ทดลองอ่าน บังบด : ตอนที่ 13

 

 

ตอนที่ 13

 

 

คืนนั้นแสงจันทร์คืนเพ็งโผล่พ้นทิวไม้สูงเมื่อพระอาทิตย์ลาลับไปได้พักใหญ่ รัศมีจันทร์สาดส่องสว่างไสวราวเวลากลางวัน ผืนดินที่ระอุด้วยความอบอ้าวจากแสงแดดและสายฝนสลับกันมาทั้งวันทำให้ไอดินกรุ่นกำจายหอมไปทั้งป่า สายลมที่โยกกิ่งไม้ไหวต้องแสงสีเงินสงบเยือกเย็น

ป่าค่อยเย็นลงช้าๆ

รุกข์กระชับเป้สนามบนหลังให้แน่นหนาเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นหลังกว้าง ดึงกระไดไม้ที่คล้องโซ่ไว้กับตัวกระท่อมออกให้ขึงตึงป้องกันสัตว์ขึ้นไปขโมยของกินบนบ้านยามเจ้าของไม่อยู่

คืนนี้เจ้าเตี้ยจะขึ้นเขาไปด้วย มันกินซี่โครงไก่ต้มเสียจนปากมันแผล็บ ยืนกระดิกหางรอเขาอยู่ที่ประตูรั้วกระท่อมพรานไพรพร้อมออกเดินทาง รุกข์จะไปถ้ำข้าวทิพย์สำนักสงฆ์ที่กำลังมีชื่อจากการใบ้หวยแม่นมาถึงสามงวดติด

เขาจงใจไปที่นั่นในคืนก่อนหวยออกเพื่อสังเกตพิธีกรรมของพระสงฆ์ที่ให้หวยและชาวบ้านที่แห่แหนขึ้นไปที่ถ้ำนั่น ตามคำบอกเล่าของยอดชายมีการเริ่มถากถางป่าบริเวณรอบๆ ลานหินและถ้ำเพื่อความสะดวกของการอยู่อาศัยและไปสักการะพระสงฆ์ และเริ่มมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติจากเงินบริจาคของชาวบ้านที่ถูกหวยมาหลายงวด

ความศรัทธาที่แลกกับผลประโยชน์แบบนี้อันตรายนัก เขาจึงต้องไปดูให้เห็นกับตา หากจำเป็นก็ต้องจัดการป้องกันไว้ก่อนที่พื้นที่ป่าจะถูกบุกรุกไปมากกว่านี้ เขาคิดจะแฝงตัวไปคนเดียวเพราะไม่อยากให้ชาวบ้านแตกตื่นซึ่งจะผิดใจกันเปล่าๆ แม้จะต้องรักษากฎหมาย แต่ความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีกับชาวบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง บรรพบุรุษของรุกข์เองก็เป็นพราน เขาเข้าใจ ความเป็นอยู่ตามวิถีชาวบ้านดี

“ไปเตี้ย” เจ้าสหายผู้ซื่อสัตย์กวดนำหน้านายมุ่งขึ้นเขาทะมึนที่มีจันทร์เดือนหงายสาดส่อง เบื้องหน้าคือภูผาพยับเมฆ เบื้องหลังคืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ผืนน้ำเป็นสีเงินยวง

----------

สำนักสงฆ์ถ้ำข้าวทิพย์เดิมเป็นถ้ำปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ชรารูปหนึ่ง ต่อมาท่านมรณภาพ พระสงฆ์อีกสามรูปก็เข้ามาจำวัดแทนเป็นการถาวรโดยอุทยานแห่งชาติผาพยับเมฆรับรู้เรื่องนี้ดี ทั้งหัวหน้าอุทยานฯ เองยังมีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัยให้สร้างกุฏิเล็กๆ ภายในถ้ำให้พระสงฆ์ทั้งสามรูป มาระยะหลังๆ นี้เองที่เริ่มมีข่าวว่าพระหนึ่งในสามรูปผู้มีอาวุโสที่สุดให้หวยแม่น ชาวบ้านถูกเงินรางวัลกันมาก จึงแห่แหนกันมากราบไหว้ขอโชคลาภกันเนืองแน่น

“เตี้ย ทางนี้” รุกข์เรียกเมื่อมันทำท่าจะวิ่งไปทางถนนลูกรังที่มันคุ้นเคย รุกข์ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาแต่ไกล แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องทะลุแนวไม้หนา เขาพาเจ้าเตี้ยหลบข้างทาง เดินลัดเลาะขนานกับทางเกวียนเก่านั่นขึ้นไปแทน

“ถนนหนทางลำบากแท้ๆ สงสารหลวงพ่อท่านเดินลงมาบิณฑบาตทุกวัน ถ้าได้สามตัวตรงๆ งวดนี้ข้าจะทำถนนดีๆ ขึ้นไปให้ถึงหน้าวัดเลยเชียว”

“เออ ถ้าได้เลขดี งวดนี้มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ ทุ่มสุดตัวล่ะวะงานนี้ ฮ่าๆ” เสียงพูดคุยของชาวบ้านดังแข่งกับเสียงเร่งเครื่องยนต์สู้กับความลาดชันและสภาพถนนดังก้องป่า

ใช้เวลาเพียงสามสิบนาทีรุกข์ก็เดินมาถึงลานหินใกล้เขตของสำนักสงฆ์ถ้ำข้าวทิพย์ เสียงเครื่องปั่นไฟดังกระหึ่มต้อนรับการมาของเขาและชาวบ้านจากต่างถิ่น ลานหินด้านหน้ามีตะเกียงน้ำมันก๊าดแขวนไว้ให้แสงสว่างพอสะดวกแก่การจอดรถ ต้นไม้ขนาดเล็กถูกถางจนเตียน มีรถกระบะหลายคันจอดเรียงรายอยู่ก่อนแล้ว ชาวบ้านทยอยกันลงจากรถถือพานใส่ธูปเทียนเดินตรงไปที่ปากทางเข้าถ้ำ บ้างนุ่งขาวห่มขาว บ้างแต่งกายสุภาพตามฐานะที่มี รุกข์เองสวมกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวสีเข้ม ดูกลมกลืนไปกับชาวบ้านชายคนอื่นได้ดีในความมืดสลัว

วินาทีนี้ไม่มีใครสนใจใครไปมากกว่าตัวเลขที่วาดหวังไว้ ทั้งยังมีผู้คนต่างถิ่นปะปนมาไม่น้อย ความแม่นของหลวงพ่อคงดังกระฉ่อนไปไกลทีเดียว ทุกคนเดินตรงไปที่กุฏิพระที่สร้างกลมกลืนไปกับถ้ำ ป้ายเขียนบนแผ่นไม้ด้านหน้าอ่านได้ว่า ‘ถ้ำข้าวทิพย์’

“เหอะ” รุกข์อดทำเสียงหยันในลำคอลึกๆ ไม่ได้ ถ้ำและลานหินแห่งนี้สมัยก่อนปู่เคยพาเขาแวะมาวิ่งเล่นบ่อยๆ ช่วงที่ขึ้นเขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป รุกข์คุ้นเคยกับมันทุกซอกหลืบ ปู่เคยบอกว่าสมัยที่เกิดคอมมิวนิสต์นั้น สหายเคยใช้ถ้ำนี้หลบหนีทางการและหุงหาอาหาร เศษข้าวเปลือกที่เห็นในถ้ำไม่ใช่อิทธิฤทธิ์เสกที่ไหน แต่เป็นเศษข้าวเปลือกที่สหายหุงหาประทังชีวิตระหว่างหลบซ่อนตัวเท่านั้นเอง

รุกข์ก้าวปะปนไปกับชาวบ้านที่กรูกันคลานเข่าเข้าไปภายในถ้ำ เขาอาศัยแสงสลัวและชะง่อนหินกำบังกายนั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ในเงามืด ดวงตาคมกล้าและโสตสัมผัสอื่นๆ ของเขาเพ่งไปที่ร่างในจีวรสีมะขามสุกที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ในถ้ำที่อบอวลด้วยควันธูปเทียนและเสียงคุยงึมงำของผู้แสวงโชคลาภทั้งหลาย

“ญาติโยมทั้งหลายเงียบๆ กันหน่อย หลวงพ่อข้าวทิพย์ท่านกำลังเข้า สมาธิหาทางช่วยเหลือท่านอยู่”

“สาธุๆ ลูกหลานทุกข์ยากลำบาก มาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อข้าวทิพย์ ขอโชคขอลาภสักหน่อยเถอะ”

“เอาละๆ หลวงพ่อท่านทราบแล้ว พวกเอ็งใจเย็นๆ แล้วนั่นหอบอะไรกันมาเล่า” ชายผู้นุ่งขาวห่มขาววัยราวห้าสิบต้นๆ ปรายตามองข้าวของในมือชาวบ้าน บนพานสีเหลืองทองมีซองสีขาววางซ้อนกันอยู่

“กองบุญเจ้าข้า งวดที่แล้วพวกเราพอลืมตาอ้าปากได้เพราะหลวงพ่อเมตตา พวกเราเลยทำกองบุญมาถวายวัด”

“เออๆ อนุโมทนาบุญด้วย ใจบุญใจกุศลจริงนะ งวดนี้ต้องมีโชคมีลาภก้อนโตยิ่งๆ ขึ้นไปแน่ เอาเข้ามาวางไว้ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวหลวงพ่อท่านจะพิจารณาเอง” ชายผู้นั้นนำปัจจัยดังกล่าวไปวางไว้ด้านข้างพระสงฆ์สามรูปที่นั่งสมาธิอยู่ด้านในสุด แสงเทียนส่องใบหน้าทั้งสามให้แลดูสงบสุขุมน่าศรัทธามากยิ่ง ขึ้นไป

“กรี๊ด!”

“เฮ้ย อีดวงมึงเป็นอะไร”

“พวกมึง” คนที่ถูกเรียกชื่อผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาขวาง มือทึ้งผมเผ้าจนหนังหัวแทบหลุด ปากยังกรีดร้องไม่หยุด

“กรี๊ด พวกมึงกล้าลบหลู่ดูหมิ่นกู มึงไม่ศรัทธา มึงเหยียดหยามกู” มือสั่นระริกชี้กราดไปทั่วบริเวณถ้ำ รุกข์แสยะยิ้มในความมืด

แน่จริงอย่าเดาสุ่มเหมือนให้หวย ชี้มาให้ตรงๆ สิวะ

“อีดวงผีเข้า ผีเจ้าที่แน่ๆ ใครลบหลู่วะ”

“กูเปล่านะ เจ้าที่โปรดเมตตาด้วยเถิด พวกเราเชื่อแล้ว กลัวแล้วเจ้าข้า” ชาวบ้านหมอบลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ ผีเจ้าที่ในร่างอีดวงยังถลกชายผ้าถุงอย่างน่าหวาดเสียว

“เจ้าแม่ข้าวทิพย์ท่านคงโกรธที่ใครคิดมาลบหลู่ อย่าโกรธไปเลยเจ้าแม่ ใครไม่เชื่อ แต่พวกกระผมเชื่อขอรับ ขอโชคขอลาภด้วยขอรับ” ชายผู้นั้นเป็นกรรมการหมู่บ้านดงขมิ้นที่รุกข์เคยร่วมงานด้วยบ่อยครั้ง บัดนี้กลับถึงกับกราบไหว้หญิงชาวบ้านที่สวมบทบาทเจ้าแม่ถลกผ้าถุงอย่างน่าละอาย

เพราะเงินตัวเดียวแท้ๆ

ในขณะที่ความโกลาหลกำลังเกิดขึ้นและชาวบ้านเริ่มกลัวจนตัวสั่นงันงก ชายผู้นุ่งขาวห่มขาวนั่งข้างๆ พระสงฆ์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า

“หลวงพ่อ หลวงพ่อท่านออกจากสมาธิมาโปรดพวกเราแล้ว”

“กรี๊ด” ร่างของอีดวงทรุดผล็อยลงกับพื้นถ้ำราวกับใบไม้ร่วง สิ้นฤทธิ์ ช่างรวดเร็วทันใจและได้จังหวะจะโคนราวกับซักซ้อมกันมาอย่างดี

“ผีเจ้าแม่ข้าวทิพย์ออกไปแล้ว หลวงพ่อมาโปรดแท้ๆ สาธุ”

“สาธุๆ”

“โยม เอาเทียนกับขันน้ำมนต์มาสิ อาตมาจะช่วย” เสียงแหบต่ำก้องกังวานถ้ำนั้น เพียงได้ยินรุกข์ก็สัมผัสได้ถึงกระแสเสียงอันเหนือธรรมชาติที่ปะปนมา ประสาทสัมผัสของเขาขมวดเกร็ง

พระรูปนี้ไม่ธรรมดาเลย

“นี่ขอรับ พวกกระผมเตรียมมาแล้ว” กรรมการหมู่บ้านอาวุโสคนนั้นเลื่อนขันกับเทียนไปให้ชายนุ่งขาวรับไปจัดการต่อ ไม่นานขันน้ำมนต์กับเทียนที่ส่องสว่างก็สะท้อนใบหน้าพระรูปนั้นกับผิวน้ำเรืองรอง เสียงบริกรรมคาถาอันไม่ใช่บาลีดังกระหึ่มขึ้นต่ำๆ และเอื้อนยาววนหลายรอบและถี่กระชั้นขึ้นจนกระทั่งจบลง พระเงยหน้าขึ้นมองชาวบ้านพร้อมทั้งดันขันน้ำมาตรงหน้า ชาวบ้านเอ่ยสาธุขึ้นพร้อมกัน ไม่นานพระก็ลุกขึ้นเดินหายไปด้านในพร้อมพระหนุ่มอีกสองรูป ชายชุดขาวให้ชาวบ้านผู้ชายเข้าไปพิจารณาขันน้ำมนต์แล้วก็บอกให้ทุกคนออกมาจากถ้ำ

“เห็นแล้ว กูเห็นแล้ว ลอยขึ้นมาชัดๆ เลยมึงเอ๊ย สาธุๆๆ”

“ไหนขอดูบ้าง”

“ได้ตัวไหนบอกกันบ้างเถอะ”

เสียงพูดคุยถึงตัวเลขที่ปรากฏแจ่มชัดหลายชุดดังปะปนกันในโถงถ้ำสะท้อนไปมา ชายชุดขาวกำชับว่า “ก่อนกลับไปไหว้เจ้าแม่ข้าวทิพย์ที่โคนต้นพะยอมเฒ่ากันหน่อยนะ อีดวงเอ็งพาชาวบ้านไป ท่านคงเมตตาเอ็งถึงได้มาเข้าสิง”

“จ้ะ”

“ไปเว้ยพวกเรา ได้สามตัวมาแล้วเผื่อเจ้าแม่เมตตาให้สองตัวบ้าง คราวนี้จะได้รวยกันเละ” คนกลุ่มใหญ่กรูกันเดินตามนางดวงลงไปตามความลาดชันของเขาไปยังพะยอมต้นใหญ่ที่ยืนแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่กลางแสงจันทร์ พอไปถึงดวงก็ทรุดลงหมอบกราบกับดินอย่างไม่รอช้า ชาวบ้านรีบหมอบกราบตามทันที พวกเขากวาดเศษกิ่งไม้ใบหญ้าและดึงกอหญ้าออกรอบๆ โคนต้นก็จะเริ่มปักธูปเทียนบูชาและโรยแป้งพร้อมส่องไฟฉายไปรอบๆ รุกข์ยืนกอดอกมองอยู่ห่างๆ ในเงามืดของผาหิน เขาแหงนหน้ามองพะยอมเฒ่าที่ตนเคยปีนเล่นในวัยเยาว์

สายลมพัดแผ่วผิว พากระแสเสียงเยือกเย็นลอยปะปนมา

“โง่เขลา เบาปัญญา”

“โลภโมโทสัน”

“น่าสมเพช”

ถ้อยคำเหยียดหยันนั้นแจ่มชัดในโสตสัมผัสของเขา รุกข์หันขวับไปทางต้นเสียงทันที บนโน้น เหนือแผ่นหินที่มุงเป็นหลังคาถ้ำ ต้นเสียงอยู่บนนั้น

ใช่แน่!

เสียงทุ้มกังวานไม่สูงไม่ต่ำ ไม่กราดเกรี้ยวหากเหยียดหยันและสุดสังเวช รุกข์พยายามเพ่งมองไปบริเวณนั้น แต่เมื่อเขาจงใจจะฟังให้ชัด ต้นเสียงกลับมลายหายไปในรัศมีจันทร์จ้า

“เฮ้ย ดับไฟธูปเทียนด้วยโว้ย เดี๋ยวไฟไหม้ป่า วันนี้พวกอุทยานฯ ยิ่งมาตรวจอยู่ด้วย”

“มาทำไม มาขอหวยหรือเปล่าลุง”

“ฮ่าๆๆ สงสัยจะใช่ แต่ก็ต้องระวังหน่อย เอ้า ดับไฟให้สนิทเว้ย แล้วกลับบ้านไปนอนฝันหวานรอเป็นเศรษฐีพรุ่งนี้กัน”

ไม่นานนักกลุ่มชาวบ้านแสวงโชคเหล่านั้นก็ชักชวนกันกลับลงเขาไป รุกข์เร้นกายลัดเลาะไปจนถึงลานหินกว้างเหนือถ้ำ เมื่อมองลงไปเบื้องล่างก็เห็นแสงไฟหน้ารถชาวบ้านทอดเป็นลำลัดเลาะทิวไม้ลงไปสู่พื้นราบ รุกข์หันหลังกลับมุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้าม ตรงไปยังสถานที่ที่เจ้าเตี้ยคงไปรอเขาอยู่แล้ว

ดวงตาที่ชินกับความมืดสลัวของป่ายามราตรีพาสองขาเหยียบย่างไปบนทางเดินแคบๆ ของช่องหินขาดที่แคบจนเดินสวนกันไม่ได้ รุกข์แหงนมองต้นไม้สูงที่ยืนหยัดเหนือหัวบ้างคุดคู้ราวกับก้มลงมามองดูเขา เสียงสวบสาบดังมาจากสองข้างทางชวนให้ขวัญเสีย แต่ความคุ้นเคยกับป่าไม่ทำให้ชายหนุ่มพรั่นพรึง มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบแผ่วๆ ปะปนมากับเสียงลมเสียดสีลำไม้ไผ่ป่าเอียดอาดๆ ที่เขาต้องคอยเงี่ยหูฟัง

เสียงที่ฟังรู้ว่าเป็นการสนทนาแต่ฟังไม่ได้ความว่าเป็นเรื่องอันใด เสียงหัวเราะระริกแหลมสูงนั่นแฝงความเย้ยหยันและเย่อหยิ่ง สองหูเงี่ยฟังแต่สองขาของคนที่รู้จักป่าดีอย่างรุกข์ไม่ยอมหยุดเดิน สมาธิจับอยู่ที่ย่างก้าวครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างมั่นคงและไม่รั้งรอ ชายหนุ่มเดินห่างไปจากเสียงสนทนาที่แผ่วเบาลง และเงียบหายไป เขาอาจจะมาไกลจนไม่ได้ยินหรือไม่พวกเขาก็คร้านจะพูดในเรื่องที่ชายหนุ่มไม่อยากจะฟัง

“โฮ่ง!”

“เจ้าเตี้ย เห่าหาอะไรวะ ตามกันมาแท้ๆ หลวงพี่ครับ ผมเอง รุกข์”

“อ้อ โยมรุกข์ เห็นหมาก็รู้แล้วว่าคนต้องตามมา แต่ทำไมมาช้าเล่า มัวไปขอหวยอยู่หรือไง”

“ฮะ! ตลกละหลวงพี่ เรื่องอะไรผมจะเอาธูปเทียนไปกราบไหว้ต้นไม้”

“อย่างนั้นก็คงไปสืบ” พระเอ่ยแล้วเดินนำเข้าไปในถ้ำ

“ก็ทำนองนั้น คืนนี้ผมขออาศัยถ้ำพระนอนสักคืนนะครับ ขี้เกียจลงไปข้างล่าง เมื่อยชะมัด”

“เอาสิ ตามสบายเลย ลำบากหน่อยนะที่หลับที่นอน”

“สบายมากครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่หลวงพี่แสวงหาไม่ใช่ความสบาย”

“อืม” พระทำเสียงในลำคอ “โยมเองก็หาสิ่งเดียวกันไม่ใช่รึ”

รุกข์อมยิ้มที่ถูกพระย้อนเข้าให้

“ผมยังไม่ละได้ขนาดนั้นหรอกครับ กิเลสยังหนานัก”

“ทางใครก็ทางคนนั้นนะ อาตมาเองกำลังสวดมนต์ทำสมาธิพอดี ตั้งสติมาหลายรอบ แต่ก็ไปไม่รอด” หลวงพี่พูดพลางเดินไปนั่งลงที่ที่นั่งเดิมในมุ้งสีเหลืองแก่ ข้างๆ มีกองไฟกองเล็ก กาน้ำชาร้อนๆ บาตรหนึ่งใบ และเจ้าเตี้ยนอนหมอบอยู่

“เสียงป่าคืนนี้ดังสนั่นจนทำใจให้สงบได้ยากใช่ไหมครับ”

รุกข์ถาม มือที่รินน้ำชาชะงัก “ได้ยินเหมือนกันหรือ”

“ครับ”

รุกข์ประนมมือไหว้ รับถ้วยน้ำชามานั่งจิบเงียบๆ เมื่อพระหลับตาลงอีกครั้ง เสียงสวดมนต์ก็ค่อยๆ ดังกังวานขึ้นจนเกิดความสงัดนิ่งงัน ป่าโดยรอบเหมือนจะสงบลงพลัน รุกข์เอนหลังลงกับก้อนหิน เมื่อไร้เสียงกระซิบกระซาบรบกวนเขาก็ปิดเปลือกตาลงได้

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com