั้นมีการอพยพชาวบ้านลงมาอยู่พื้นราบกันหลายหมู่บ้าน บริเวณอ่างเก็บน้ำนั่นคือบ้านเก่า ใต้น้ำมีทั้งวัดวาอารามและบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้ก้นอ่าง”
“จริงหรือคะ บนผาพยับเมฆเคยมีหมู่บ้านหรือ”
“เรียกได้ว่าเป็นชุมชนใหญ่เลยทีเดียวล่ะหนูอิน เดิมอาก็เคยอยู่บนบ้านผาผึ้งบนเขานั่น เดี๋ยวนี้เวลาไปป่ายังเห็นซากทับวัวทับควายของชาวบ้านเดิมอยู่ แต่ตอนนี้ป่ากับน้ำก็กลืนมันไปจนเกือบหมดแล้วล่ะ” ยอดชายผู้เป็นคนในพื้นที่เอ่ย ก่อนจะยกชาที่เริ่มเย็นชืดขึ้นจิบ
“นี่อายอดเคยอยู่บนผาพยับเมฆเหรอคะเนี่ย” อินถวาเบิกตากว้าง ยอดชายพยักหน้า
“ก็ก่อนที่ทางการจะทำการพัฒนาเพื่อปราบปรามขบวนการปลดแอกประชาชนสมัยนั้นน่ะ”
“อินเคยอ่านหนังสือเรื่องพื้นที่สีชมพู เป็นผาพยับเมฆนี่เองใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วลูก และมีพื้นที่หลายจังหวัดด้วยกัน ช่วงนั้นการต่อสู้ดุเดือดน่าดู”
“พ่อคงลำบากมากใช่ไหมคะ สมัยเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า”
“ก็...เกือบแย่ไปหลายครั้งเหมือนกัน” นายเปรมพูดเสียงต่ำ ความคิดจมหายไปในอดีตเมื่อวัยหนุ่ม “พ่อเป็นคนนอกพื้นที่ เวลาเดินป่าเลยลำบากพลาดไปหลายครั้งเหมือนกัน”
“พ่อของหนูเป็นคนดีผีคุ้มน่ะหนูอิน หลงไปในป่าตั้งหลายหนยังรอดออกมาได้ แถมไม่เป็นอะไรอีกต่างหาก”
“ไม่มีผีที่ไหนหรอกยอด คนเรานี่ล่ะ”
“คนบนเขาช่วยพ่อไว้เหรอคะ”
เปรมเพียงพยักหน้า แต่หลบตาลูกสาวพลางกระแอมในลำคอแล้วเสยกแก้วชาขึ้นจิบก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“ทีหลังมีอะไรหนูก็ต้องเชื่อฟังหัวหน้ากับอายอดนะลูก ผาพยับเมฆเป็นป่าใหญ่ มีอะไรมากมายที่เราไม่อาจล่วงรู้ได้ พ่อเป็นห่วง”
“ค่ะ” อินถวารับคำเสียงเบา
เฮ้อ แต่จะให้เชื่อฟังหัวหน้าจอมเผด็จการไปเสียทุกอย่างเชียวหรือ แม้กระทั่งคำแนะนำประหลาดๆ อย่างเรื่องการทำบุญทำทานหรือการเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร หล่อนก็ต้องฟังเขาอย่างนั้นหรือ
พ่อกับอายอดไม่คิดว่ามันจะเป็นการเผด็จการไปหน่อยหรือยังไงนะ
“หัวหน้ารุกข์น่ะแกเข้มงวดไปอย่างนั้นเอง ยิ่งเรื่องงานแกยิ่งเอาจริงเอาจัง แก่ๆ อย่างอาถ้าทำผิดก็โดนเหมือนกัน”
บทสนทนาที่บ้านอดีตนายช่างเปรมดำเนินไปเรื่อยๆ ในขณะที่บนยอดเขาสูง สามพิทักษ์ป่าหนุ่มเหยียบย่างลึกเข้าไปในป่าหนาทึบมากขึ้นทุกที
“ฮัดเช้ย!”
“เบาๆ หัวหน้า ถ้าพระมือมีดอยู่แถวนี้เดี๋ยวรู้ตัวหมด จามแบบนี้สาวที่ไหนนินทาหรือเปล่านี่”
“สาวบ้าอะไร เดินต่อไป!” เสียงเข้มคำรามใส่ คมคายหดคอหันมากระซิบกับอิสระ
“หัวหน้านี่ยังไงนะไอ้อิส พูดถึงสาวทีไรฮึ่มฮั่มทุกที หรือว่าจะไม่ชอบสาว”
“เดินๆ ไปเถอะน่าพี่คม ปั๊ดเดี๋ยวนายก็ถีบตกเขาหรอก”
“เออ!”
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **