
แม้เห็นว่าค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติที่จัดให้เยาวชนจากสถานศึกษาต่างๆ เวียนมาอยู่ทุกปี เป็นเรื่องไม่คุ้มกับงบประมาณและแรงงานเจ้าหน้าที่ที่มีภารกิจหนักอยู่แล้ว แต่เช้าของวันรุ่งขึ้นรุกข์ก็ยังสั่งให้เตรียมการในทันที เพื่อให้โครงการลุล่วงไปด้วยดีตามที่เคยปฏิบัติกันมา เขาเริ่มจากการพาเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินสำรวจเส้นทางที่จะใช้พาเยาวชนเดินป่า ตรวจตราป้ายบอกทาง ป้ายชื่อพันธุ์ไม้ต่างๆ และจุดพักตลอดระยะทางเดินป่าร่วมห้ากิโลเมตร
“พาเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่จะดูแลอาจารย์และนักเรียนหญิงไปเดินสำรวจด้วยนะคมคาย จะได้อธิบายให้กันฟังได้ พวกผู้หญิงชอบชมนกชมไม้รายทาง จะได้ไม่ลำบากพวกเอ็งในการมานั่งอธิบาย”
“ไม่ลำบากเลยครับหัวหน้าจริงๆ ผมขออาสาเลยละกัน” คมคายรีบออกหน้าออกตาจนเรียกเสียงเป่าปากจากเพื่อนร่วมงานรุ่นกระทง
“หึ ขืนให้มึงพาเขาชมป่า เป็นได้แกล้งพาเดินหลงไปติดถ้ำให้กูต้องปวดหัวอีกสิวะ ไปจัดเจ้าหน้าที่หญิงมาสักสามสี่คน”
“ครับผม” คมคายแจ้นหอบคำสั่งหัวหน้าไปสั่งการต่อที่แผนกการเงินเป็นแห่งแรก
ช่วยไม่ได้ ก็เขาอยากเห็นหน้านางฟ้าลายพรางสักเจ็ดวันเจ็ดคืนติดๆ กันนี่นา บรรยากาศรอบกองไฟหนาวๆ แสงดาวในคืนเดือนมืดและเสียงเพลงกล่อมไพรคงเป็นใจน่าดู
โอ้ คิดแล้วหัวใจพิทักษ์ป่าหนุ่มก็เต้นถี่ด้วยความลิงโลด
เขาคัดสรรพิทักษ์ป่าสาวๆ มาได้ทั้งหมดสามคนด้วยกัน และแน่นอนว่าอินถวาเป็นหนึ่งในนั้น หล่อนรับคำสั่งอย่างไม่อิดเอื้อน หลังจากได้เอกสารจากมือรุกข์แล้ว หล่อนก็ลงไปส่งเอกสารให้โรงเรียนในตัวจังหวัดด้วยตัวเอง และมีโอกาสได้พบกับกลุ่มผู้นำนักเรียนที่จะมาเข้าค่ายด้วย
เด็กๆ เหล่านั้นต่างกระตือรือร้นกับการเข้าค่ายยิ่งนัก ในเมื่อได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์ป่าคนหนึ่งแล้วอินถวาก็อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อปลูกฝังให้พวกเขารักษาทรัพย์สมบัติทางธรรมชาติของผาพยับเมฆเอาไว้สืบไป
สายวันถัดมาหลังจากการเข้าแถวตามปกติ รุกข์เรียกรวมพลคนที่ถูกมอบหมายให้เดินทางสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ลานหน้าตึกอำนวยการกลาง เพื่อเดินทางสำรวจความพร้อมของเส้นทาง ทันทีที่เห็นร่างบอบบางราวกับจะปลิวลมในชุดลายพราง รุกข์ก็หันไปถลึงตาใส่คมคาย
“นี่น่ะหรือพิทักษ์ป่าที่จะไปด้วย”
“ขะ...ครับ น้องอินอยากเดินป่าครับหัวหน้า มาทำงานตั้งหลายเดือนแล้วยังไม่ได้เข้าป่าเลย” คมคายหลุบตาทำท่าจะกระโดดหนี
“เส้นทางเดินเท้าสามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่ง่ายๆ ถ้าเป็นอะไรไปมึงรับผิดชอบก็แล้วกัน”
“ได้ครับผม” คมคายรับคำเสียงดังฟังชัดจนพิทักษ์ป่าหญิงสามคนที่เดินมารวมกลุ่มได้ยินกันหมด อินถวาแต่งกายรัดกุมในชุดลายพรางชุดที่สอง หล่อนมีเป้สะพายหลังสีดำเล็กๆ อัดแน่นไปด้วยของกินเล่นมีประโยชน์ น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาล และกล้องถ่ายรูป หล่อนและพิทักษ์ป่าสาวอีกสองคนมายืนรวมกับเจ้าหน้าที่ชายอีกสี่คนซึ่งรวมอิสระ คมคาย และหัวหน้ารุกข์เข้าไปด้วย
อินถวาเคยพบหน้าพิทักษ์ป่าหญิงทั้งสองคนแล้วหลายครั้ง คนหนึ่งชื่อสุพรรษ หรือพี่นุ้ยที่เคยมาช่วยงานเอกสารหล่อน สุพรรษเป็นสาวใหญ่รูปร่างท้วมหากทะมัดทะแมง บุคลิกลักษณะเฮฮา ห้าวหาญอย่างชาย สุพรรษพื้นเพเป็นคนดงขมิ้นแต่กำเนิด ส่วนจี้ หรือจีราพร สาวเปรียวผู้จบจากคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดัง หล่อนพูดจาท่าทางเฉลียวฉลาด รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สูงโปร่งสมส่วนชวนมอง จีราพรเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ประสบการณ์ในการเดินป่าของหล่อนไม่ด้อยไปกว่าพิทักษ์ป่าคนอื่นๆ เลย อินถวารู้สึกโล่งใจที่ทุกคนดูเป็นมิตรและคงจะสนิทสนมกันได้ไม่ยากนัก
เสียอย่างเดียว หัวหน้าหน่วยที่ทำหน้ายังกับโกรธใครมาสักสิบชาติเห็นจะได้
----------
ก่อนที่แดดจะร้อนจนเกินไป ทั้งเจ็ดก็ออกเดินทางเข้าไปในป่าผาพยับเมฆจากทางด้านหลังที่ทำการอุทยานฯ มุ่งหน้าตามความลาดชันลงไปยังหุบห้วยที่ทอดยาวลัดเลาะและโตนตาดลงไปในอ่างเก็บน้ำที่กำลังระยับอยู่ในประกายแดดยามสาย ขวามือของพวกเขาคือหน้าผาชัน โตรกธารไหลลงไปยังผืนทรายและผืนน้ำด้านล่างเป็นสายราวกับม่านผืนใหญ่ที่มองเห็นได้จากอีกฟากหนึ่งของอ่างเก็บน้ำ ส่วนด้านซ้ายคือหน้าผาสูงชันชื้นด้วยหยาดน้ำ เขียวครึ้มชอุ่มไปด้วยมอส เฟิร์น และพืชอวบน้ำหลากหลายชนิดที่กำลังออกดอกเล็กจิ๋วน่าเอ็นดูจนอินถวาอดยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพไม่ได้
พิทักษ์ป่าสาวคนอื่นๆ ชินกับการเดินป่าแล้วจึงไม่ตื่นเต้นนัก ในขณะที่อินถวานั้นตื่นตากับการชมนกชมไม้รายทาง หล่อนเป็นลูกสาวและหลานสาวคนเดียวของแม่และยาย ถูกถนอมราวไข่ในหินจึงไม่เคยได้ผจญไพรอย่างนี้ หญิงสาวคิดว่าตนช่างโง่เขลาเหลือเกินที่มัวแต่นั่งจมกองเอกสารในสำนักงานเสียจนไม่มีโอกาสออกมาชมความงามของป่า
หัวแถวยังเดินดุ่มไปตามความลาดชันไม่ลดละ ปลายแถวคือสุพรรษสาวห้าวและอินถวาโดยมีคมคายคอยดูแลไม่ให้เชื่องช้าจนคลาดกันกับกลุ่มข้างหน้า อินถวาเข้าใจว่าต้องรีบ แต่เหมือนว่าดอกไม้น้อยกระจิดริดพวกนั้นโบกไม้โบกมือเรียกหล่อน
แชะ!
“นั่นตระกูลเอื้องหินครับ พืชชอบน้ำ ขึ้นไปอีกหน่อยจะเยอะกว่านี้” คนที่ใจดีรอรั้งท้ายอยู่กับหล่อนบอก
“ดอกสีน้ำเงินเล็กๆ มีเกสรสีเหลือง บอบบางน่ารักจังเลยนะคะ”
หล่อนเอื้อมมือไปใกล้แต่ไม่แตะดอกไม้เล็กๆ ที่เกาะอยู่บนผาหินชื้นเหนือศีรษะนั่น คมคายยิ้มกว้างพยักหน้าเห็นด้วย
“ส่วนนั่นต้นประดับหินครับ ดอกขาวๆ ต้นเกาะอยู่กับตะไคร่น้ำ”
“สวยประดับประดาหินสมชื่อนะคะ” อินถวาบันทึกภาพไว้อีกครั้ง “อุ๊ย นี่ดอกจิ๋วเชียว สีชมพูอมม่วง รูปร่างเหมือนนกเลยค่ะ” หล่อนชี้ไปที่พืชน้อยๆ ในซอกหินที่กำลังชูช่ออวดความน่าเอ็นดู
“ทิพเกสรครับ บ้านๆ เราเรียกนกน้อย”
“นกน้อย น่ารักค่ะ”
“ครับ” ไกด์อาสายิ้มกว้าง
สุพรรษเดินเตร่เข้ามาพิศมองดอกไม้นั้นด้วยพลางว่า “น้องอินช่างสังเกตดีนะ แบบนี้ศึกษาสักหน่อยคงเป็นไกด์ให้เด็กๆ ที่เข้าค่ายได้สบายเลยฮะ”
“โอย อินต้องเรียนพร้อมเด็กๆ ล่ะไม่ว่าค่ะ พี่นุ้ยสอนด้วยนะคะ”
อินถวาขอพลางยิ้มบาง คมคายคันปากยิบๆ ที่พิทักษ์ป่าสาวห้าวเป้งทำท่าจะจีบนางฟ้าลายพรางแข่งกับเขา
“ไปกันเถอะครับน้องอิน เดี๋ยวไม่ทัน หัวหน้ารุกข์ไปโน่นแล้ว ข้างบนมีสวยกว่านี้อีก”
“ค่ะ” หล่อนผละจากดอกไม้มา ไม่อยากชักช้าให้คนอื่นต้องรอนาน ใจนึกว่าหากมีโอกาสจะขึ้นมาเก็บภาพดอกไม้สวยๆ เหล่านี้เองให้ได้
หนทางที่อยู่ด้านหน้าลดหลั่นต่ำลงจนเกือบถึงก้นเหว อากาศเย็นสบายทำให้เดินได้ไม่ลำบากนัก เว้นแต่ทางเดินที่ค่อนข้างลื่นจนต้องค่อยๆ ไปอย่างระมัดระวัง แต่คำว่าระมัดระวังกับเชื่องช้าไม่เคยมาด้วยกันในสารบบของหัวหน้าพิทักษ์ไพรรุกข์
ฝีเท้ายาวๆ ที่ก้าวสม่ำเสมอของเขาไม่ได้ลดความเร็วลงเลย แม้หางตาจะเห็นว่าปลายแถวค่อนข้างปัดเป๋ ดีหน่อยเห็นจะเป็นจีราพรรุ่นน้องวนศาสตร์ที่เดินตามหลังเขามาติดๆ อย่างไม่ปริปากบ่น
เดินมาได้ราวสองชั่วโมง แดดที่เล็ดลอดยอดไม้เริ่มบางลง เพราะป่าที่หนาขึ้น ทางเดินที่ลาดลงต่ำกลับตวัดวนไปตามขอบผาหมิ่นเหม่น่าหวาดเสียวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งหมดเดินอยู่บนทางเดินที่บางตอนมีไม้พาดเป็นสะพานตรงช่องหินขาด มีราวไม้ไผ่ที่สร้างไว้ให้เกาะและค่อยๆ เดินไปเหนือหุบเหวเลียบผาหิน ป่ายิ่งลึกธรรมชาติยิ่งงดงามและมีอันตรายมากยิ่งขึ้น หัวแถวเริ่มชะลอความเร็วลง และเมื่อไปถึงลานพักกว้างที่สร้างด้วยระเบียงไม้ไผ่ระยอดไม้ซึ่งเป็นครึ่งทางของการสำรวจ พวกเขาก็หยุดพัก
รุกข์เดินไปนั่งบนกิ่งมหึมาของมะค่ายักษ์ที่เป็นฐานรองรับระเบียงไม้ที่พวกเขาเองขึ้นมาสร้างไว้เมื่อสองปีก่อน พิทักษ์ป่าหนุ่มสาวคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันไปนั่งพักดื่มน้ำเอาแรง ชั่วขณะหนึ่งที่ทุกคนกำลังดื่มน้ำที่พกพามา เสียงพูดคุยของพวกเขาเงียบหาย เสียงของป่าเริ่มดังขึ้น
โป๊กๆๆๆ
เสียงนกไพรร่ำร้อง มันกระพือปีกบินโฉบจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่งอย่างไม่ไว้ใจมนุษย์ อินถวาแหงนหน้ามองทะลุยอดไม้หนาๆ ของมะค่าเฒ่า เห็นปลายปีกนกกระพือก็เพ่งมองด้วยความสนใจ นกสีน้ำตาลแดงแซมดำตัวนั้นโผไปแล้วโผกลับมาราวกับมันมีห่วง อินถวาลุกจากระเบียงไม้ไผ่ หล่อนจรดปลายเท้าไปชิดกับหน้าผา ตรงนั้นทำให้มองเห็นรังนกขนาดใหญ่ที่ยอดไม้ได้ถนัดตา เมื่อหล่อนยกกล้องขึ้นส่องซูมดูจึงได้เห็นจะงอยปากเหลืองๆ ของนกตัวจ้อยๆ สี่ห้าตัวอ้ากว้างชูคอ เรียกร้องหาอาหาร ปลายเท้าเบาราวปุยนุ่นขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนกระทั่ง...
“น้องอินระวัง!” เสียงของคมคายดังลั่น แต่เขายังช้ากว่าคนที่พิงอยู่โคนต้นมะค่าไม่ไกล ปืนลูกซองยาวในมือเหวี่ยงกระแทกสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าลำแขนเด็กที่ทิ้งตัวลงมาชูคอหราอยู่ห่างจากข้างแก้มของคนที่กำลังส่องนกเพียงไม่ถึงคืบ มือขวาเขารวบเอวบางเหวี่ยงกระชากออกห่าง ขณะที่ปืนของเขากดเจ้ามัจจุราชสีน้ำตาลเข้มกับหินผา มันยังพยายามจะชูคอฉกข้อมือเขา โชคดีที่รุกข์สวมเสื้อผ้าป้องกันและถุงมือแน่นหนา เมื่อร่างในอ้อมแขนของเขาตั้งหลักได้ รุกข์ก็ปล่อยด้ามปืนให้เจ้างูหล่นร่วงลงไปด้านล่าง แล้วเลื้อยจากไปพร้อมบาดแผลที่ไม่ได้เอาชีวิตมัน
“งูเห่านี่ฮะหัวหน้า” สุพรรษมองตามด้วยความกังวล ขนาดของมันใหญ่พอที่จะล้มวัวควายได้ทั้งตัว แต่หัวหน้ากลับปล่อยมันไป สุพรรษเข้าใจคำว่าพิทักษ์ไพร แต่ป่าบางครั้งก็โหดร้ายมากเหลือเกิน
ล่าหรือถูกล่า มีเท่านั้นเอง
“ไม่เป็นไร ทางใครทางมัน” คนเป็นหัวหน้าพูด เขาวางปืนลง มือที่รวบเอวบางของคนที่เพิ่งเฉียดความตายมาหมาดๆ ค่อยๆ คลายออก เพราะร่างบางสั่นระริกจนน่ากลัวว่าจะเป็นลมเป็นแล้งไป อินถวาต้องเกาะแขนของสุพรรษเพื่อจะไม่ให้ตนเข่าอ่อนลงไปกับพื้น
“ต่อไประวังหน่อย ไม่เพียงแต่คุณหรอกที่อยากส่องนก งูมันก็เหมือนกัน”
“ค่ะ...หัวหน้า ขอบคุณค่ะ” หล่อนประนมมือไหว้เขา รุกข์พยักหน้าแล้วก็เดินไปเสียทางอื่น เขากับความอ่อนแอของลูกผู้หญิงไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไรหรอก
“โชคดีนะคะที่หัวหน้าตาไว ตัวขนาดนั้นพิษไม่เบาเลย” จีราพรเอ่ย
“ครับ หัวหน้าคงเห็นตั้งแต่มาถึงแล้วล่ะ งูมันชอบอาบแดดแถวคาคบแห้งๆ แบบนั้น บางทีก็ซุ่มรอเหยื่อ น้องอินไม่เป็นไรนะครับ” คมคายถาม
“ไม่ค่ะ แค่ตกใจนิดหนึ่ง เผลอไม่ได้เลยนะคะ ในป่าแบบนี้ เดินอยู่ดีๆ กลายเป็นเหยื่อไปเสียได้”
“ครับ แต่มากับหัวหน้ารุกข์ไม่ต้องกลัวครับ รายนั้นไปป่าไหน ราบป่านั้น”
“น้อยๆ หน่อยเถอะพี่คม” จีราพรแย้งความคะนองปากของอีกฝ่าย “เรื่องแบบนี้หัวหน้าถือนะ เข้าป่าห้ามพูดจาโอ้อวด” พิทักษ์ป่าสาวตาคมปราดเปรียวดุคมคายจบก็เดินตัวปลิวตามหัวหน้าไป อิสระที่อยู่ใกล้ๆ ทำท่าถูกเชือดคอเย้ยคมคายให้ได้หัวเราะกันเล่นคลายเครียด

