
หลายวันต่อมาอินถวาลางานครึ่งวันเพื่อพาพ่อไปพบแพทย์ เพียงแต่ครั้งนี้ทั้งสองไปที่โรงพยาบาลประจำอำเภอแทนโรงพยาบาลศูนย์ในตัวจังหวัด อาการของเปรมดีขึ้นมากตั้งแต่ลูกสาวคนเล็กมาอยู่ด้วย นายแพทย์ที่ดูแลเขาพอใจมากจึงได้ส่งต่อให้โรงพยาบาลอำเภอดูแลต่อ การนัดครั้งนี้จึงใช้เวลาไม่นาน เพียงสิบโมงเช้าสองพ่อลูกก็เดินออกจากตัวตึกโรงพยาบาลขนาดเล็กนั่น
“พ่อเปรม พ่อเปรมมาทางนี้หน่อย” เสียงแหบแห้งดังมาจากยายที่นั่งขายพวงมาลัยและหมากพลูบูชาอยู่ใกล้ศาลเจ้าโพธิ์ใหญ่หน้าโรงพยาบาล แกชื่อยายศรีเป็นหมอทำพิธีของชาวดงขมิ้น
“ป้าศรี ยังขายพวงมาลัยอยู่นี่เรอะ”
“ขายสิ วันนี้วันพระนะ พ่อเปรมไม่อุดหนุนพวงมาลัยหน่อยเรอะ”
“เอาสิ นี่ลูกสาวฉัน รายนี้ชอบไหว้พระทำบุญ”
“โอ...นี่ลูกสาวพ่อเปรมรึ” ยายศรีผู้ชรายกมือทาบอก อีกมือปิดปากหวอ ดวงตาหยีบนใบหน้าเหี่ยวย่นเบิกกว้าง เหม่อมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีดอกดาวเรืองที่กำลังยกมือไหว้นาง
“ยายร้อยเองหรือจ๊ะ” อินถวาถามเมื่อเห็นแม่ค้านั่งเหม่อ เอาแต่จ้องตนเอง
“จะ...จ้ะ หมากพลูบูชาพวกนี้ก็ขายนะ หนูเอาไปสักชุดสิ เผื่อมีใครอยากได้” คำพูดประโยคนั้นทำให้มือที่กำลังเลือกพวงมาลัยดอกมะลิหอมกรุ่นชะงัก “ได้หมากพลูบูชา ดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็อย่าลืมพวกข้าวปลาอาหารนะหนูนะ ขนมนมเนยน้ำท่าเตรียมไปด้วย”
“นี่มันสิบโมงแล้วป้า ลูกสาวฉันจะไปทำงานต่อ คงไม่ได้ไปเพลหรอก”
“ไม่ต้องไปเพลที่วัดไหนหรอก ทำบุญทำทานไม่จำเป็นต้องเป็นในวัดในวา เอาไปให้ใครก็ได้ที่เขาอยากได้ จริงไหมหนู” ยายศรีกุมมือนุ่มแล้วบีบเบาๆ วินาทีนั้นหัวใจของอินถวาอุ่นวาบ ใจนึกถึงคุณยายขึ้นมา
“อย่างนั้นอินเหมาหมดเลยนะคะ”
“ดีจ้ะดี ทำบุญให้เต็มที่ ข้าวต้มขนมซื้อเจ้าในตลาดได้นะหนู อย่าลืมพวกเสื้อผ้า ตุ๊กตา” ยายศรีจ้องลงไปในดวงตาของคนที่ยื่นเงินให้นาง อินถวารู้สึกหนาวในขั้วหัวใจ เปรมยื่นมือมาช่วยถือของพร้อมสังเกตสีหน้าของลูกสาว เมื่อออกรถมาจากโรงพยาบาลอินถวาก็แวะไปซื้ออาหารหวานคาวเสื้อผ้าผู้หญิงและของเล่นเด็ก เมื่อหล่อนกลับมาที่รถ พ่อเปรมจึงเอ่ยถามขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่าลูก”
“คะพ่อ” ลูกสาวยังใจลอยจนน่าเป็นห่วง
“หนูจะเอาของพวกนี้ไปให้ใคร” คำถามด้วยความห่วงใยของพ่อทำให้หล่อนทอดถอนใจ
“พ่อคะ ที่โค้งทางขึ้นอุทยานฯ เคยมีเหตุร้ายอะไรเหรอคะ” คำถามนั้นทำให้ผู้เป็นพ่อเอนหลังพิงเบาะ
“หนูไปเจอมาเมื่อไหร่”
“เมื่อวานตอนไปทำงานค่ะ ดีที่อินมีคนนั่งไปด้วย”
“ใครลูก”
“หัวหน้าพิทักษ์ป่าค่ะ”
“อ้อ เคราะห์ดีนะ โค้งนั้นเรียกกันว่าโค้งอีเกสร เมื่อสักสิบปีก่อนแถวนั้นเพิ่งตัดถนนเสร็จใหม่ๆ เกสรเป็นสาวชาวบ้านผัวทิ้ง บ้านอยู่ตีนเขานั่นละ อยู่กับลูกสาวเล็กๆ คน วันหนึ่งสองแม่ลูกไปหาเห็ดป่า ขี่จักรยานไป ตรงนั้นมันชัน แม่ปั่นไม่ไหวเลยพาลูกเดิน สองแม่ลูกกำลังจะข้ามถนนไปเก็บเห็ดอีกฟากหนึ่ง เคราะห์ร้ายมีรถลงเขามาเบรกไม่ทัน ชนทั้งสองคนตายคาที่ ตรงนั้นจึงมีคนเห็นวิญญาณเกสรกับลูกบ่อยๆ”
“ลูกเห็นสองคนนั้นค่ะ ลูกคิดว่าชนพวกเขาแล้ว” น้ำเสียงของอินถวาสั่นเครือ “ลูกหักหลบ โชคยังดีที่หัวหน้ารุกข์ดึงพวงมาลัยไว้ทันไม่อย่างนั้นคงดิ่งลงเหว”
“โธ่ เคราะห์ยังดีนะลูก” นายเปรมลูบศีรษะลูกสาว ใจหายวาบ
“ค่ะ อินคิดว่าจะเอาของไปให้พวกเขาสองแม่ลูกตามที่ยายบอก”
“พ่อไปด้วยนะลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ อินจะไปทำงานพอดี การที่อินเห็นพวกเขาแบบนั้นอาจจะหมายความว่าพวกเขาต้องการอะไรสักอย่าง ให้อินไปเองนะคะ ยังไงๆ อินก็คงไม่มีพ่อหรือหัวหน้านั่งไปด้วยทุกวันอยู่แล้ว”
“แต่...”
“อินไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะพ่อ”
“แน่ใจหรือลูก”
“ค่ะ อินไม่ได้ทำผิดคิดร้าย รู้แบบนี้แล้วก็มีสติระวังตัว คนมีสติไม่มีอะไรทำร้ายเราได้ จริงไหมคะพ่อ”
“ดีลูก ขอให้ลูกพ่อปลอดภัย พระคุ้มครองนะลูกนะ” เปรมยกมือท่วมหัว เมื่ออินถวามาส่งที่บ้าน ชายสูงวัยก็มองท้ายรถลูกจนลับตาแล้วจึงขึ้นบ้านไปไหว้พระสวดมนต์
อินถวาขับรถออกจากบ้านราวๆ ใกล้เที่ยง กะจะไปถึงในเวลาอาหารกลางวันเพราะหล่อนมีของกินเล่นไปฝากน้อยและสาวๆ เจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่เริ่มสนิทกันหลายคน ท้องฟ้าในยามที่หล่อนออกจากบ้านสว่างจ้า แต่เมื่อมองขึ้นไปบนภูผาพยับเมฆกลับดำทะมึนสมชื่อ อินถวาใช้ฝ่ามือช้อนพระองค์น้อยที่ห้อยอยู่หน้ารถขึ้นจรดหน้าผาก
พระของคุณยายให้ไว้ปกปักษ์รักษาเวลาเดินทางไกล หล่อนจึงได้อุ่นใจเสมอ วันนี้หญิงสาวตั้งใจระลึกถึงมารดาและยายอันเป็นที่รักแล้วก็ตั้งจิตจดจ่อต่อสิ่งที่ตั้งใจทำให้แม่ลูกคู่หนึ่งที่โค้งอีเกสรตามคำบอกของพ่อ
เมื่อเข้าเขตอุทยานแห่งชาติ อากาศรายรอบก็หวานชื่นขึ้น ป่าทำให้สองข้างทางเย็นร่มรื่น รถราวิ่งสวนทางมาน้อยคันนัก รถของอินถวากลืนผ่านเงาแมกไม้และสายลมโชยเอื่อยยามปลายฝน เมื่อขับเข้าไปใกล้บริเวณโค้งอันตรายแห่งนั้นหญิงสาวก็ชะลอรถลงช้าๆ ก่อนจะจอดลงที่ใต้ร่มเงาต้นมะค่าริมทาง หลบจากขอบถนนอย่างรอบคอบ ชิดกับที่กั้นไหล่ทางที่หล่อนเกือบจะพาเจ้ามินิร่วงลงไปเมื่อหลายวันก่อน หญิงสาวจอดรถนิ่งมองข้ามฟากไปอีกด้านหนึ่ง
‘สองแม่ลูกกำลังจะข้ามถนนไปเก็บเห็ดอีกฟากหนึ่ง เคราะห์ร้ายมีรถลงเขามาเบรกไม่ทัน ชนทั้งสองคนตายคาที่’ คำบอกเล่าของพ่อยังแจ่มชัด
หากแม่เกสรต้องการพาลูกข้ามฟากโน้น นางกับลูกก็คงอยู่ฝั่งโน้นมั้ง...หล่อนนึก ประนมมือไหว้พระและเจ้าที่เจ้าทางแล้วก็หิ้วตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุหมากพลูบูชา เสื้อผ้า ของกิน และของเล่นไปยืนอยู่ริมถนน หล่อนหลับตาลงอีกครั้งนึกถึงมารดาและคุณยาย
“แม่ขา ยายขา ขอให้อินมีดวงตาสว่างไสว เห็นในสิ่งจริงแท้ทุกประการ อย่าได้มีอะไรมาบังตาเลย” อธิษฐานจบหญิงสาวก็ลืมตาขึ้นมองซ้ายและขวาก่อนจะก้าวข้ามถนนอันว่างเปล่าไปอีกฟากหนึ่ง
ด้านนั้นเป็นผาหินสูง มีหินก้อนใหญ่ยักษ์ซ้อนกันเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไป มีต้นไม้ขึ้นอยู่ประปราย หล่อนมองเห็นพวงมาลัยแห้งๆ และหมากพลูบูชาแห้งๆ วางเกลื่อน ระเกะระกะ อินถวาข้ามพงหญ้าไปยืนหน้าหินก้อนหนึ่ง ห่างจากถนนราวสองวาได้ หล่อนประนมมือไหว้ แล้วตั้งจิตอธิษฐานถึงสองแม่ลูกผู้ล่วงลับ ก่อนจะจัดวางสิ่งของต่างๆ ลงอย่างประณีต เสื้อผ้าของเด็กหญิงและของเล่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่หล่อนวางลง อินถวากดฝ่ามือลงบนเนื้อผ้านุ่มสีชมพูนิ่ง ความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจอย่างรุนแรงเข้าจู่โจมจนหล่อนน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่
“พี่ให้หนูกับแม่นะคะ ขอให้หนูเป็นสุขสงบตลอดไป” หล่อนเอ่ยเบาๆ แล้วก็ลุกขึ้นยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็หันหลังให้หินก้อนนั้น ด้านหน้าคือโค้งถนนที่ทั้งแคบและลาดชัน อินถวามองซ้ายและขวาบนถนนที่ว่างเปล่าก่อนจะก้าวขาออกไป แต่แล้ววินาทีที่หล่อนกำลังก้าวขาข้ามถนน ใจกลับเกิดความกังขาและอยากหันกลับไปดูให้แน่ใจ
สองแม่ลูกนั่นได้รับมันใช่ไหม หล่อนไม่ได้บ้าไปเองใช่หรือเปล่า เกสรกับลูกมีอยู่จริงใช่ไหม หล่อนรู้สึกได้ พวกเขากำลังมองหล่อนอยู่ ใช่ไหม!
เอี๊ยดดดด!
กรี๊ดดด!
“อินถวา!”
“หนูอิน! มาทำอะไรที่นี่”
ร่างที่หงายล้มไปกับพงหญ้าทำให้สารถีของกระบะคันนั้นเหยียบเบรกดังสนั่น อาศัยความชำนาญพารถเข้าจอดข้างทางก่อนจะผลักประตูรถเปิดผลัวะและวิ่งตรงไปที่ร่างบางนั่น
“อินถวา เป็นอะไรหรือเปล่า มาทำอะไรที่นี่”
“หนูอินๆ ได้ยินไหม”
“อินถวาจอดรถทำไม หา! ได้ยินผมไหม” อ้อมแขนแกร่งช้อนร่างที่พับอยู่ในกอหญ้าขึ้นประคอง พลางเขย่าตัวไปมา
“สงสัยจะเป็นลมไปนะหัวหน้า อุ้มไปขึ้นรถก่อนเถอะครับ”
“บ้าชะมัดเลย มาทำบ้าอะไรที่นี่วะ” คนที่อุ้มหล่อนอยู่บดฟันกรอดๆ อินถวารู้สึกตัวแล้ว หล่อนรับรู้ได้ถึงแรงกอดรัดจากวงแขนกว้าง หญิงสาวใช้มือดันอกกว้างใต้เครื่องแบบลายพรางเบาๆ
“ได้แอร์เย็นๆ น่าจะดีขึ้นครับ หนูอินๆ เป็นยังไงบ้าง”
“อายอด” เสียงแผ่วดังมาจากริมฝีปากซีดขาว
“ใช่ อาเอง มากับหัวหน้า ลงโค้งมาพอดีเจอหนูกำลังข้ามถนน คิดยังไงถึงได้พรวดพราดออกไปยืนนิ่งอยู่กลางถนนกลางแดดอย่างนั้น เกือบไปแล้วนะหลาน” ยอดชายซัก หญิงสาวขมวดคิ้ว งุนงง
“นั่นน่ะสิ คิดพิเรนทร์หรือจะพิสูจน์อะไรของคุณ!”
“ฉัน...”
“เอ่อ หัวหน้าครับ” ยอดชายอดสงสารหลานสาวที่กำลังหน้าซีดตัวสั่นอยู่ไม่ได้
“คนเราเจอดีแล้วก็ควรจำกันบ้าง เกือบตายไปหนแล้ว วันนี้คุณยังมาทำอะไรที่นี่อีก อยากรู้อยากเห็นอะไรนักหนา อะไรควรท้าทายไม่ควรท้าทาย คนฉลาดต้องรู้สิ” เขาเท้าแขนกับประตูรถจ้องมองหล่อนอย่างเอาเรื่อง ยิ่งหันไปเห็นของที่วางไว้จนเต็มก้อนหินเขายิ่งฉุนขาด
“ฉะ...ฉันแค่เอาของมาให้พวกเขา อายอดคะพ่อเล่าให้อินฟังค่ะเรื่องเหตุร้ายที่เกิดขึ้นที่โค้งนี่ประกอบกับเรื่องที่เจอ อินเลยอยากทำอะไรสักอย่างให้พวกเขา อินไม่ได้เจตนาลบหลู่ แค่เอาของมาให้พวกเขาจริงๆ ค่ะ” น้ำเสียงแหบแห้งสั่นระริก น้ำตาคลอ ทั้งขวัญเสียทั้งใจเสียที่ถูกตะคอก
“เอาละๆ ถือว่าหนูอินทำไปเพราะเจตนาดี แต่คราวหน้าต้องระวังนะ หัวหน้าครับเรื่องพระวัดข้าวทิพย์รอไม่ได้ เขาว่าถูกแทงสาหัส”
“อายอดช่วยขับรถอินถวาลงไปที่บ้านทีครับ ผมจะขับนำไปก่อน พาหลานอายอดไปส่งบ้านก่อนแล้วเราค่อยเลยไปตามเรื่องพระที่โรงพยาบาล”
“อินไปทำงานได้ค่ะ”
“กลับบ้านอินถวา” ดวงตาคมหรี่มองเหมือนจะบอกว่าความอดทนของเขากำลังจะสะบั้น
“ถ้าอย่างนั้นอินขับกลับเองได้ค่ะ ไม่รบกวนอายอดดีกว่า”
“นั่งเฉยๆ ผมจะไปส่ง นี่เป็นคำสั่ง ผมรีบ ไม่มีเวลามาเถียงกับคุณ ไปครับอายอด เราเสียเวลามามากแล้ว”
“ครับหัวหน้า”
----------
รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางคลุกโคลนทะยานลงมาจากผาพยับเมฆสู่พื้นราบของดงขมิ้น ขวามือคืออ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีน้ำเกือบเต็ม ชาวบ้านเอาวัวควายมาเลี้ยงเป็นฝูงๆ ซ้ายมือคือร้านคาราโอเกะสวรรค์ริมภูที่เงียบเหงารอเวลาค่ำคืน รุกข์แตะเบรกเบาๆ เมื่อเข้าเขตชุมชน อีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะถึงบ้านหล่อนแล้ว
ไปทำอะไรที่นั่นวะ ยังจะหมากพลูบูชาของกินของเล่นพวกนั้นอีก นี่คิดจะให้ของกำนัลผีหรือ
“คุณไปทำอะไรที่นั่น” เขาอดปากเอาไว้ไม่ได้
“ฉันบอกแล้วว่าเอาของไปให้พวกเขาค่ะ”
“รู้ได้ยังไงว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น”
“ฉันเชื่อค่ะ”
คิ้วเข้มขมวดมุ่น ความเชื่อเป็นสิ่งอันตรายพอๆ กับมีคุณ เชื่อในสิ่งที่ผิดก็จะนำความวิบัติมาให้ได้
“เชื่อ...เชื่อใคร”
“สัญชาตญาณของตัวเองค่ะ” หล่อนจะบอกได้ยังไงว่ามันเป็นความอ่อนแอส่วนบุคคลผสมไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีเรื่องแม่ๆ ลูกๆ อินถวาเป็นต้องใจอ่อนเสมอ แต่ขืนบอกไปเขาก็คงว่าหล่อนไร้สาระ
“เหอะ นี่คุณจะบอกว่าตัวเองมีเซนส์อย่างนั้นหรือ”
นั่นปะไรล่ะ ฝีปากเขาคมเสียยิ่งกว่าดวงตาที่จ้องมองมาตรงๆ เสียอีก
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้อวดอุตริใดๆ เลย แค่รู้สึกว่าใช่ ก็เลยทำไปตามนั้น”
“แล้วไม่รู้สึกบ้างเหรอว่านอกจากสองแม่ลูกนั่นแล้วยังมีพวกอื่นๆ อีกเป็นโขยง” เสียงของเขาแฝงรอยเย้ยหยันลึกๆ
“พวกอื่น...ใครคะ” ดวงตาดำขลับทั้งกลมโตทั้งแวววาวราวนิลมณีจับจ้องเขา
โธ่เอ๊ย ไหนบอกว่ามีสัญชาตญาณพิเศษ ผีห่าทั้งฝูงมารุมล้อมขนาดนี้ยังไม่รู้ตัวอีกหรือแม่คุณ!
“ถึงบ้านแล้วค่ะ” หล่อนบอก รุกข์หักพวงมาลัยเข้าจอดที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังนั้น
“พ่อ” อินถวาอุทานเมื่อเห็นคนเป็นพ่อผลักประตูรั้วเดินออกมาที่รถอย่างรีบร้อน
“ผมขอเตือนนะอินถวา อย่าทำแบบนี้อีก อะไรที่คุณไม่รู้แน่จริง อย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยว”
“แต่ฉันทำไปด้วยเจตนาดี ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาไม่ใช่หรือคะ”
“ใช่ เจตนาของคุณอาจจะดี” คนเป็นหัวหน้าชักจะฉุน “แต่คุณจะไปรู้ได้ยังไงว่าเจตนาของอีกฝ่ายคืออะไร คุณเองบอกผมว่าคนกับวิญญาณอยู่คนละโลกไม่ใช่หรือ อย่าล้ำเส้นกับของพวกนี้ ผมขอเตือน”
“ค่ะ” ปากบางเม้มแน่น แต่รุกข์เหมือนคนจุดไฟติดแล้ว
“บุญก็เหมือนกัน ทำมากๆ ก็ดี แต่แจกจ่ายแผ่ส่วนบุญไปทั่ว ตัวคุณก็หอมหวาน ใครๆ ก็อยากลิ้มลอง”
“อะ...อะไรนะคะ”
“ผมพูดเรื่องการทำบุญ”
“การทำบุญมีมากเกินไปด้วยหรือคะ”
“ไม่ทราบ ผมไม่ใช่พระ” เขาตอบหน้าตาเฉย อินถวาเม้มปากแน่น
แล้วใครกันล่ะมายืนรอขอติดรถหล่อนไปทำงานด้วยวันก่อน เหมือนอะไรสักอย่างที่มาขอส่วนบุญอย่างนั้นล่ะ
“ค่ะ ฉันไปได้หรือยังคะ พวกคุณคุมฉันมาส่งบ้านแบบนี้พ่อตกใจแย่” อินถวามองไปที่พ่อกับอายอด รุกข์พยักหน้า รอให้ยอดชายเดินมาขึ้นรถ เขายกมือไหว้พ่อของอินถวา
“ไปล่ะนะพี่เปรม ซักถามหนูอินเอาเองก็แล้วกันนะ ผมกับหัวหน้ารีบไปดูพระที่ถูกแทงที่โรงพยาบาล”
“เออ! ให้หวยแม่นจนเป็นภัยล่ะสิ เฮกันทั้งหมู่บ้าน ถูกแทบทุกคนยกเว้นข้ากับเสารั้วบ้าน ฮ่าๆๆ”
“อะไรทำนองนั้น ผมไปล่ะ ดูแลตัวเองดีๆ นะหนูอิน เชื่อหัวหน้านะ”
“ขอบคุณค่ะ” อินถวายกมือไหว้ทั้งสอง รุกข์มองร่างบางผ่านกระจกมองหลังแวบหนึ่ง รู้ดีว่าหล่อนไม่ได้รับคำของอายอด
เลี่ยงบาลีเก่งไม่เบานะนางฟ้าของไอ้คม!
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **