ทดลองอ่าน บังบด : ตอนที่ 14

 

 

ตอนที่ 14

 

 

เอกอีเอ๊กเอ๊ก!

เสียงไก่ป่าดังระงมไพรยามเช้ามืด น้ำค้างหล่นเปาะแปะกราวกรูจากใบสู่ผืนดิน ทำให้อากาศยามเช้าบนยอดภูเย็นจัด รุกข์ขยับลุกขึ้นนั่ง ลูบหน้าลูบตาและคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กพาดบ่า หยิบเครื่องแบบลายพรางแลขันสบู่แปรงสีฟันเดินลงไปตามความลาดชันไปยังลำธารเล็กๆ ด้านล่าง จัดการชำระล้างร่างกายอย่างง่ายๆ แต่งกายเสียใหม่แล้วเดินกลับขึ้นมาหาหลวงพี่นพที่ยืนอุ้มบาตรรออยู่แล้วกับเจ้าเตี้ย ทันทีที่เห็นเขามามันก็วิ่งจี๋นำหน้าพระและนายลงเขาไป

“เจ้านี่ตะกละ”

“อย่าไปว่ามันเลย มันเป็นผลพลอยได้ของการเป็นเด็กวัดให้อาตมา ไปไหนมาไหนก็ได้เจ้าเตี้ยนี่ล่ะที่คอยดูแลอาตมา แล้ววันนี้โยมรุกข์นึกยังไงจะอาสามาเป็นเด็กวัดอีกคน”

“ครับผม เผื่อมีลูกน้องผ่านทางขึ้นไปอุทยานฯ ผมจะได้ติดรถไปด้วย”

“อืม ก็ดีนะ ทางเดียวกันไปด้วยกัน”

“ครับ”

ป่ายามเช้ามืดค่อนข้างเดินลำบาก แต่อาศัยเจ้าเตี้ยนำทางกอปรกับความชำนาญของทั้งสอง ไม่นานก็เดินลงมาจนถึงบริเวณสำนักสงฆ์ถ้ำข้าวทิพย์ ถ้ำพระที่หลวงพี่นพจำพรรษามาหลายปีนั้นอยู่ระหว่างหลุบคำบักอินกับถ้ำข้าวทิพย์ พระนพต้องเดินผ่านบริเวณที่ขยายออกไปเรื่อยๆ ของสำนักสงฆ์นั้นทุกเช้าเพื่อลงไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านด้านล่าง

“โฮ่ง”

“โฮ่งๆ” เสียงหมาของสำนักสงฆ์ข้าวทิพย์เห่ากรรโชกใส่เจ้าเตี้ย

“แฮ่” เจ้าหมาหนุ่มของรุกข์ไม่ยอมถอย

“โฮ่งๆ”

“เอ๋ง!” ท่อนไม้แห้งปลิวมาโดนหัวหมาวัดตัวหนึ่ง มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ไม้ท่อนนั้นลอยผ่านหน้าพระนพไปไม่ถึงคืบ พระหนุ่มชะงักงันยืนนิ่ง

“ฉิบหาย จะฆ่าพระหรือไงวะ” รุกข์ตะโกนลั่น

“ช่างเถอะโยมรุกข์ ไปกันต่อเถอะ”

“โฮ่งๆ” เจ้าเตี้ยเห่าตอบ ท่าทางมันโมโหจัด

“ไอ้หมาบ้า คนจะหลับจะนอน ไปเห่าไกลๆ ไป๊ เดี๋ยวพ่อเตะกลิ้ง”

เสียงแหบๆ เหมือนคนนอนไม่เต็มอิ่มดังมาจากสิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่ง พระนพสาวเท้าไวๆ เดินนำรุกข์ลงไปตามความลาดชันของทางเกวียนโบราณ ทิ้งสำนักสงฆ์แห่งนั้นให้หลับใหลต่อไปในยามเช้าของวันแห่งโชคลาภ

พระนพ รุกข์ และเจ้าเตี้ยเดินมาจนถึงถนนลูกรังขรุขระอันบ่งบอกว่าได้เข้าใกล้หมู่บ้านเต็มทีแล้ว ชาวบ้านบางคนสวนทางพวกเขาขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บของป่า หากินตามธรรมชาติ บ้างไปทำงานที่เรือกสวนไร่นา ต่างทักทายพระหนุ่มอย่างนอบน้อมและหยอกเย้าเล่นกับหัวหน้ารุกข์อย่างเป็นกันเอง

บ้านแรกที่ใส่บาตรยามเช้าเสมอคือบ้านของผัวหนุ่มเมียสาวที่เพิ่งมาตั้งรกรากที่ตีนเขาได้ไม่ถึงปี พวกเขามีลูกสาวเล็กๆ ที่ยังไม่เข้าโรงเรียนคนหนึ่ง บ้านไม้หลังน้อยมีไฟฟ้าใช้เพราะสายไฟที่โยงมากับต้นไม้ที่ตัดมาปักเป็นเสาผ่านที่ดินของเพื่อนบ้านหลายแปลง พระหนุ่มเปิดบาตรรับข้าวเหนียวนึ่งสุกใหม่กับเนื้อย่างและไข่ต้มสุกหนึ่งฟองใส่ถุงเล็กๆ เจ้าเตี้ยกระโดดไปมาอย่างตื่นเต้นจนรุกข์ต้องดุมัน

พระนพปิดฝาบาตรแล้วสืบเท้าสม่ำเสมอเดินลงไปตามถนนลูกรังตัดตรงไปยังถนนลาดยางเส้นหลักที่พาดผ่านภูผาพยับเมฆลงไปจนถึงตัวจังหวัด แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าทาบทาลงบนยอดไม้และหลังคาสังกะสีของบ้านเรือนชาวดงขมิ้น

“นิมนต์เจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังกระวีกระวาดลงมาจากบันไดบ้านยกพื้นสูงแค่ศีรษะ นางสะพายกระติ๊บข้าวและถือขันเงินใบใหญ่

“ใจเย็นๆ ครับน้า เดี๋ยวตกบันได พระท่านรอได้” รุกข์ต้องรีบร้องบอก หญิงคนนั้นยิ้มกว้างเมื่อมองเห็นร่างสูงกำยำในชุดลายพรางที่ยืนอยู่ด้านหลังของพระ ลูกสาวนางเรียนวิทยาลัยเทคนิคในตัวจังหวัดปีสุดท้ายแล้ว หน้าตาสะสวยไม่น้อยหน้าลูกสาวบ้านไหน แกวาดหวังไว้ว่าถ้าหากได้กันกับหัวหน้าพิทักษ์ป่ารุกข์ก็คงดีไม่น้อย

“ขอบใจจ้ะหัวหน้ารุกข์” แกคุกเข่าลง ยกกระติ๊บข้าวและขันเงินขึ้นเหนือหัว นางใส่บาตรแล้วก็หันมาคุยกับรุกข์ต่อด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ

“วันนี้นึกยังไงถึงมาเป็นเด็กวัดจ๊ะหัวหน้ารุกข์ รอหน่อยสิ น้าจะขึ้นบ้านไปตักแกงขี้เหล็กให้”

“ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ ผมกะว่าจะรอติดรถลูกน้องขึ้นไปทำงานเช้านี้ อ้อ นั่นไงมาแล้ว” รุกข์พยักหน้าไปทางมินิคูเปอร์สีครีมที่ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดเลียบริมทาง ห่างจากพระนพเล็กน้อย

“อ๋อ แม่หนูคนนี้นี่เอง ทำงานที่อุทยานฯ ด้วยหรอกรึ ไม่เคยเห็นใส่เครื่องแบบ”

“ครับ ลูกน้องผมเอง”

คำพูดประโยคนั้นเข้าหูคนที่ถือขันเงินเดินตรงมาย่อกายลงใส่บาตรด้วยกิริยาสำรวมเรียบร้อย วันนี้หล่อนสวมกระโปรงยาวเกือบกรอมข้อเท้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวนวลสบายตาตัวหลวม คาดเข็มขัดเส้นใหญ่ ผมยาวมัดรวบเผยใบหน้าผุดผาด แลดูเหมือนสาวย้อนยุคไม่ดูแก่แต่กลับเก๋ไปอีกแบบ

“สวัสดีค่ะหัวหน้า” หล่อนค้อมศีรษะทักทายเขาเพราะมือถือขันอยู่ ร่างบอบบางของอินถวาเรืองรองอยู่ในแสงและหมอกยามเช้า แต่ทว่าไม่นานสิ่งที่ล้อมรอบหล่อนอยู่กลับค่อยๆ ดำทะมึน ร่างสูงกำยำยืนนิ่งจับจ้องหญิงสาวเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองเห็นไม่ผิด กิริยานั้นผิดสังเกตจนพระนพต้องเงยหน้าขึ้นมองไปทางเดียวกันบ้าง เมื่อสายตาของพระพบกับสิ่งที่ตาเนื้อยากจะเห็นได้ ร่างทั้งร่างของท่านก็นิ่งงันไปชั่วครู่

เกิดอะไรขึ้นกับโยมคนนี้

“แฮ่!” เจ้าเตี้ยแยกเขี้ยวขู่ไปทางอินถวา

“ดุจังเลยนะเรา เมื่อวานยังเป็นมิตรกันอยู่เลย” อินถวาโน้มตัวลงทักทาย เจ้าเตี้ยถอยกรูดไม่เป็นท่า มันยังแยกเขี้ยวยิงฟันไม่เล่นด้วย

“เตี้ย พอได้แล้ว” เสียงห้าวสั่งห้าม เตี้ยถอยกรูดมาหลังนาย สายตายังไม่ละจากหล่อน

“ขออนุญาตค่ะ” หล่อนเดินผ่านเขาไปย่อตัวใส่บาตร กลุ่มควันนั่นแตกกระจายหากไม่ยอมจางไปง่ายๆ พระนพทอดถอนใจพลางพูด

“โยมรุกข์หารถขึ้นไปทำงานใช่ไหม ไปกับโยมคนนี้เถอะ อาตมาจะเดินบิณฑบาตกับเจ้าเตี้ยเอง”

“ครับผม”

“โยมไปกับหัวหน้ารุกข์เถอะนะ จะได้ปลอดภัย”

“เจ้าค่ะท่าน” อินถวาประนมมือไหว้รับคำบอกแปลกหูนั่น หล่อนขับรถขึ้นลงเขาไปทำงานอยู่แล้วทุกวันนี่นา รุกข์ประนมมือไหว้พระแล้วเบี่ยงกายหลบให้ท่านเดินผ่านก่อนจะหันไปทางคนที่ยืนรอเขาอยู่

กลิ่นหอมอบอวลลอยปะปนมากับสายลม จากตัวหล่อนมาถึงเขา กลิ่นประจำกายที่ไม่เพียงแต่รุกข์ที่สัมผัสได้ พวกมันเองยังจดจ้องหล่อนไม่ลดละราวกับเห็นเหยื่ออันโอชะ อินถวามองมาที่เขา ดวงตาของหล่อนมีคำถาม รุกข์ทั้งยุ่งยากและรำคาญใจ

เรื่องบางเรื่องมันอธิบายไม่ได้ พูดไปก็รังแต่จะทำให้เขาเป็นไอ้คนบ้า จะบอกได้ไงล่ะว่ารอบตัวหล่อนมีสัมภเวสีนับสิบจับจ้องคอยจะฉีกทึ้งกินเลือดกินเนื้อหล่อนอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ!

“มีอะไรคะ” อินถวาขมวดคิ้วมุ่น ถามเขาด้วยหางเสียงสะบัดน้อยๆผิดวิสัยคนใจเย็นเป็นน้ำ ก็เขาเล่นจ้องหน้าหล่อนด้วยสีหน้าบึ้งตึงแบบนี้จะให้ใจเย็นได้ยังไงกัน

รุกข์ส่ายหน้า เขาก้าวเข้ามาใกล้หล่อน กวาดสายตาคมมองปราดไปรอบๆ กายหอมกรุ่น เมื่อร่างสูงในชุดลายพรางขยับเข้ามาใกล้ รังสีดำทะมึนที่ตีวงแคบเข้ามารายล้อมหล่อนก็แตกกระจายกลายเป็นตนต่างๆ กัน พวกมันโกรธขึ้งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการจ้องมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“ผมจะขอติดรถไปทำงานด้วย เมื่อคืนไปค้างที่ถ้ำพระกับพระนพท่าน”

“อ๋อค่ะ ทราบแล้ว” เมื่อหล่อนพูดเพียงแค่นั้น แถมยังทำหน้านิ่ง เขาจึงเดินก้าวนำหล่อนไปที่รถ แล้วยังไม่วายสั่งการเสียงห้าวมาว่า

“ไปเถอะ มัวชักช้าเดี๋ยวเข้างานสาย คุณอาจจะไม่ผ่านโปรนะ”

“ค่ะ หัวหน้า” หล่อนกำกุญแจรถแน่น เคืองคนที่ขอโดยสารไปด้วยแต่ยังกล้าเอางานมาขู่หล่อนเล่น

หัวหน้าพิทักษ์ป่าหนุ่มทำให้รถของหล่อนดูจิ๋วลงไปอีกเมื่อเขาเดินไปยืนอยู่ข้างๆ ประตู แต่อินถวาไม่แปลกใจหรอก เขาคงเก่งเรื่องการข่มให้คนอื่นด้อยลงอยู่แล้ว รุกข์เปิดประตูฝั่งคนขับให้เจ้าของรถขึ้นไปนั่งเป็นสารถีจำเป็นราวกับกลัวว่าหล่อนจะไม่ให้ไปด้วยอย่างนั้นล่ะ เสร็จแล้วเขาก็เดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารแล้วแทรกกายสูงใหญ่ของตนเข้าไปในรถคันจิ๋วราคาสูงลิ่ว ที่เขาเคยคิดสงสัยว่าคนประเภทไหนที่จะยอมเสียเงินหลายล้านซื้อรถคับแคบมาขับ แต่พอได้เข้าไปนั่งภายในรถ ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามันจิ๋วแต่แจ๋ว นั่งสบายไม่น้อยทีเดียว

“รบกวนหัวหน้าคาดเข็มขัดด้วยค่ะ” เสียงหวานๆ สั่งก่อนที่หล่อนจะออกรถไปอย่างนุ่มนวล ความนิ่งของหล่อนเหมือนผืนน้ำยามเช้าไหลระเรื่อยสงบเสียจนเขาอยากจะโยนก้อนหินลงไปก่อกวนให้แตกกระจาย

อยากรู้นักว่าถ้าหากหล่อนเห็นอย่างที่เขากับพระนพเห็น ว่าอะไรที่กำลังจ้องจะกินเลือดกินเนื้อตนอยู่จะยังนิ่งอยู่แบบนี้ไหม คิดขึ้นมาแล้วก็ให้เกิดความสงสัย รุกข์เคยเห็นวิญญาณพยาบาทที่ตามติดคนที่มันต้องการเอาชีวิตมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นกลุ่มวิญญาณที่กรูกันเข้ามาห้อมล้อมคนคนเดียวมากมายขนาดนี้

หล่อนเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดพวกมันมาจากทุกสารทิศ เพราะอะไร เพราะกลิ่นหอมหวานจากกายหล่อนที่ผิดปกติมนุษย์หรือรัศมีเรืองรองที่มักจะห้อมล้อมผู้มีจิตเป็นกุศลที่หล่อนมีอย่างนั้นหรือ รุกข์คิดได้เท่านั้นตัวรถก็ไหวโยก

“หลบไป! ไม่นะ!”

เอี๊ยด!

“อินถวาไม่ต้องหยุด ไปต่อ ไป!”

“ฉะ...ฉันชนคนค่ะ” มือที่จับพวงมาลัยสั่นระริก เขาสัมผัสได้เพราะมือเขากุมอยู่เหนือมือเล็กนั่น เสี้ยววินาทีชีวิตที่เพิ่งผ่านไปเขากระชากพวงมาลัยกลับเพราะเจ้าหล่อนหักหลบบางสิ่งบางอย่างที่โค้งอันตรายนั่นจนรถแทบลิ่วลงหน้าผาไปแล้ว

“ปล่อยค่ะ ฉันจะลงไปดูพวกเขา”

“คุณไม่ได้ชนใคร ขับไปเรื่อยๆ เจออะไร เห็นอะไรไม่ต้องหลบทั้งนั้น”

“บ้าไปแล้ว ฉันชนคน! คุณตาบอดหรือไง สองแม่ลูกที่กำลังจูงจักรยานข้ามถนนนั่น” อินถวาปัดมือเขาออกแล้วหักพวงมาลัยเข้าไปจอดข้างทางทำท่าจะกลับรถ หมิ่นเหม่ต่อการถูกรถที่ขึ้นลงเขาชนเข้ายิ่งนัก รุกข์กัดฟันแน่นมองใบหน้าซีดเซียวด้วยความตกใจ ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก

“ห้ามลงจากรถ”

“คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง ฉันบอกว่าฉันชนคน ชนเข้าเต็มๆ ปล่อยนะ ฉันจะกลับไปดูพวกเขา”

“รถคุณจิ๋วขนาดนี้ถ้าชนคนสองคนกับจักรยานอีกคันมันไม่เละไปแล้วเหรอ มีสติหน่อยได้ไหม” เขาตะคอกใส่ร่างที่กำลังสั่นระริกจนหล่อนสะดุ้ง คำพูดของเขาก็เหมือนแสงสว่างวาบในหัว

จริงสิ ถ้าหล่อนชนคน ก็ต้องมีการกระแทก เจ้ามินิของหล่อนคงไม่ได้แล่นฉิวมาสบายๆ อย่างนี้หรอก

“มองกระจกหลัง ถ้าคุณชนสองแม่ลูกนั่นจริงก็ต้องเห็นคนเจ็บหรือตาย” อินถวาเงยหน้าขึ้นมองกระจกมองหลัง ความว่างเปล่าของท้องถนนทำให้หล่อนนิ่งงัน

“แต่ฉันเห็นจริงๆ นะคะ สองแม่ลูกนั่น แม่ถือตะกร้าสานจูงจักรยาน ลูกสาวเดินตามหลัง พวกเขาโผล่มาจากไหนไม่รู้กำลังจะข้ามถนนแล้วฉันก็ชนเข้าอย่างจัง”

รุกข์ถอนหายใจยาว “ผมก็เห็น คุณไม่ได้บ้าหรอก”

“คุณเห็น แล้ว...”

“อย่าเพิ่งถามเลย โน่นรถพวกที่อุทยานฯ แซงเราไปหลายคันแล้ว คุณกับผมมาจอดรถข้างทางคุยกันเช้าๆ แบบนี้ พวกนั้นคงได้มีเรื่องคุยสนุกปาก รีบออกรถไปทำงานได้แล้ว ผมเป็นหัวหน้าและผมไม่เคยเข้างานสายนะ”

“คุณ...”

“อยากรู้อะไรเกี่ยวกับโค้งนั่นไปถามอายอดชายของคุณเองก็แล้วกัน ออกรถได้แล้วอินถวา” ในที่สุดหล่อนก็ขัดคำสั่งเขาไม่ได้ ทำได้แต่ขึ้นเขาไปทำงานและเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเท่านั้น

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com