ทดลองอ่าน บังบด : ตอนที่ 18

 

 

ตอนที่ 18

 

 

แสงตะวันลับยอดไม้ไปพักใหญ่แล้ว แต่ยังแสงฉานเฉดสีประหลาดระบายขอบฟ้า หากรุกข์ อิสระ และคมคายไม่มีเวลาชมแสงสุดท้ายของวัน ร่องรอยสดใหม่ปะปนกันมากมายจากชาวบ้านที่ขึ้นเขาหาของป่าทำให้การค้นหาใครสักคนในขุนเขาใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งคิดว่าพระรูปนั้นอาจมีอาวุธร้ายที่อาจใช้ทำร้ายชาวบ้านที่เห็นแก่ผ้าเหลืองที่ถือครอง พวกเขายิ่งเร่งรีบสุดกำลัง

หากคืนนี้เป็นคืนแรกที่พระรูปนั้นต้องค้างแรมกลางป่าผาพยับเมฆตามลำพัง พวกเขาก็อาจได้เปรียบในเรื่องที่คุ้นเคยกับป่ามากกว่า และอีกฝ่ายอาจจะได้รับบาดเจ็บมาบ้าง

‘อาตมาไปยื้อยุดกับพระเก่ง แย่งมีดจนได้แผลมา คิดว่าได้ซัดไปหมัดสองหมัดป้องกันตัวจากคมมีด แต่ก็หนีไปจนได้เพราะอาตมามัวห่วงหลวงพ่อเลยไม่ได้ตามไป’

นั่นคือคำให้การของพระเชษ นัยว่าพระเก่งแทงหลวงพ่อเพราะขัดใจที่ไม่ได้เงินส่วนแบ่งจากญาติโยมมากเท่าที่ต้องการ ความโลภและความโกรธทำให้ลงมือเพื่อชิงทรัพย์

ทางเดียวที่จะรู้ความจริงได้คือไปตามพระเก่งมาสอบปากคำ พร้อมกับหลวงพ่อหากท่านรอดจากการผ่าตัดเมื่อบ่ายที่ผ่านมา

“ถ้าเป็นผมจะหนีตามทางเกวียนเก่าลัดเลาะตัดผ่านหลุบคำบักอิน ขึ้นไปเอวขันแล้วลงเขาอีกฟากไปรอโบกรถที่จะวิ่งไปมุกดาหาร ข้ามโขงไปลาวเสียเลย”

“ทั้งๆ ที่ไม่ได้อะไรไปเลยอย่างนั้นหรือ” รุกข์ถามพลางกระดกน้ำในกระติกเข้าปาก

“ไม่ได้เลยหรือครับหัวหน้า” อิสระถาม

“มัคนายกบอกว่าพระเก่งไม่ได้อะไรไปเลยนอกจากมีดกับย่ามส่วนตัว เงินทองไม่ได้หายไปไหน”

“เงินทองมากขนาดไหนนะครับถึงทำให้พระแทงพระได้”

“มากขนาดที่สามตัวบนจะบันดาลนั่นละอิสระ ชาวบ้านบางคนถูกสี่ห้าหมื่น หรือเป็นแสนๆ ก็ยังมี” คมคายเฉลยให้

“โอ้โห ไม่บอกกันบ้าง” อิสระบ่นทีเล่นทีจริง

“ของพวกนี้มีได้มีเสีย ที่สำคัญไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ หรอกนะ”

“แล้วหลวงพ่อใบ้หวยแม่นจริงๆ เหรอครับ”

“จริงไม่จริงก็หลายงวดติดๆ กันแล้ว” คมคายบอก

“โห แบบนี้ก็มีแต่ได้กับได้สิครับ จะเสียอะไร”

“คนให้หวยเองจะรอดมิรอดแหล่นี่ ยังไม่ว่าเสียอีกหรืออิสระ” รุกข์พูดแล้วก็สาวเท้าออกเดินทางรุดลึกเข้าไปในป่าที่เริ่มมืดสนิท

“พักที่เอวขันนะคืนนี้ เอาแรงสักงีบค่อยไปหลุบคำบักอิน ออกดานมดแดงต่อไป”

“ครับหัวหน้า ยังดีกว่าพักหลุบคำบักอินนะอิสระ” คมคายกระซิบ

“จริงด้วยพี่คม บรื๋อ แค่คิดก็ขนหัวลุกแล้ว”

“เรียกหาเข้าสิวะ คืนนี้จะได้ไม่ต้องหลับต้องนอนกัน”

“ปะ...เปล่าเรียกหาครับผม ไม่ต้องมานะครับ ผมไม่ได้เรียกจริงๆ สาธุ”

พื้นที่ผาพยับเมฆตรงที่ชาวบ้านเรียกว่าเอวขัน มีสภาพทางธรรมชาติที่น่าพิศวงยิ่งนัก ด้วยเป็นแท่นหินมหึมาที่ตั้งอยู่กลางป่าเขา มีรูปร่างคล้ายพานคอดกิ่วตรงกลาง ด้านบนกว้างขนาดบ้านคนหลังหนึ่งเป็นดินเพียงมีหญ้าและพืชพรรณขึ้นปกคลุม ส่วนเอวหรือบริเวณที่คอดกิ่วเป็นหินที่มีลวดลายขวางเป็นริ้วสีเหลืองสลับแดงขาวสวยงาม ส่วนตีนเหมือนตีนพานเป็นหินดานแบนราบน่าพักอาศัย ต่ำลงไปจากเอวขันเป็นสายน้ำลำธารป่าที่ไม่เคยเหือดแห้งชั่วนาตาปี

รุกข์ อิสระ และคมคายมาถึงเอวขันเมื่อฟ้าเกือบมืดแล้ว ไฟจึงเป็นสิ่งแรกที่พวกเขาก่อขึ้น ตามมาด้วยการปัดกวาดที่หลับที่นอนบนดานหินสูงจากพื้นพอพ้นจากสัตว์มีพิษต่างๆ จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนและหุงหาอาหารที่พกติดเป้ลายพรางมาด้วย

“อิสระเคยมาเอวขันแล้วใช่ไหม”

“เคยครับหัวหน้า มาลาดตระเวนสำรวจสัตว์และต้นไม้ตีแผนที่ แต่ยังไม่เคยค้างคืนครับ” พิทักษ์ป่าหนุ่มศิษย์น้องร่วมมหาวิทยาลัยและอุดมการณ์เดียวกันตอบ รุกข์ชื่นชมในความกระตือรือร้นเต็มไปด้วยไฟฝันของชายหนุ่ม แต่ป่าก็คือป่า มันมีความยากหยั่งถึงที่รุ่นพี่และหัวหน้าอย่างเขาจะต้องคอยเตือนให้ระวังตัวอยู่ทุกฝีก้าว

“ชั่วโมงบินการนอนป่าของนายก็ไม่น้อย แต่ยังไงคืนนี้ก็อย่าประมาท”

“ครับหัวหน้า”

“คืนนี้อาศัยหินชะโงกของเอวขันป้องกันลมหนาว พักที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ค่อยลงไปหลุบคำบักอินแล้วขึ้นดานมดแดงต่อไป”

“ครับหัวหน้า”

คมคายกำลังจัดการกับอาหารเย็นง่ายๆ จำพวกเนื้อแห้ง ข้าวกระบอกไม้ไผ่และน้ำพริกป่า อิสระวางเป้ลง หยิบกล้องที่เป็นของชอบส่วนตัวขึ้นมาเล็งแล้วกดชัตเตอร์เก็บภาพไปรอบๆ

ป่ามืดแล้ว ความหนาวเย็นแผ่ปกคลุมโดยรอบ คนที่เหนียวตัวมาทั้งวันนึกอยากชำระร่างกายก่อนที่อากาศจะหนาวไปกว่านี้

“พี่คม ข้างล่างนั่นเป็นลำธารเหรอ ผมว่าผมได้ยินเสียงน้ำ”

“เออ ไม่ได้ใส่แผนที่ไว้เหรอวะ รอบที่มาสำรวจ” เมื่อโดนถามอิสระก็นิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วก็ลูบท้ายทอยพยักหน้ายิ้มแห้งๆ “เอ่อ ใส่ไว้แต่ลืมเอง”

“ว่าละ นายลงไปอาบน้ำอาบท่าสิ ตักน้ำขึ้นมาด้วยเดี๋ยวจะได้หุงข้าวกระบอกไม้ไผ่ให้กินอร่อยๆ”

“ครับ” อิสระเก็บกล้องเข้ากระเป๋า ค้นเอาของใช้ส่วนตัวแล้วก็ทำท่าจะผละลงไปที่ลำธาร

“อิสระ จำเรื่องที่กอเตยไม่ได้หรือไงวะ ไปไหนอย่าทิ้งปืน”

“เอ่อ ครับหัวหน้า” ชายหนุ่มยิ้มแหยๆ หันมาคว้าลูกซองประจำตัวแล้วเดินดุ่มหายลงไปที่ลำธารด้านล่าง

จ๋อม!

จ๋อม!

ซ่า!

เสียงผืนน้ำเคลื่อนไหวดังมาจากลำธารด้านล่าง อิสระเงี่ยหูฟังเสียงที่แทรกมากับเสียงธารน้ำไหล

“เอ๊ะ นั่นหมาใคร” เมื่อเขามองไปทางต้นเสียงก็เห็นส่วนหลังและหางของหมาไทยผอมๆ ตัวหนึ่งวิ่งลัดเลาะสุมทุมพุ่มไม้และโขดหินไปมาอยู่ไวๆ

แปลก ค่ำมืดแล้วชาวบ้านยังไม่ลงจากเขาอีก หรือเจ้านี่จะหลงทาง

อิสระนึกพลางสอดส่ายสายตามองหาเจ้าของและหมาตัวนั้น เขายังได้ยินเสียงน้ำเคลื่อนไหว

จ๋อม

จ๋อม

ซ่า!

คราวนี้มันดังมาจากหลังก้อนหินใหญ่ อิสระเดินตรงไปทางนั้นทันที ตรงนั้นเขาเห็นหญิงสูงวัยคนหนึ่งกำลังยืนก้มๆ เงยๆ ทำอะไรอยู่

“อ้าว ป้า ยังไม่กลับลงเขาอีกเหรอครับ ค่ำมืดแล้ว ช้อนปลาหรือจับปูคายครับนั่น” อิสระร้องทัก เมื่อเข้าไปใกล้เขาจึงเห็นว่าเป็นหญิงวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่ง นางสวมเสื้อผ้าสีทึมรัดกุม นุ่งผ้าซิ่น เอวคาดด้วยภาชนะใส่กุ้งหอยปูปลาที่ชาวบ้านเรียกว่า กระหยัง สองมือจับกระด้งรูปครึ่งวงกลมสานจากไม้ไผ่เช่นเดียวกัน ปักมันลงเลนแล้วใช้เท้าเตะน้ำโดยรอบไล่กุ้งหอยปูปลาให้เข้าไปในกระด้ง แล้วแกก็ยกมือขึ้นเท้ากับเอวให้น้ำไหลออกแล้วจึงเขี่ยเก็บสัตว์น้ำที่ต้องการ

จ๊อกๆๆ

เสียงน้ำไหลจากเสื้อผ้าและกระด้งของนางลงสู่ลำธาร หญิงคนนั้นเหลือบมองเขาด้วยหางตาแล้วขยับไปช้อนปลาบริเวณอื่นที่ห่างออกไปอีก

“อ้าว” อิสระร้องเก้อๆ ลูบท้ายทอยตนเองเบาๆ มองเห็นปืนในมือแล้วก็ได้แต่ปลง ชาวป่าชาวเขาโดยเฉพาะผู้หญิงไม่ค่อยชอบสุงสิงกับพวกพิทักษ์ป่านักหรอก บางครั้งพวกเขาถูกมองเป็นศัตรูด้วยซ้ำไปและปืนในมือของเขาก็ไม่ได้เป็นมิตรอะไรนัก

อิสระมองป้าคนนั้นช้อนปลาห่างออกไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงเรียกหมาและเสียงสนทนาดังมาจากทางที่นางยืนอยู่ คงไม่ใช่ใครหรอก ผัวนางกระมัง ค่ำมืดป่านนี้คงไม่มีผู้หญิงที่ไหนขึ้นเขาผาพยับเมฆมาตามลำพัง ชายหนุ่มเลิกสนใจป้าคนนั้น เขาเดินตรงไปในลำธารจัดการชำระล้างร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็ตักน้ำใส่กระบอกจนเต็มแล้วเดินกลับไปยังที่พัก

“อ้าว อิสระมานั่นแล้ว ไม่หนาวเหรอวะ สงสัยข้าจะซักแห้งคืนนี้ ไม่ไหว หนาวพิกล” คมคายดันดุ้นฟืนใส่กองไฟให้โชนแสงมากขึ้น เขาขยับให้อิสระเข้ามานั่งบนลานหิน

“หนาวสิพี่ แต่มันเหนียวตัว ไม่ไหว”

“เออแก่สะอาด”

“เนื้อแห้ง น้ำพริก ข้าวนึ่ง ผักป่าๆ พอประทังไปได้นะ”

“สบายมากครับหัวหน้า กินข้าวป่ามันก็ต้องแบบนี้ล่ะ คิดถึงอายอดนะครับ ถ้ามาด้วยคงได้ชิมเมนูแปลกๆ”

“แกแก่แล้ว ขึ้นเขาลำบาก ฮ่าๆ” คมคายอดกัดหยอกเพื่อนร่วมงานรุ่นอาวุโสลับหลังไม่ได้

“ทนกินขี้มือไอ้พี่คมของนายไปก่อนก็แล้วกันอิสระ”

“ฮ่าๆ ครับ แต่ความจริงเราน่าจะลองจับปลาในลำธารดูบ้างนะครับ”

“เอ็งเห็นปลาชุมเรอะ”

“เปล่าครับ แต่ท่าทางปลาจะเยอะ ผมเห็นชาวบ้านยังจับปลาอยู่ทั้งๆ ที่ค่ำมืดแล้ว”

“หา! ชะ...ชาวบ้านที่ไหนกันวะ” คมคายตาเหลือก ปากที่เคี้ยวเนื้อแห้งอ้าค้าง

“อิสระ ชาวบ้านที่ไหน” หัวหน้าพิทักษ์ไพรถามซ้ำ

“ที่ลำธารนี่ละครับ ป้าคนหนึ่ง แกคงมากับหมาแก ท่าทางจะได้ปลาเยอะ ผมถามแกก็ไม่ยอมพูดด้วย เอาแต่ช้อนปลาอย่างเดียว หรือว่าแกจะกลัวป่าไม้อย่างเรา เป็นพิทักษ์ป่าบางทีก็ลำบากใจนะหัวหน้า ชาวบ้านไม่ค่อยชอบสุงสิงด้วยสักเท่าไร”

“ซวยแล้วไอ้อิสระเอ๊ย” คมคายครางในลำคอ เหลียวมองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา รุกข์ถลึงตาใส่ก่อนจะซักถามเสียงเรียบ

“ชาวบ้านกี่คนอิสระ”

“คนเดียวมั้งครับกับหมา แต่เอ...ผมว่าผัวแกน่าจะมาด้วยนะ ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่ฟังไม่ออกว่าคุยอะไร แกเอาแต่เดินหนีไปน่ะครับ ผมว่าจะถามแกว่าทำไมค่ำมืดแล้วยังไม่ลงเขาไป ลืมไปว่าชาวบ้านอย่างแกอาจจะชำนาญป่ากว่าผมเสียอีก”

“หึ” รุกข์ทำเสียงในลำคอ “ก็ถ้านายอยู่ที่นี่มาชั่วนาตาปีก็คงชำนาญไม่น้อยไปกว่ากันหรอก”

“ชั่วนาตาปี... บรื๋อ ขนลุก” คมคายเขย่าตัวไล่ความรู้สึกขนลุกชันตลอดลำคอด้านหลัง

“อิสระกินข้าวเถอะ กินให้อิ่มแล้วนอนซะ มึงด้วยคมคาย คืนนี้กูจะอยู่ยามเอง”

“สลับกันก็ได้นะครับหัวหน้า ไม่รู้เป็นยังไง ขนาดเหนื่อยๆ แต่ผมไม่รู้สึกง่วงเลย อยากลองเดินเลาะเล่นแถบนี้ถ่ายภาพสัตว์ป่ากลางคืนดูครับ”

“ไม่ได้!” รุกข์ตวาดลั่น ดวงตาคมของเขาลุกวาววามแข่งกับเปลวไฟในกองเพลิง ทำเอาอิสระสะดุ้งโหยง ยิ้มแหยๆ พลางพยักหน้า

“นะ...นอนก็ได้ครับผม”

อิสระจัดการกับอาหารที่เหลืออย่างรวดเร็ว เขาปัดกวาดที่นอนของตนอีกครั้งก่อนจะเอนกายลงนอน พิทักษ์ป่าหนุ่มใช้เป้สนามต่างหมอนหนุน เขาปิดเปลือกตาลงช้าๆ


**เปิดจองเล่ม ตั้งแต่วันนี้ - 7 เมษายน 2569
ลดราคาพิเศษ (ส่งฟรี) พร้อมของแถมโปสการ์ด + ที่คั่นลายปก

และที่คั่นหนังสือแม่เหล็ก Moyl “ไม่ซ้ำลาย” 1 ชิ้น


และพิเศษยิ่งกว่าเดิม‼
⏰ หากสั่งจองภายใน 7 วันแรก ของการเปิดจอง
รับที่คั่นแม่เหล็กไปเลย 3 ชิ้น!

 

รายละเอียดสั่งจอง (คลิก)

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com