
หลายวันต่อมามีฝนตกหนัก เช้าวันหลังฝนตกจึงมีหมอกลงจางๆ ลอยต่ำ ดงขมิ้นในยามเช้ากลายเป็นเมืองในม่านหมอกที่น่าชมไม่น้อย อินถวาเตรียมอาหารเช้าที่พี่สาวต่างแม่ชอบค่อนแคะว่าอนามัยจัดให้ผู้เป็นพ่อเรียบร้อยทั้งมื้อเช้าและมื้อเที่ยงรวบทั้งของตนเองไปด้วย หล่อนไปตลาดสดแทบทุกเย็นเพื่อซื้อหาวัตถุดิบสดใหม่ วันนี้ได้สลัดอกไก่ ผักผลไม้สดๆ หล่อนนำใส่กล่องเล็กๆ และไว้ในตะกร้าหวายน่ารักวางมันไว้เบาะหลังรถเป็นเสบียงประจำวัน ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปจิบกาแฟดำร้อนๆ ที่เหลือก้นแก้ว ความฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ ที่หล่อนอดปรนเปรอตนเองไม่ได้ก็คือกาแฟ เพื่อนรักอุตส่าห์ส่งมาให้หล่อนลิ้มรสอย่างไม่ขาดถึงบ้านที่ดงขมิ้นนี่
แน่นอนว่าพี่สาวต่างแม่มีอันต้องแขวะรสนิยมของหล่อนจนได้ แต่อินถวาคร้านจะใส่ใจฟัง ข้อหนึ่งที่หล่อนเหมือนแม่ก็คือเรื่องใดที่ร้อนอกร้อนใจและไม่เห็นทางจะแก้ไขอะไรได้ หล่อนจะไม่เก็บมาคิดให้รกสมอง
หลังจากพูดคุยไถ่ถามอาการของพ่อและจัดหยูกยาอาหารให้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็รีบออกรถมุ่งหน้าขึ้นผาพยับเมฆ ทิ้งเสียงของอังสนาที่ดุด่าลูกๆ ที่ชักช้า และประชดประชันสามีที่เมามาจากงานสังสรรค์จนตื่นสายไม่ยอมช่วยไม้ช่วยมือไว้เบื้องหลัง
บางครั้งอินถวาก็เห็นใจพ่อเหลือเกินที่ต้องทนฟังคำพูดเสียดสีเหล่านั้นทุกวัน และก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเพราะอะไรพ่อถึงเลือกครอบครัวนี้แทนหล่อนและแม่
เจ้าครีมมี่คันน้อยเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวลบนถนนชนบทยามเช้า สายหมอกที่โรยตัวบางเบาอยู่ด้านหน้ามีภูผาพยับเมฆสีน้ำเงินเข้มเป็นฉากหลังทำให้เขาลูกนั้นดูน่าเกรงขามไม่น้อย นับวันขุนเขาที่โอบล้อมดงขมิ้นจะใหญ่โตมากขึ้นทุกทีในความรู้สึกของหล่อน ทั้งๆ ที่เมื่อแรกมาถึงอินถวาแทบไม่ได้สังเกตมันด้วยซ้ำไป
‘ผาพยับเมฆเป็นภูเขาที่สลับซับซ้อนมากนะลูก ใครไม่รู้ทางเป็นได้หลงกัน สมัยที่พ่อทำงานป่าไม้ ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของพวกเราก็คือติดตามคนหลงป่านี่ล่ะ แม้แต่ชาวบ้านหรือพรานไพรก็ไม่เว้นเชียวนา’
คำว่า ‘สลับซับซ้อน’ ช่างเป็นคำบรรยายผาพยับเมฆที่ดีที่สุด
อินถวาลดกระจกลงเล็กน้อย รับสายลมเย็นปนไอหมอกจางๆ รถของหล่อนแล่นเชื่องช้าเนิบนาบไปตามวิถีชาวบ้านสองข้างทาง
‘ชาวดงขมิ้นเดิมอาศัยอยู่บนผาพยับเมฆนั่นล่ะลูก แต่พอทางการเข้ามาปราบปรามคอมมิวนิสต์ก็ได้ตัดถนนใหม่และต่อมาจึงก่อตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น คงสักสิบปีก่อนหนูจะเกิดได้ คนที่นี่จึงใช้ชีวิตเรียบง่าย จะว่าเป็นคนภูเขาก็ว่าได้’ คำพ่อบอกตามประสาคนช่างเล่าติดหู
อีกไม่ถึงห้านาทีรถของหล่อนก็จะแตะตีนเขาผาพยับเมฆ ทะยานขึ้นไปอีกสักหน่อย พิชิตโค้งอันตรายที่ท้าทายสำหรับหล่อนอีกหกเจ็ดโค้ง อินถวาก็จะถึงที่ทำงานใหม่ของตนแล้ว
อันตรายอย่างนั้นหรือ... หล่อนนึกถึงคนที่สั่งการให้อายอดชายนั่งรถลงมาเป็นเพื่อนหล่อนเมื่อเย็นวานแล้วก็อดฉุนไม่ได้ คนที่ขับรถขึ้นเหนือมาไม่รู้กี่รอบอย่างหล่อนน่ะหรือจะกลัว เขาคงเป็นผู้ชายประเภทฉาบฉวยที่แยกแยะความสามารถของคนจากเพศสภาพและรูปลักษณ์ภายนอกสินะ
อินถวามองชาวบ้านชราหลายคนจูงมือลูกหลานเล็กๆ มายืนรอใส่บาตรพระสงฆ์เป็นทิวแถว ด้านหน้าใกล้ตีนเขาอินถวาเห็นพระรูปหนึ่งเดินอุ้มบาตรฝ่าสายหมอกจางๆ มุ่งตรงมาทางหมู่บ้านอย่างสำรวม ชาวบ้านรายทางต่างถอดรองเท้าและคุกเข่าลงรอใส่บาตรเป็นทิวแถว
ความเร็วของรถมินิน้อยๆ ของหล่อนลดลงช้าๆ หัวใจของหญิงสาวบังเกิดความอิ่มเอิบสายหนึ่งผุดขึ้นมาและแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หล่อนเหลือบมองกล่องใส่สลัดอกไก่ ผักสดและผลไม้ที่จัดมาอย่างประณีตพร้อมทั้งนมสดรสจืดที่หล่อนพกพาติดรถไว้ที่เบาะหลัง
“ถ้าเอาไปใส่บาตรจะบาปไหมหนอ ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย แต่อยากใส่บาตรจัง” หญิงสาวตัดสินใจหมุนพวงมาลัยเข้าจอดข้างถนนที่ใต้ต้นประดู่ใหญ่ริมคลองส่งน้ำที่ไหลมาจากอ่างเก็บน้ำของผาพยับเมฆ หล่อนเปิดประตูรถหยิบกล่องสลัดและนมสดแพ็กเล็กนั่นออกมายืนรอที่ริมถนน พระท่านเดินมาใกล้ อินถวาจึงได้ถอดรองเท้าแล้วยอบตัวลงใส่บาตรอย่างนุ่มนวล เมื่อเสร็จเรียบร้อย อินถวายังนั่งก้มหน้าสำรวม หล่อนเห็นเพียงปลายเท้าเปลือยเปล่าและชายจีวรเปื้อนฝุ่นที่ขยับตามจังหวะก้าวเดินห่างออกไปอย่างสม่ำเสมอเนิบนาบ ด้านหลังท่านมีหมาไทยตัวเตี้ยวิ่งตามต้อยๆ ท่าทางมันเป็นมิตร
ถัดจากหล่อนมียายหลานคู่หนึ่งกำลังรอใส่บาตรอยู่ อินถวาขึ้นไปนั่งบนรถแล้วมองพระท่านเปิดบาตรรับของจากชาวบ้านไปเรื่อยๆ จนท่านเดินลับตาไปในสายหมอกยามเช้าบนถนนคดเคี้ยวในหมู่บ้าน
“เฮ้อ...คิดถึงแม่กับยาย” หล่อนพึมพำกับตนเองขึ้นมาคำหนึ่งน้ำตาก็คลอหน่วย อินถวามาอยู่ดงขมิ้นได้สามเดือนกว่าแล้ว แม้จะติดต่อกลับบ้านบ่อยๆ แต่ก็ไม่เหมือนได้อยู่ด้วยกันทุกวัน
ชีวิตที่โตมาด้วยความรักและการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมของแม่และยายทำให้อินถวามีความสุขจนบางครั้งหลงลืมไปว่าโลกเรานั้นไม่ได้มีแต่ด้านสวยงามเสมอไป หญิงสาวใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาออกจากพวงแก้ม สูดลมหายใจเข้าลึกล้ำ ก่อนจะพาเจ้ายานพาหนะน้อยทะยานขึ้นเขาอันสูงตระหง่าน
อินถวามาถึงที่ทำงานก่อนพิธีเข้าแถวหน้าเสาธงยามเช้าที่หล่อนคิดว่าช่างเป็นการบริหารที่เต่าล้านปีเสียเหลือเกิน แต่ดูเหมือนทุกคนจะปฏิบัติจนชินเสียแล้ว หล่อนผู้มาใหม่จึงต้องถือสุภาษิตเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไปเสีย
วันนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนทุกแผนกสวมเครื่องแบบลายพรางสีเขียวแก่ ทำให้อินถวาดูแปลกแยกอย่างช่วยไม่ได้ ดีที่วันนี้ทุกคนมัวแต่สนใจฟังหัวหน้าอุทยานอาวุโสสาธยายเรื่องโครงการเพื่อพิทักษ์ป่าร่วมกับชุมชนต่างๆ จนไม่มีเวลามาใส่ใจหล่อน
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติพิธาน ทองดำริ อินถวาเพิ่งได้เห็นตัวจริงของเจ้านายใหญ่ก็วันนี้เอง เขาเป็นชายสูงวัยใกล้เกษียณ รูปร่างภูมิฐาน ท่าทางสุขุมน่าเคารพ ข้างกายมีเจ้าหน้าที่ที่หล่อนเห็นเข้าออกที่ทำการฯ บ่อยครั้งอยู่อีกสามนาย
อินถวาแอบชำเลืองมองหาหัวหน้าอีกคนโดยรอบ แต่ก็ยังมองไม่เห็นเขา
แดดเริ่มจัดแล้ว ไม่เหลือเค้าหมอกยามเช้าเย็นสบาย เจ้าหน้าที่หลายนายเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด หัวหน้าอุทยานฯ เหมือนจะแกล้ง หรือไม่เขาก็มีเรื่องเล่าไม่หยุดในช่วงที่หายหน้าหายตาไปเกือบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ไม่เหมือนอีกคนที่ยืนหน้าเสาธงแค่เพียงทักทายไต่ถามและแจ้งภารกิจที่มีเสร็จสิ้นก็บอกเลิกแถวให้แยกย้ายกันไปทำงานทันที
หายไปไหนของเขานะ...
“มองหาใครอยู่ครับ” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง ร่างบางไหวสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่หันกลับไปมอง
“วันนี้วันจันทร์” เขากระซิบให้พอได้ยินโดยไม่ก้มตัวลงมา
“ดิฉันทราบแล้วค่ะ”
“แล้วทำไมไม่สวมเครื่องแบบลายพรางล่ะครับ หัวหน้าพิธานเข้มงวดเรื่องเครื่องแต่งกายครับ” รุกข์ยืดกายมองตรงไปข้างหน้า แต่ยังไม่หยุดพูดกับหล่อน อินถวาเงยหน้ามองคนที่สูงกว่าเกือบศอก
“ขอบคุณค่ะที่เตือน เดี๋ยวดิฉันจะไปจัดหามาใส่ให้ถูกระเบียบค่ะ” คนที่สวมกระโปรงสีเทาทรงสอบ รองเท้าส้นสูงกับเสื้อคอปกสีขาวแขนสั้นตัดเย็บพอดีตัวบอกเสียงเบาหากคมกริบ
ผีเข้าหรือเปล่า อยู่ดีๆ มารังควานได้
แดดก็ร้อน หัวหน้าอุทยานฯ ก็ยังเปิดหัวข้อใหม่อยู่เรื่อยๆ อินถวาชักจะรู้สึกเวียนหัว เมื่อเช้าหล่อนดื่มกาแฟมาแก้วเดียวแถมเสบียงก็เอาไปถวายพระท่านเสียจนหมดแล้วด้วย
อย่า... อย่าเชียวนะอิน ขืนเธอเป็นลมตรงนี้ได้เป็นแกะดำจริงแน่
“แยกย้าย ปฏิบัติ!” เสียงหัวหน้าอุทยานฯ ฮึกเหิมจนทุกคนตื่นตัว อินถวาระบายลมหายใจออกยาวเหยียด
จะได้เข้าร่มเสียที ขืนยืนอยู่อีกนาทีเดียวหล่อนได้เป็นลมแน่
“อุ๊ย!”
“ระวังหน่อยสิ หน้าซีดจะเป็นลมหรือเปล่า” แขนยาวๆ แข็งอย่างกับท่อนไม้ของคนที่มายืนข่มขวัญอยู่ใกล้ๆ รับร่างบางที่เริ่มโงนเงนไว้ได้ทัน ก่อนจะดันให้ยืนเอง แล้วเขาก็ไม่แตะตัวหล่อนอีก แต่ก็ไม่ได้ถอยห่างไปไกล
“ขอบคุณค่ะ”
“เมื่อเช้าคุณกินข้าวมาหรือยัง หรือว่าอิ่มบุญ เขาว่าทำบุญทำทานอย่าเบียดเบียนตัวเอง ไม่รู้หรอกหรือ”
อินถวาเม้มปากกับคำตำหนิกลายๆ นั่น แน่ล่ะ เขาตำหนิแน่ จะให้คิดว่าพูดเพราะเป็นห่วงก็ฟังพิกลอยู่ นี่เขาคงเห็นหล่อนใส่บาตรเมื่อเช้าสินะ
เห็นได้ยังไง หรือว่าตาทิพย์ หูทิพย์ แปลกคน
“ทราบค่ะ แล้วยังทราบด้วยนะคะว่าคนเขาจะทำบุญทำทานห้ามขัดศรัทธา จะบาปค่ะ ขอตัวไปทำงานนะคะ หัวหน้าสั่งแล้ว” เสียงใสแปร่งไปเล็กน้อยแทบจับสังเกตไม่ได้เพราะยังกังวานน่าฟังอยู่ดี หล่อนก้าวออกไปจากตรงนั้น หลังตรง ไหล่กลมกลึงตั้งสง่า ผมยาวสลวยสีดำขลับรวบต่ำๆ ไว้ที่ท้ายทอยราวไม่ตั้งใจ หากฝีมือในการจัดแต่งของหล่อนคงเป็นเลิศมากจนทำให้ผมมวยนั้นเกาะกันสวยพอดี ไม่รุ่ยร่ายแม้แต่น้อย
ใครหนอใครว่าผู้หญิงมวยผมต่ำดูแก่ สำหรับอินถวาคำว่าพอดีพองามน่าจะเป็นคำที่เหมาะกับหล่อน
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **