
สายลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ทำใบไม้สีสวยร่วงกราวอีกครั้ง อินถวามอง ข้ามความน่ากลัวของเถาวัลย์งู หล่อนก้าวข้ามท่อนลำนั้นเดินตรงไปยังโคนต้นไม้ ลมเย็นพัดมาอีกระลอกไล่ความเมื่อยล้าให้ทุเลาลง อินถวายืนอยู่ใต้ต้น แหงนคอตั้งบ่า มองกิ่งก้านสาขาที่แต่งแต้มใบสีสันสวยงามกว่าไม้ต้นใดในป่า มันแกว่งไกวไปมาตามแรงลม
ชั่วขณะนั้นอินถวารู้สึกเหมือนพื้นที่ยืนอยู่โคลงเคลงราวกับเรือกลางมหาสมุทร หล่อนหัวหมุนคว้างจนเซไปชนกับก้อนหินใหญ่ด้านหลัง รู้สึกโหวงหวางกลางอกราวหัวใจจะหยุดเต้น มือบางควานสะเปะสะปะหาที่ยึดเหนี่ยวเพราะรู้ตัวว่าสติใกล้จะหลุดลอยเต็มที อินถวาพยายามอ้าปากที่แห้งผาก ขมจนถึงลำคอสูดอากาศเข้าไปในปอด พยายามไล่ความรู้สึกหวิวๆ ให้หมดไป แต่หล่อนกลับทรุดลงกับพื้นดิน มือที่ยึดได้เพียงเถาวัลย์ที่รัดรอบโขดหินราวกับงูที่รัดร่างแหลกเหลวของเหยื่อร่วงผล็อยไปพร้อมกับสติที่ดับลง
อีกฟากหนึ่งของลานดุสิตา ไกลเหลือเกินจากโขดหินที่อินถวาหมดสติอยู่ สุพรรษตรวจสอบทางเดินไปจนถึงบริเวณที่จีราพรทำงานอยู่ ทั้งสองจึงพักเหนื่อยคุยกันเล่นไปเรื่อย
“อินถวาไปไหนเสียล่ะพี่นุ้ย”
“อยู่ฟากโน้นไง ตรงก้อนหินใกล้ใต้ต้นไม้นั่น คงพักเหนื่อยน่ะ จะว่าไปน้องอินก็ไม่เลวนะจี้ เห็นบอบบางอย่างนั้น เดินป่ามาครึ่งค่อนวันไม่บ่นเลย”
“โหมไปหรือเปล่าคะ เห็นไม่ค่อยดื่มน้ำ”
“คงกลัวจะปวดฉี่น่ะสิ ผู้หญิงก็อย่างนี้”
“เป็นยังไงคะ”
“อ้าว ก็อายไง เวลาเดินป่ากับพวกผู้ชาย หัวหน้าถึงไม่ค่อยเรียกใช้พวกเรา”
“อ้อ จี้นึกว่าพี่นุ้ยว่าจี้เสียอีก”
“บ้า ใครจะกล้า จี้น่ะเบอร์หนึ่งของอุทยานฯ อยู่แล้วฮะ เสียแต่ดุไปนิด หนุ่มๆ กลัวไปหมดแล้ว”
“ล้อจี้เรื่อยเลย” จีราพรอมยิ้ม หล่อนอดภูมิใจไม่ได้เหมือนกัน แม้จะมีรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดเพศตรงข้าม แถมยังทำงานในสถานที่ที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายห่ามๆ แต่จีราพรวางตัวดีเสมอ แม้กระทั่งกับคนที่หล่อนมีใจให้เสมอมาหญิงสาวก็ไม่เคยเผยท่าทีออกไปให้เกินงาม ช่างเถอะ หากเขาจะยังมองไม่เห็นหล่อน ตราบใดที่เขายังไม่มีใคร หล่อนก็มีภาษีดีกว่าผู้หญิงคนอื่นทั้งนั้น
“อ้าว แล้วกัน หัวหน้ากับพรรคพวกมานั่นแล้ว”
คำพูดของสุพรรษทำให้หัวใจมั่นคงของจีราพรสั่นไหว เพียงแค่เห็นร่างสูงกำยำของเจ้าของใบหน้าคมผู้มีท่าทีไม่ค่อยสนใจโลกอยู่ในรัศมีสายตา หล่อนก็แทบวางตัวไม่ถูก
“ทางนี้ครับหัวหน้า วู้ว!” สุพรรษป้องปากเรียก รุกข์เดินตรงมาหา
“เป็นยังไงทางนี้เรียบร้อยดีไหม”
“ครับ จี้เก็บข้อมูลเรียบร้อย ลานกิจกรรมก็อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ส่วนเส้นทางธรรมชาติฟากนี้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ฝั่งนั้น ผมให้น้องใหม่ดูแลครับ แต่สงสัยจะหมดแรง แอบไปพักที่ไหนซะแล้ว” สุพรรษพยักหน้าไปทางโขดหินรูปร่างประหลาด
“ไม่ใช่แอบไปถ่ายรูปนะครับ เห็นตอนมาได้ไปหลายรูป” อิสระแซวยิ้มๆ เพราะเป็นพวกชอบถ่ายรูปเหมือนกัน
“มีเวลาที่ไหนเล่าอิสระ ทำงานกันตั้งแต่มาถึงแล้ว น้องอินคงเหนื่อยแหละ เดี๋ยวไปตามเอง” สุพรรษก้าวออกไปที่โขดหินใหญ่ที่ตนเชื่อว่าอินถวาคงนั่งพักอยู่ ทุกคนแยกย้ายกันเดินเตร่ดูความเรียบร้อยก่อนลงจากลานดุสิตา แต่พักใหญ่แล้วสุพรรษก็ยังไม่กลับมา
“เอ๊ะพี่นุ้ย ให้ไปตามกลับหายไปอีกคนเสียได้” จีราพรบ่น รุกข์มองตามไปในทิศทางที่ลูกน้องบอก สุพรรษโผล่พรวดพ้นก้อนหินออกมาโบกมือพลางร้องโหวกเหวก
“หัวหน้า หัวหน้าทางนี้ครับ น้องแย่แล้ว” เมื่อได้ยินเสียงนั้น ดวงตาของรุกข์ก็เบิกกว้าง เขาวิ่งทะยานนำหน้าทุกคนไปยังที่ที่สุพรรษยืนละล้าละลังอยู่
“อินถวา!” ร่างอ่อนปวกเปียกที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างก้อนหินทำให้หัวใจพิทักษ์ป่าหนุ่มหล่นวูบ
เขาช้อนคอของหญิงสาวขึ้น ใบหน้าสวยซีดไร้สีเลือด
“คงเป็นลมน่ะครับ ผมนึกว่านั่งพักเสียอีก มาถึงน้องนอนนิ่ง ตัวเย็นเฉียบเลย หน้าซีดจริง” สุพรรษอดกังวลไม่ได้ เคยเห็นคนเป็นลมมาไม่น้อย แต่ร่างบางที่อยู่ในวงแขนหัวหน้า อ่อนปวกเปียกซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดสักหยด!
“อิสระกระเป๋าพยาบาล เร็ว!” สีหน้าตึงเครียดนั้นบ่งบอกได้ว่าไม่ดีแน่
ซู่! ซู่!
เสียงลมตีใบไม้ดังมาไม่ขาดสาย สะท้อนสะท้านขานรับกันมาทั้งพงไพร พลันท้องฟ้ายามบ่ายต้นฤดูหนาวกลับมืดครึ้มราวกลางฤดูฝน อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบจนทุกคนรู้สึกขนคอลุกชัน กายสั่นสะท้าน
“จี้ ช่วยหน่อย” รุกข์เรียกให้จีราพรมาจัดการกับเครื่องแบบของอินถวา พิทักษ์ป่าคนอื่นรวมทั้งเขาเบือนหน้าไปทางอื่นครู่หนึ่ง พอเครื่องรัดรึงร่างบางคลายออกบ้าง เขาก็เรียกชื่อหล่อน พร้อมเขย่าตัวเบาๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นความนิ่ง นิ่งราวกับไร้ชีวิต
“ไม่! ไม่ได้นะ ปล่อยเธอกลับมา!” เสียงตวาดกึกก้อง มือใหญ่ร้อนชื้นเหงื่อประคองสองแก้มที่ซีดขาวปานกระดาษ ริมฝีปากที่เคยเรื่ออิ่มแห้งแตก แขนสองข้างกวัดแกว่งราวตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิต
“อินถวา ฟังผม อย่าเหลวไหล กลับมา! ผมบอกให้คุณกลับมา เดี๋ยวนี้!” เขาช้อนอุ้มร่างหล่อนพาก้าวเดินข้ามเถาวัลย์ยักษ์กลับมาที่ใต้ต้นไม้ สุพรรษ คมคาย และอิสระหอบหิ้วเป้สนามและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลตามมารอใช้งาน จีราพรขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง
“เป็นลมแดดมั้งคะ ให้จี้ช่วย...”
“ยัง!” เสียงเขาเข้มเครียดจนดุ จีราพรหน้าเสีย มือที่เอื้อมออกไปหดกลับ “รอก่อน สักพักหนึ่ง ต้องพากลับมาก่อน” เหมือนพูดกับตัวเอง อ้อมแขนแข็งแรงยังถ่ายโอนความร้อนไปยังร่างเย็นเฉียบ
มาเยอขวัญเอย ขวัญตาให้มาอยู่กับตาอย่าพราก
ขวัญปากให้มาอยู่กับปากอย่าหนี ขวัญเจ้าเกศเกศีอย่าได้พ่อง
ขวัญใจเจ้าทุกห้องให้มาอยู่กับตน มาเยอขวัญเอย
“ถ้าหากเป็นเพราะเธอหรือพวกเราคนใดคนหนึ่งทำผิด หรือเพราะเหตุใดก็ตาม ครั้งนี้ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ปล่อยผู้หญิงคนนี้กลับมา” เสียงเขาแหบต่ำ ดวงตาคมยังไม่ละจากใบหน้าซีดราวคนไร้วิญญาณ
เว้นชีวิตเธอไว้สักครั้งเถิด
ใบหน้าเล็กในอุ้งมือเขาช่างบอบบางนัก แวบหนึ่งเขารู้สึกผิด หล่อนก็เหมือนกันกับคนอื่นๆ ที่ต้องมาประสบเคราะห์กรรมแบบนี้ที่ผาพยับเมฆ อินถวาไม่เหมาะกับป่า เขาไม่ควรอนุญาตให้เธอเหยียบย่างเข้ามาในนี้ด้วยซ้ำไป
ซู่!
ลมหนาวที่เหมือนมาเยือนไวกว่าปกติหลายสัปดาห์พัดแรง เร่งให้ต้นสะบัดใบทิ้งอย่างไม่ไยดี คมคายเหลียวมองรอบกายอย่างระแวดระวังภัย ป่าในเวลานี้แปลกไป แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผาพยับเมฆทำให้เขาพิศวง แต่เขาก็ไม่ชินกับมันเสียที
ซู่!
แนวไม้ด้านซ้ายไหวลู่ราบไปยังด้านขวาที่ซัดกลับตีขนาบล้อมหน้าหลัง ฟ้ายังสลัวและอากาศเย็นจับจิต จีราพรขยับกายอย่างอึดอัดเมื่อเห็นหัวหน้าไม่ทำอะไรเสียที เอาแต่จ้องมองใบหน้าซีดเผือดของพิทักษ์ป่าหน้าใหม่ที่หล่อนเชื่อว่าคงแค่เป็นลมหมดสติไปเท่านั้น
ทำไมทุกคนต้องทำอย่างกับผู้หญิงคนนี้จะเป็นจะตายอย่างนั้นล่ะ
“หัวหน้าคะ...”
“จี้” สุพรรษรั้งแขนเพื่อนร่วมอาชีพไว้
เมื่อได้ทำทุกทางและพูดทุกสิ่งที่สมควรพูดไปแล้ว สุพรรษรู้ดีว่าคนเป็นหัวหน้าก็ได้แต่รอเวลา ปล่อยให้ป่าบรรเลงเพลงของมันจนสาแก่ใจ
แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น ไม่นานลมหนาวก็บางเบาลง รุกข์เริ่มรู้สึกถึงกระแสอุ่นแผ่ซ่านจากร่างผอมบาง ชีพจรที่เริ่มกระเตื้องขึ้นทำให้ทรวงอกของหล่อนเริ่มเคลื่อนไหวสะท้อน เขาลอบผ่อนลมหายใจเบาๆ แต่ยังไม่กล้าปล่อยมือจากหล่อน รอจนกระทั่งแพขนตาหนางอนช้อยขยับวิบวับและเปลือกตาคู่นั้นเปิดให้เห็นดวงตาดำขลับเป็นประกาย เขาจึงวางร่างหล่อนให้พิงกับโคนต้นไม้ในท่าสบายๆ และคุกเข่ามองอยู่ใกล้ๆ
“น้องอิน น้องอินฟื้นแล้วฮะ”
“น้องอิน เป็นอะไรหรือเปล่า” ดวงตาเหม่อลอยของคนถูกเรียกชื่อซ้ำๆ เบิกกว้าง
“หัวหน้า!” อินถวาร้องอุทานออกมาทันทีเมื่อเห็นหน้าเขา หล่อนโผเข้าหาด้วยแรงทั้งหมดที่มี ทำให้รุกข์แทบหงายหลัง
“ไม่เป็นไรแล้ว” เขาเอ่ยบอกเสียงเบา มือไม้เก้ๆ กังๆ ปรับอารมณ์ไม่ถูก
“หัวหน้า ช่วยด้วย ฉันหลงป่าค่ะ น่ากลัวเหลือเกิน ฮือๆ” น้ำตาไหลอาบสองแก้ม หล่อนละล่ำละลักเล่าเรื่อง ร่างบางยังสั่นระริกด้วยอาการกลัวสุดขีด
“ฉันหลงไปในป่าลึกมาก ไปไกลเหลือเกิน ป่าทึบ ทั้งมืดทั้งหนาว ฉันคิดว่าจะไม่ได้ออกมาเสียแล้ว”
“คุณอินยังนั่งอยู่ที่เดิมแล้วก็แค่เป็นลมแดดเพราะร่างกายขาดน้ำเท่านั้นค่ะ ไม่ได้หลงป่าไปไหน” จีราพรก้าวเข้ามาจับหัวไหล่อินถวาให้สงบลง เป็นการดึงหญิงสาวให้ออกจากสภาพเกาะกอดหัวหน้าราวกับลูกลิงไปด้วย อินถวาเงยหน้ามองจีราพรและคนอื่นๆ ดวงตาของหล่อนสับสน
“ตะ...แต่ฉันหลงทางจริงๆ นะคะ จำได้ว่าเดินไปดูต้นไม้ผลัดใบต้นนั้นแล้วก็หลงป่าไปคนเดียว ป่าลึกน่ากลัวมาก เดินหาทางออกเท่าไรก็หาไม่เจอ”
“นุ้ยก็งงเหมือนกันครับหัวหน้า คิดว่าเดินมาดูตรงนี้จนรอบแล้ว ไม่เห็นน้อง เลยเดินไปฟากนั้น กลัวน้องตกเขาน่ะครับ พอไม่เจอก็ว่าจะกลับไปตามหัวหน้า ปรากฏว่าน้องนอนหมดสติอยู่ตรงก้อนหิน ไม่รู้ว่ามาตอนไหน”
“อินหลงป่าค่ะพี่นุ้ย แต่...ทำไมหลง แค่เดินไปดูต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้น เอง”
“วันนี้แดดร้อนมากนะครับ น้องอินคงเหนื่อยแล้ว...ก็คงหมดแรงเลยเป็นลมไป” คมคายสงสารหล่อนนัก หล่อนยังใหม่เหลือเกินสำหรับผาพยับเมฆ
“ค่ะ คุณอินแค่เป็นลมไปจริงๆ” จีราพรเสริม
“พี่นุ้ยขอโทษนะฮะที่ไม่ได้ดูแลดีๆ”
“มะ...ไม่ ไม่เลยค่ะ อิน...คงขาดน้ำอย่างที่คุณจี้ว่าจริงๆ”
“ค่ะ คงเกิดอาการหลอนคิดไปเอง อย่าคิดมากเลยค่ะ พักหน่อย เดี๋ยวก็หาย”
“ขอบคุณค่ะ” หล่อนประนมมือเหมือนไหว้ทุกคนแต่ดวงตาตกลงที่ใบหน้าเข้มขรึมของคนที่ไม่ปริปาก เหมือนจะถามเขาว่าหล่อนแค่เป็นลมไปจริงหรือ เหมือนหล่อนคิดว่าหากคนอื่นไม่เชื่อ ก็อาจจะมีเขาที่เชื่อหล่อน
ไม่รู้ทำไมคิดอะไรบ้าๆ แบบนั้นได้นะ
“ฉันขอโทษนะคะ เป็นลมไปหรอกหรือนี่ แย่จริง” ท้ายประโยคเหมือนหล่อนพูดกับตัวเอง รุกข์ถอนหายใจยาว
“ทุกคนฟังผมดีๆ คราวหลังให้เชื่อฟังและทำตามคำสั่งผมทุกอย่าง ไม่มีข้อยกเว้น ตอนนี้แยกย้ายกันไปทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ เราจะรีบลงเขาไปดูน้ำตกผาผึ้งเป็นที่สุดท้ายก่อนกลับเข้าอุทยานฯ เร่งมือด้วย เสียเวลามามากแล้ว”
สิ้นคำสั่งของหัวหน้าสุพรรษก็ได้แต่ยิ้มปลอบใจน้องใหม่แล้วผละไปทำงานที่หล่อนทำค้างไว้ให้เสร็จ อิสระ คมคาย และพิทักษ์ป่าอีกคนก็เช่นกัน เหลือไว้เพียงจีราพรที่รับหน้าที่พยาบาลอินถวาเพราะงานของหล่อนเสร็จแล้ว
“น้ำค่ะ ดื่มช้าๆ นะคะ เพิ่งฟื้น”
อินถวาพยักหน้า แตะริมฝีปากแห้งผากเข้าที่ปากขวด รู้สึกถึงรสขมในปากและลำคอ หล่อนรู้แน่แล้วว่าตัวเองขาดน้ำ ความรู้สึกผิดที่เป็นภาระให้คนอื่นแล่นเข้าจู่โจม
“ขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พักก่อนนะคะ อีกชั่วโมงหนึ่งเราต้องลงเขาแล้ว เดี๋ยวจะไม่ไหว มีอะไรมาด้วยกินเสียหน่อยก็ได้ค่ะ ช้าๆ ทีละนิดนะคะ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวจี้ไปดูช่วยอิสระเก็บภาพเพิ่มตรงนั้นนะคะ ไม่ไกล มีอะไรเรียกได้” จีราพรผละไปให้หล่อนได้นั่งพัก อินถวาเปิดเป้สนามด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย หยิบแครกเกอร์ชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาแกะบิใส่ปากเคี้ยวช้าๆ และจิบน้ำตาม พยายามเรียกกำลังคืนมาเพื่อที่จะพาตัวเองลงเขาไปพร้อมกับคนอื่นแทนที่จะถูกหามลงไปให้ได้อับอายไปมากกว่านี้
อินถวาปิดเปลือกตาช้าๆ เรียกสติให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว แต่หล่อนยังผวาไม่หาย ในฝันเสมือนจริงนั้นหล่อนเดินดิ่งเข้าไปในป่าลึก ทั้งๆ ที่เข้าใจว่ากำลังเดินออกมา หล่อนวิ่งกะเร่อกะร่าราวคนเสียสติเมื่อรู้ว่าหลงแน่แล้ว แม้พยายามจะบอกตัวเองให้หยุดวิ่ง แต่อะไรบางอย่างที่ไล่ล่าบีบให้หล่อนต้องวิ่งหนีสะเปะสะปะไปในป่านรกที่ทึมทึบ
อินถวาจำได้ว่าชุดลายพรางของหล่อนขาดวิ่น เพราะถูกหนามคมเกี่ยวระหว่างที่หนีกระเซอะกระเซิงเหมือนหนูที่ถูกแมวไล่ต้อนให้หมดแรงก่อนจะฉีกทึ้งกินทั้งเป็น เพียงแค่นึกถึงหล่อนก็กลัวจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งยังหนาวสะท้านจนต้องกอดตัวเองไว้แน่น
“โอ๊ย!” อินถวาสะดุ้ง รู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นแขนซ้าย หล่อนคลายมือออก ปลายนิ้วเกี่ยวเข้ากับเศษผ้าหลุดลุ่ย หัวใจหญิงสาวโหมกระหน่ำ หล่อนก้มลงมองแขนเสื้อเครื่องแบบลายพรางที่ทั้งหยาบและหนา มันขาดเป็นริ้ว ผ้าหายไปกระจุกหนึ่ง เผยให้เห็นเนื้อนวลของต้นแขนที่เป็นแผลยาวคล้ายรอยแมวใหญ่ข่วนหรือหนามคมเกี่ยวจนเกิดแผลราวสองนิ้วที่ยังมีคราบเลือดแห้งเกาะกรัง!
ซู่!
ลมหลงฤดูยังตีใบไม้ไหวลู่ อินถวายังจ้องมองต้นไม้ผลัดใบต้นนั้นนิ่ง สองมือโอบกอดตัวเองอีกครั้ง มือขวาทาบทับบนแผลที่ตนเพิ่งทำความสะอาดเรียบร้อย แขนเสื้อที่ขาดปิดไว้มิดชิดด้วยเข็มกลัดที่พกติดกระเป๋าอยู่เสมอ
บางทีเราอาจจะเผอเรอจนถูกหนามเกี่ยวขณะพยายามปีนเขาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
อินถวาพยายามบอกให้ตัวเองเชื่ออย่างนั้น
ลงให้ได้เท่านี้นะจ๊ะ ติดตามต่อในฉบับเต็มทั้งแบบ หนังสือเล่ม และ อีบุ๊ก

