
ฝนไม่ได้เทลงมาอย่างที่ตั้งเค้าก่อนหน้าและการเดินทางกลับบ้านของอินถวาก็เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลอย่างที่หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าบอก แต่การมีอายอดหรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายอดชายนั่งรถลงมาด้วยก็เพลินดีไม่น้อย คนอัธยาศัยดีอย่างอายอดคอยเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังโดยที่คนพูดน้อยอย่างอินถวาไม่ต้องถาม
เวลาสิบห้านาทีจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว อินถวาแวะส่งอายอดชายที่บ้านของแกก่อนแล้วจึงขับรถกลับบ้านของพ่อซึ่งอยู่อีกฟากของดงขมิ้น
“นั่นยังไงคะ ลูกสาวพ่อมาโน่นแล้ว อังไปนะคะ พี่ชาติรอนานแล้ว งานศพแบบนี้ไปช้าดูไม่ดี เจ้าภาพเขาจะว่าเราไม่มีน้ำใจช่วยงาน” อังสนาที่อยู่ในชุดกระโปรงสีดำลูกไม้แบบสุภาพเอ่ย แล้วก็คว้ากระเป๋าสะพายสีดำเดินไปลูบหัวลูกๆ ที่กำลังเล่นเกมอยู่แล้วก็ออกจากบ้านตรงไปที่รถที่ติดเครื่องรออยู่ อินถวาจอดรถคันเล็กของหล่อนแอบไว้เกือบติดรั้วเพราะเห็นฤทธิ์การขับรถของพี่เขยแล้วก็กลัวแทนเจ้ามินิของตน
อภิชาตนั่งอยู่ในรถมองมาทางหล่อนนิ่งๆ อินถวามองผ่านสายตาที่ทำให้รู้สึกไม่สนิทใจนั่นแล้วก็เดินเข้าบ้านไป อีกฝ่ายพอภรรยาขึ้นรถได้ก็บึ่งรถกระบะสี่ประตูออกนอกรั้วไปอย่างรวดเร็ว
“อิน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเดี๋ยวพาพ่อไปงานศพพรานไกรหน่อยนะลูก พ่อว่าจะไปกับอังแต่เห็นเขารีบๆ กันเลยรอหนูดีกว่า งานนี้พวกพิทักษ์ป่าเป็นพระเอก ยังไงพวกหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของหนูก็คงไปกันเกือบทุกคน อินควรไปด้วยนะ”
“ก็ได้ค่ะ เห็นอายอดก็ว่าจะไปอยู่เหมือนกัน แล้วเด็กๆ ล่ะคะ”
“เดี๋ยวพ่อฝากป้าข้างบ้านไว้ เขาสนิทกับบ้านเราไม่เป็นไรหรอก”
“ตาไปเถอะน่า พวกผมโตแล้ว ไม่เห็นต้องห่วงเลย” หลานชายพูดแทรกขึ้นมา ทั้งๆ ที่มือและตายังไม่วางจากโทรศัพท์ อินถวาถอนหายใจยาวกับมารยาทน่าตีนั้น แล้วก็เดินไปทางส่วนต่อเติมของบ้านที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของหล่อน อินถวาอาบน้ำแต่งตัวใหม่เป็นชุดกางเกงสุภาพและเสื้อแขนยาวสีดำเรียบร้อย ผมยาวรวบเป็นมวยต่ำๆ ไว้ที่ท้ายทอย หล่อนเปลี่ยนต่างหูเป็นมุกเม็ดเล็กๆ เปลี่ยนกระเป๋าถือเป็นคลัตช์เรียบๆ ใบจิ๋ว แต่งแต้มใบหน้าเล็กน้อยให้พอเรื่อสีสันแล้วก็เดินออกมาหาคนเป็นพ่อที่รออยู่หน้าบ้าน
“สวยอีกแล้วลูกพ่อ สวยเหมือนแม่เขาไม่มีผิด” อดีตนายช่างเปรมชมเชยด้วยความภาคภูมิใจไม่น้อย แม้จะห่างกันมานานหลายปีแต่เขาก็ยังรักและคิดถึงแม่ของลูก เพียงแต่การตัดสินใจครั้งนั้นในชีวิตได้กำหนดชะตาชีวิตที่เหลือของเขาไว้หมดแล้ว และมันไม่มีเมียรักรวมอยู่ในนั้นด้วย
คิดขึ้นมาเปรมก็อดละอายใจไม่ได้ ยามบั้นปลายชีวิตเขากลับไขว่คว้าเรียกร้องให้ลูกมาอยู่ดูแล
“พ่อยอลูกอีกแล้ว ขอบคุณค่ะ นี่อายอดคงไปรอที่งานแล้ว วันนี้อายอดกลับลงมาพร้อมอิน”
“อ้าว ทำไมล่ะ รถเขาเสียหรือยังไง”
“เปล่าค่ะ เป็นคำสั่งของหัวหน้าน่ะค่ะ”
“อ้าวหรือ มีอะไรหรือเปล่าลูก”
“ไม่รู้สิคะ อินถามอายอดแล้วแต่อาก็ไม่ตอบ บอกแค่ว่าให้ทำตามอย่างเดียว”
“อินไม่เป็นไรแน่นะลูก”
“แน่สิคะ...แค่เมื่อบ่ายอาจจะหน้ามืดนิดหน่อย พอดี...เอ่อ...อินเห็นศพของพรานไกรด้วยน่ะค่ะ”
“กลัวเหรอลูก” คนเป็นพ่อวางมือบนศีรษะทุย ลูกสาวส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่หรอกค่ะพ่อ อินเข้าวัดกับแม่กับยายบ่อย เรื่องพวกนี้ก็พอเข้าใจบ้างค่ะ แต่วันนี้คงเหนื่อยมากจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องมีคนขับรถให้นะคะ แต่หัวหน้าท่านสั่งน่ะค่ะ แล้วอายอดยังบอกอีกว่าให้หนูทำตาม”
“บ๊ะ ลับลมคมในจริง” คนเป็นพ่อยิ้มขัน อินถวาขับรถออกจากบ้านอย่างช้าๆ คอยระวังรถเครื่องของวัยรุ่นที่มักจะขับขี่กันฉวัดเฉวียนในยามเย็น เมื่อขับผ่านบ้านไม้สักหลังใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางกลางหมู่บ้าน อินถวาก็ถึงกับต้องชะลอดู ความจริงหล่อนผ่านบ้านหลังนี้มาหลายรอบแล้ว แต่ไม่เห็นคนในบ้านสักที
“บ้านใครคะพ่อใหญ่โตจัง”
“บ้านหัวหน้าหนูไง”
“คะ?”
“บ้านพนมไพร”
“บ้านพนมไพรหรือคะ” รถคันเล็กของอินถวาช้าลงเล็กน้อย เคลื่อนผ่านรั้วไม้เก่าแข็งแรงและตัวบ้านทรงไทยอีสานที่โอ่โถงตั้งตระหง่านอยู่กลางแมกไม้ ในความสง่างามนั้นมีความเศร้าแฝงอยู่ลึกๆ
“ใช่ ตอนนี้เจ้าของก็คือหัวหน้ารุกข์ของหนูนั่นละ”
อินถวามองบ้านไม้สูงสง่าในความมืดอึมครึมนั้นพลางคิดสงสัยว่าทำไมเขาไม่ลงมาอยู่บ้านตัวเองนะ หล่อนชอบความเก่าคลาสสิกของตัวบ้านเหลือเกิน ช่างเหมือนเฮือนไม้ทางเหนือยิ่งนัก พื้นที่ก็กว้างขวางมีต้นไม้ร่มรื่นน่าอยู่สบาย
เปรมบอกทางไปบ้านของพรานไกรซึ่งตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ไม่ห่างจากวัดและแม่น้ำที่ไหลลงมาจากผาพยับเมฆ และไหลผ่านหมู่บ้านดงขมิ้นไปลงทะเลสาบใหญ่ในพื้นที่ลุ่มของจังหวัด
“แขกมาฟังสวดเยอะเลย จะมีที่จอดไหมลูก”
“อินหาได้ค่ะ เจ้าครีมมี่ของอินคันนิดเดียวเอง”
“อุย พ่อหวาดเสียว ได้เหรอลูกที่แคบเชียว นั่นรถของอุทยานฯ จอดเป็นแถว”
“ได้สิคะ อินขับรถในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ได้ใบขับขี่แล้วนะคะพ่อ แค่นี้สบายมาก” ลูกสาวอมยิ้มกับท่าทางหวาดเสียวของพ่อ หล่อนขยับโยกเจ้ามินิเข้าไปจอดระหว่างกระบะยักษ์ใหญ่ติดตราอุทยานแห่งชาติผาพยับเมฆได้สำเร็จอย่างพอดิบพอดี
“เก่งมากลูกพ่อ” เปรมยิ้มจนตาหยี
สองพ่อลูกเดินตามกันเข้าไปในงานที่มีแขกคับคั่ง บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนตามแบบนิยมของชาวดงขมิ้นเล็กไปถนัดใจเมื่อมีแขกเหรื่อมามากมาย โชคยังดีที่ด้านหน้ามีลานกว้างพอให้กางเต็นท์ของตำบลไว้รับแขกได้อีกหลายสิบ หนึ่งในเต็นท์เหล่านั้นคือโต๊ะของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาพยับเมฆ พวกเขาดูแปลกตาออกไปเมื่อไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบลายพราง
“พี่เปรมเชิญทางนี้” ยอดชายรีบลุกขึ้นกวักมือเรียก อินถวาเห็นร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ถัดจากเขามีคมคายและอิสระเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เพิ่งหายป่วยที่หล่อนพอจะจำชื่อได้
“สักครู่นะยอด ไปยายหนู เราไปเคารพศพพรานไกรก่อน”
“คะ...เอ่อ” มือบางรั้งชายเสื้อของคนเป็นพ่อไว้ โลงศพที่ตั้งอยู่กลาง บ้านตกแต่งด้วยไฟระยับ มีดอกไม้และพวงหรีดไว้อาลัยบางตา
“ทำไมหรือลูก”
“อินไม่เข้าไปได้ไหมคะ” ภาพศพแห้งกรังที่หันมาจ้องหน้าหล่อนเมื่อบ่ายยังติดตา
“ไปเถอะลูก มาเคารพศพ เรามาดี ไม่มีอะไรหรอก”
“ไปสิครับ ผมก็จะไปจุดธูปเคารพศพพรานไกรเหมือนกัน” เสียงห้าวดังมาจากด้านหลัง รุกข์สวมเสื้อเชิ้ตผ้าหนักแขนยาวสีดำสนิท ปล่อยชายหากดูสุภาพไม่มากไม่น้อยเกินไป ผมเผ้าที่เริ่มยาวหวีเรียบ บนใบหน้ามีรอยยิ้มเปิดเผย เป็นคนละคนกับผู้ชายประหลาดที่กระชากหล่อนเข้าสู่วงแขนเมื่อบ่าย
“ไม่ต้องกลัว” เขาเอ่ยน้ำเสียงเบาหากเข้มข้นจนอินถวาหงุดหงิดใจเล็กน้อย ความรู้สึกไม่สบายใจที่จะทำอะไรสักอย่างไม่ได้หมายความว่าหล่อนกลัวสิ่งนั้นเสียหน่อย หญิงสาวหันกลับไปทางพ่อแล้วเดินตามไปที่หน้าโลงศพ
“ป้าถนอม”
“นายช่างเปรม พี่ไกรไปเสียแล้ว” เมียของพรานป่าผู้ล่วงลับน้ำตาคลอเมื่อเห็นเพื่อนรุ่นน้องของสามี เปรมยื่นซองขาวให้น้อยลูกชายของนางแล้วก็เอ่ยปลอบใจ
“ทำใจเสียเถอะนะ พี่ไกรจะได้ไปสบายๆ”
“กลัวจะไม่สบายจริงน่ะสินายช่าง คืนก่อนเขาไปหลุบคำบักอิน ฉันฝันเห็นเขาหลงป่า ตื่นเช้ามาจะห้ามไม่ให้ไปก็ไม่ทันเสียแล้ว พี่ไกรไปตั้งแต่ฉันยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ ไม่ได้ลากันเลย ฮือๆๆ”
“ทำใจเถอะถนอม”
“จ้ะพี่”
“เออ นี่ลูกสาวคนเล็กของฉัน หนูอินถวา ฉันพามาเคารพศพพี่ไกร”
“ขอบคุณจ้ะ ขอบใจนะหนูนะ” นางยกชายเสื้อมาปาดน้ำตา ยื่นธูปให้ทั้งสองคน
“แม่ครับนั่นหัวหน้ารุกข์ คนที่แบกพ่อลงมาจากต้นไม้” น้อยขยับเข้ามากระซิบบอก นางถนอมประนมมือไหว้ น้ำตาไหลไม่หยุด
“ฉันขอบคุณมากนะหัวหน้า ถ้าไม่ได้พวกป่าไม้ป่านนี้ไม่รู้ศพพี่ไกรจะเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เป็นไรครับ ป้าทำใจให้สงบเถอะ พรานไกรจะได้ไปสบาย”
นางถนอมพยักหน้าน้ำตาคลอ ทั้งซาบซึ้งใจทั้งเศร้าสร้อยที่ได้พบหน้าคนที่ลงแรงแบกศพสามีลงมาจากต้นไม้สูง อินถวาเหลือบมองเสี้ยวหน้าคมของคนที่เขยิบเข้าไปแทนที่หล่อนและพ่อที่หน้าโลงศพ เขาจุดธูป ปัก ก้มลงกราบหนึ่งครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมองรูปหน้าศพที่มีสีหน้าขึงขังของผู้ตายครู่หนึ่งก็ถอยออกมา ลานรอบบ้าน ชาวดงขมิ้นจับกลุ่มคุยกันเรื่องการตายของพรานชำนาญป่า
“บอกแล้วๆ ว่าอย่าไปหาของป่าแถวหลุบคำบักอิน ขนาดเป็นป่าเห็ดแท้ๆ มองลงไปเห็นเห็ดบานเต็มหมดฉันยังไม่กล้าลงไปเก็บเลยนา มันเฮี้ยน ของของเขา เขาหวง”
“ของของใครวะ ของป่าใครหาได้หาเอาสิวะ”
“เบาๆ พวกป่าไม้อยู่กันจม” เสียงชาวบ้านหญิงชายสนทนากันถึงสาเหตุการตายของพรานเฒ่า “จะของใครล่ะ ของพวกที่ทับควายบ้านเก่าตรงนั้นน่ะสิ”
“เออ พรานไกรดันไปตีผึ้งรังใหญ่บนต้นกระบกน่ะสิ เขาหวงถึงได้ทำจนตายทั้งยืน”
“หลุบคำบักอินคือหมู่บ้านร้างกลางป่าสมัยปู่ย่าตาทวดโน่นน่ะเหรอ”
“เออ ก่อนจะมีอุทยานแห่งชาติด้วยซ้ำ สมัยพวกสหายกับทหารยิงกันโป้งป้างนั่นล่ะ เวลาหมดเสบียงพวกสหายมันก็จะเดินไปบ้านทับควาย ไปขอเกี่ยวข้าว ขอของกิน”
“ปู่เคยบอกว่าสหายให้คนทับควายเกี่ยวข้าวในนาให้ แล้วก็ถือปืนคุม เขาไม่ได้เอาไปมากหรอก เหลือให้ชาวบ้านด้วย ทีนี้ใครดีด้วยเขาก็แจกยาแจกของหรือแลกเอาบ้าง แต่ถ้าทรยศหักหลังไปเข้ากับทางการละก็ กลางคืนจะถือปืนเดินมาจับตัวไปยิงทิ้งเลยละ แถวนั้นถึงได้เฮี้ยนน่ากลัวชะมัด แบบนี้ยิ่งไม่มีใครอยากเข้าใกล้เลยล่ะ”
“เหอะ เรื่องหลอกเด็กหรือเปล่า”
“อะไรของมึง”
“อ้าว ก็เรื่องเล่าที่จะทำให้พวกมึงไม่กล้าเข้าป่าหาของน่ะสิ”
“หรือจะจริง แต่กูก็ยังกลัวนา เห็นสภาพพี่ไกรแล้ว ไม่ไหวว่ะ”
“แต่มีพวกหนึ่งล่ะที่ไม่กลัวตาย”
“ใครวะ”
“พวกมอดไม้ยังไงล่ะ ยัดยาเข้าไปสักสองสามเม็ด ผีก็ผีเถอะ”
“เออ จริงด้วย เบาๆ หน่อย หัวหน้าพิทักษ์ป่าก็มา หน้าตาดุชะมัด ทำไมพวกสาวๆ ชอบนักวะ”
“นั่นหลานชายคนเดียวของปู่เสนเชียวนะ โสด หล่อ ที่สำคัญรวย ใครจะไม่อยากได้เป็นผัว”
“เออ แต่นี่ก็อีกราย พ่อของหัวหน้ารุกข์น่ะ พรานเสนีที่เขาว่าฉกาจนัก หายตัวไปในป่าผาพยับเมฆเสียเฉยๆ ป่านนี้ยังไม่เจอแม้แต่ศพ รุ่นพ่อกูนั่นละ”
“ก็ยังไม่แก่น่ะสิ”
“ยังไม่แก่มากหรอก แต่ไม่รู้ว่าหายไปได้ยังไง จะว่าตายก็ไม่เห็นศพ คนเป็นพรานแท้ๆ จะว่าหลงก็เชื่อยาก”
“เออ ทีนี้พอแกหายไปหัวหน้ารุกข์เลยเป็นทายาทคนเดียว รวยเละจนสาวๆ น้ำลายไหลอยากได้เป็นผัวจนเนื้อเต้น”
คำพูดของคนกลุ่มใหญ่ที่พูดไปเหลียวซ้ายแลขวาไปด้วยความเสียวสันหลัง แต่เหมือนยิ่งพูดยิ่งเมามัน บทสนทนาออกรสออกชาติเสียยิ่งกว่าอาหารพื้นบ้านรสแซ่บที่ทำมาเลี้ยงแขกที่มาฟังสวด เมื่อพระท่านเริ่มพิธีนั่นล่ะ พวกเขาจึงได้หยุดปากเสียบ้าง แต่ยังมีบางคนที่ติดพัน จับจูงกันไปคุยกันอยู่ในบริเวณที่ตั้งเป็นครัวชั่วคราว อินถวาเห็นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจเบาๆ หล่อนปิดตาลงเสีย มือเรียวงามปานดอกบัวพนมกระพุ่มสวย ไม่นานเสียงพระสวดก็ดังไปทั่วบริเวณ
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **