
อินถวาโตมากับยายผู้ทรงศีลและแม่ที่หลังจากเลิกกับพ่อก็หันหน้าเข้าพึ่งพระธรรมจนบัดนี้ อินถวาจึงเรียนรู้การนั่งสมาธิภาวนาเสมอ หล่อนจึงเข้าสมาธิได้โดยง่ายเพียงหลับตาลงเท่านั้น ใจหล่อนเย็นลง ความอึดอัดที่ไม่รู้แน่ว่าเกิดจากอะไรค่อยๆ ตกตะกอนช้าๆ ใจเริ่มใสขึ้น และบางเบา
แต่ในขณะที่คนหนึ่งกำลังเบากายสบาย อีกคนกลับร้อนรุ่มกระวนกระวายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
โธ่เอ๊ย ช่างไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย ตัวของตนหอมหวานปานนี้ ผีพาล สัมภเวสียิ่งชอบ ยังจะมาเข้าสมาธิดึงดูดให้พวกนั้นเข้ามาหาอีก แถวนี้ใกล้วัด ใกล้ป่าช้าเสียด้วย ช่างขยันดึงดูดความสนใจจริงๆ เลยนะแม่นางฟ้าของไอ้คม
คนเป็นหัวหน้าสอดส่องมองไปทั่วบริเวณ เขาสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่ซ้อนทับอยู่กับความสงบวังเวงและเสียงสวดมนต์ เขาตื่นกับจำนวนของตนที่มากเป็นสองเท่าของคนที่มาฟังสวด ดวงตาวาวโรจน์หิวกระหายที่จดจ้องเป็นตาเดียวไปยังร่างบางที่นั่งประนมมือหลับตาพริ้มดำดิ่งลงไปในสมาธิของตนโดยหารู้ไม่ว่าภัยมา
สองครั้งสองคราในวันเดียวกัน สำคัญนักลูกสาวอดีตนายช่างคนนี้
แต่ทันทีที่รุกข์ขยับตัว เสียงแหบห้าวของอดีตนายช่างเปรมก็ดังขึ้นข้างๆ
“หัวหน้ารุกข์ หน้าที่ดูแลลูกสาวให้ผมทำเองเถอะ” ในความสุขุมของน้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด เมื่อชายสูงวัยกราดสายตาดุมองไปทางเดียวกันกับเขา รุกข์ก็รู้ทันทีว่าพ่อของหญิงสาว ‘ตื่น’ และ ‘รู้’ พอๆ กับเขา
“ครับ” เขาก้มศีรษะรับแล้วนั่งลงดังเดิม แต่สายตายังกวาดมองไปรอบๆ เพียงไม่นานหูเขาก็ได้ยินเสียงบริกรรมคาถาต่ำลึกเพียงริมฝีปากขยับ แต่มันกลับรัวกึกก้องมากขึ้นทุกที จนกลบเสียงพระสวดและเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นของผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลายที่กำลังตีวงแคบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ราวกับว่าไม่อาจละทิ้งความหอมหวานจากร่างที่หมายตาไว้ไปได้
“ออกไป” เปรมเปล่งวาจาออกไปเบาๆ เพียงหล่นจากปาก สองคำเท่านั้นร่างทั้งหลายที่กรูเข้ามาหาอินถวาราวแมลงเม่าก็กระเด็นผึงราวโดนถีบไปคนละทิศละทาง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่นานก็สลายหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงสวดมนต์ของสงฆ์ลอยขึ้นมาแจ่มชัดกึกก้อง
รุกข์ลอบมองอดีตนายช่างด้วยความสนใจ ร่างชราสะท้าน เหงื่อซึมไรผม ลมหายใจขาดห้วง แต่ไม่นานก็ตั้งสติได้ ลมหายใจเริ่มท่องเข้าออกเป็นจังหวะไม่น่าห่วงนัก
“พ่อ พ่อคะ พระสวดเสร็จแล้วค่ะ” เสียงหวานใสดังขึ้นข้างหู มือนิ่มจับแขนเหี่ยวแห้งด้วยโรคภัยนั้น แต่แล้วเมื่อหล่อนเห็นใบหน้าซีดเผือดของพ่อก็ใจหายวาบ
“พ่อขา เป็นอะไรหรือเปล่า พ่อ”
“พี่เปรม เป็นยังไงบ้าง” ยอดชายผลุนผลันเข้ามาถามไถ่ สังเกตเห็นร่างเพื่อนรุ่นพี่โงนเงน
เปรมเปิดเปลือกตาขึ้นยิ้มโหยๆ “พ่อไม่เป็นไรลูก จริงไหมหัวหน้ารุกข์ ผมพอไหวไหม”
“ครับ” รุกข์ฉีกยิ้มฝืด รู้ทันทีว่าลูกสาวอดีตนายช่างนั้นดื้อเหมือนใคร
พระที่รับกิจนิมนต์กลับวัดไปหมดแล้ว เจ้าภาพแม่ลูกและญาติๆ เริ่มทยอยส่งแขก บ้านที่เคยแน่นขนัดเริ่มวังเวง หัวหน้าพิทักษ์ป่ายังไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวเดิม นายช่างเปรมพาลูกสาวเดินไปที่ถังใส่น้ำแช่ขมิ้น ยกกิ่งรำเพยที่จุ่มอยู่ในนั้นขึ้นสะบัดน้ำหอมจางๆ บนกระหม่อมลูกสาว
“ปัดเป่าภยันตรายหน่อยลูก มางานสีดำเขาถือกัน”
“ค่ะพ่อ” หล่อนประนมมือรับ แล้วพ่อเปรมพาหล่อนมาลาเจ้านายก่อนจะพาเดินออกไปที่รถ
“อายอด หัวหน้ายังไม่กลับเรอะ” อิสระยื่นหน้าเข้ามาถาม บรรยากาศยามกลางคืนทั้งมืดทั้งเย็น แม้คนที่เคยนอนดินกินกลางป่ายังเกิดวังเวงใจ
“อยู่เป็นเพื่อนเมียพรานไกรกับลูกชายก่อนสักพัก” ประสาทหูของหัวหน้าเฉียบคมไม่ด้อยไปกว่าอย่างอื่น ดวงตาของเขาเบือนจากแผ่นหลังบางของคนที่เดินตามนายช่างเปรมไปที่รถ
“อายอด นายช่างเปรมเกษียณนานแล้วหรือ”
“ก่อนหัวหน้ามาประจำที่นี่สักสามสี่ปีครับ สมัยหนุ่มๆ แกเนื้อหอม หน้าตาหล่อเหลาไม่ผอมแห้งอย่างตอนนี้”
“มิน่าเล่าลูกสาวสวย” คมคายสอดขึ้นมาประสาคนปากไว
“ลูกสาวสวยเพราะแม่มากกว่า คุณกันยารัตน์เมียเก่านายช่างเปรมนั่นน่ะไม่ต่างกับนางฟ้านางสวรรค์เลยทีเดียว”
“อ้าว สวยขนาดนั้นทำไมถึงได้ตกที่นั่งเมียเก่าล่ะอา”
“ไม่รู้สิวะ แม่ของอังสนาอาจจะชนะเรื่องความใกล้ชิดละมั้ง จำได้ว่าตอนนั้นคุณกันยารัตน์เธอไม่ได้อยู่ดงขมิ้นกับนายช่าง พอมาเยี่ยมแล้วรู้เรื่องเข้า แกก็กลับไปแล้วไม่มาอีกเลย ใจเด็ดมาก”
“โธ่ เป็นไอ้คมหน่อยไม่ได้ สวยๆ อย่างนั้นจะไม่เอาใจเอาตัวออกห่างเลยให้ตายเถอะ”
“บางทีความสวย ความหอมหวานก็เป็นภัยแก่ตัวมากกว่าดี” คนเป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นเนิบนาบ บรรดาลูกน้องต่างเลิกคิ้วมองหน้ากันเพราะน้อยนักที่อีกฝ่ายจะออกความเห็นเรื่องผู้หญิง
“ใช่สินะหัวหน้า ยิ่งสวยยิ่งเป็นที่หมายปอง แย่งกันตาย เหมือนดอกไม้กับหมู่ภมร”
“ช่างเปรียบเทียบ คารมคมคายสมชื่อนะมึง” หัวหน้าชมปนเหน็บ
แต่ไม่รู้ทำไม เขากลับคิดเปรียบหล่อนกับผลไม้ป่าสุกจัดบนยอดต้นที่ส่งกลิ่นหอม หวานล่อใจสัตว์ป่านานาชนิด วันใดหล่นร่วงลงมาคงโดนรุมทึ้งจนเละเทะไปหมด
ชายหนุ่มมองตามแสงไฟท้ายรถของลูกน้องสาวจนลับไปกับตา เขารู้สึกเป็นห่วงสองพ่อลูกอย่างบอกไม่ถูก
“กลับกันได้แล้ว” รุกข์ลุกขึ้นยืน ทำให้คนอื่นๆ พลอยลุกขึ้นด้วย หนุ่มน้อยพยุงแม่เดินมาหาพวกเขาที่เป็นแขกกลุ่มสุดท้ายเพื่อกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ทั้งหมดเดินไปที่ถังใส่น้ำขมิ้น สะบัดน้ำหอมปัดเป่าเคราะห์ร้ายอันอาจมีจากงานศพใส่กระหม่อมแล้วจึงเดินแถวตามกันออกมาจากลานหน้าบ้านพรานไกรไปที่รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของอุทยานฯ กลับไปที่ทำการฯ
----------
เมื่อไปถึงบ้านพัก เวลาก็ค่อนคืนแล้ว แต่รุกข์ยังไม่อาจปิดเปลือกตาลงได้ เช่นทุกวันที่เขาต้องเผชิญกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ร่างกายของเขาเหมือนถูกสูบพลังงานไปก้อนใหญ่ เขารู้สึกเหมือนคลื่นภายในกายยังปั่นป่วนจนหาความสงบลงไม่ได้ รุกข์ค้นยาเส้นที่นานๆ จะสูบทีมามวนด้วยใบตองรีดเรียบแบบที่เคยเห็นปู่เสนทำ เขาให้ลุงแดงคนเฝ้าบ้านของปู่ทำมาให้ทีละกล่องและมีพกไว้ในห้อง เมื่อคิดถึงอดีตกับปู่ เขาจะค้นมันออกมาสูบแบบนี้เสมอ
รุกข์เอนกายลงบนเปลนอนที่ผูกไว้ที่ระเบียงบ้านพักส่วนตัวของเขา ทอดสายตาออกไปยังขุนเขาในความมืดมิด เขาอัดควันหอมเข้มของใบยาผสมกลิ่นใบตองเข้าปอดหนักๆ แล้วปล่อยมันอ้อยอิ่งออกมาจากริมฝีปากม้วนตัวล้อมรอบใบหน้าเขาจนจางหายไป พร้อมๆ กับค่อยๆ ละเลียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งวันทีละเรื่องๆ เหมือนฉายหนังในหัวของเขา
“อุย แสบฉิบ” เขาอุทานเมื่อเผลอลูบหน้าอกตอนที่นึกถึงสภาพตัวเองแบกศพพรานไกรครูดลงมาจากต้นกระบกใหญ่
เมื่อบุหรี่ผ่านไปมวนหนึ่งเขาก็เริ่มผ่อนคลายลง เสียงลมพัดปลายไม้โบกไหวไปมาฟังดูช่างบางเบา นุ่มนวล ให้ความรู้สึกเย็นสบายบางเบาอย่างประหลาด รุกข์อดรู้สึกเคลิ้มๆ ไปไม่ได้
ยาเส้นกล่องนี้ลุงแดงผสมอะไรมาหรือเปล่าวะ หวานนุ่มละมุนจริง กลิ่นยังหอมเหมือนดอกไม้ หอมยังกับกลิ่นเนื้อนุ่ม...กลิ่นเนื้อนวลของใครหนอถึงได้นุ่มเนียน หอมกรุ่นฉ่ำชื่นใจอย่างนี้...
ความคิดที่กำลังจมไปกับความดื่มด่ำนั้นพลันชะงัก รุกข์รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่าง ประสาทสัมผัสบอกว่ากลิ่นและรสสัมผัสที่เพ้อหา ไม่น่าจะใช่ฤทธิ์ยาเส้น
“ไอ้ฉิบหาย ได้กอดทีเดียวทำโหยหายังกับผีพวกนั้น ของขาดมานานเกินไปแล้วมั้งกู” เขาสบถเบาๆ อัดบุหรี่เข้าปอดอีกรอบก่อนจะจุดมวนใหม่อีกครั้ง หงุดหงิดเพราะประสาทสั่งให้อย่าฝืน แต่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **