
เวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว อินถวาเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์ มองออกไปนอกหน้าต่าง พักสายตาที่เหนื่อยล้ามาหลายชั่วโมงบนขุนเขาตระหง่านที่โอบล้อมไว้ด้านหนึ่งด้วยแผ่นน้ำสีเงินผืนใหญ่ ไกลออกไปท้องฟ้าสีครามเข้มมีฟ้าแลบแปลบปลาบ ฝนคงหลงไปตกอยู่แถวๆ นั้น อินถวานั่งมองธรรมชาติสักพักก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เตรียมตัวจะทำงานชั่วโมงสุดท้ายก่อนกลับบ้าน แต่แล้วก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากหน้าอาคารตามด้วยเสียงรถกระบะคลุกฝุ่นของอุทยานทั้งสองคันที่บึ่งเข้ามาจอดอย่างฉวัดเฉวียนเรียกให้หล่อนเดินไปดูที่หน้าต่าง
“อ๊ะ! คุณพระ” สองมือของอินถวาประสานกันที่หน้าอก หล่อนผงะออกจากกรอบหน้าต่างชั้นสามทันทีที่เห็นผ้าขาวที่ห่อหุ้มร่างเหยียดยาวแข็งทื่อที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากำลังเคลื่อนย้ายลงมาจากท้ายรถ หัวใจหล่อนเต้นระรัว ความเงียบสงบในห้องทำงานที่มีหล่อนเพียงคนเดียวกลับกลายเป็นความวังเวง
“หลีกหน่อยพวกเรา หลีกให้หมอดูก่อน” เสียงห้าวสั่งการ อินถวาขยับเข้าไปใกล้กรอบหน้าต่างอีกครั้ง หล่อนเห็นหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายคนกำลังทำงานกันอยู่ ไม่ห่างนักเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังกอดร่างผอมบางของหญิงชราที่กำลังร่ำไห้ปานใจจะขาด ถัดออกไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตำรวจสองนายกำลังคุยกับหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ากับเจ้าหน้าที่อีกสามนาย
“คุณพยาบาลครับ เสร็จแล้วหรือยังฮะ” เสียงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ชื่อคมคาย คนที่หล่อนจำได้ว่ามารับเอกสารจากหล่อนไปให้หัวหน้าของเขาลงนามร้องเรียกอย่างนุ่มนวล พยาบาลสาวสองนางนั่นพยักหน้ายิ้มบางๆ ไปทางที่เขาและหัวหน้ายืนอยู่ ตำรวจแยกออกไปคุยกับแม่ลูกคู่นั้น
“มีอะไรคะคุณคม”
“ถ้าเสร็จจากทางโน้นแล้ว กรุณามาดูแผลให้หัวหน้าผมหน่อยเถอะครับ”
“หัวหน้ารุกข์เป็นอะไรหรือคะ”
ดรุณีน้อยในชุดขาวคว้าเอากล่องพยาบาลของหล่อนได้ก็หันไปขอตัวกับพยาบาลรุ่นพี่แล้วเดินตรงมาที่กลุ่มเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากลุ่มนั้น อินถวาไม่ได้ยินอีกว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความกลัวจนได้ หล่อนสูดหายใจเข้าลึกล้ำเมื่อหันไปมองร่างเหยียดยาวที่หมอกำลังพินิจพิจารณาอยู่แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อศีรษะผอมแห้งพลิกตะแคงมาทางหล่อนโดยพลัน ศีรษะนั้นเอียงร่องแร่งราวกับจะหลุดกลิ้งลงดิน อุปาทานกระมังที่หล่อนเห็นรูโบ๋ที่เบ้าตาทั้งสองข้าง
เพล้ง!
อินถวาผงะถอยไปชนแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะหล่นแตกกระจาย
“น้องอิน เป็นอะไรหรือเปล่า” แม่บ้านโผล่หน้าเข้ามาถาม
“ปะ...เปล่าค่ะ อินซุ่มซ่ามทำแก้วน้ำหล่นแตกน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวพี่ช่วยเก็บให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ อินเก็บเองได้” มือเรียวเก็บกวาดอย่างคล่องแคล่วพลางถาม “พี่น้อยข้างล่างเขามีอะไรกันหรือคะ” หล่อนเขี่ยเศษแก้วรวมกันไว้ พี่น้อยเดินเข้ามาช่วยตักออกไป นางกำลังอยากเล่าอยู่พอดี
“มีคนตายบนเขาน่ะสิหนูอิน โอยน่ากลัว ตาพรานไกรแกปีนต้นไม้ขึ้นไปตีผึ้งแล้วก็ยืนแข็งตายอยู่บนนั้นเลย สยองมาก”
“ยืนแข็งตายหรือคะ”
“จ้ะ หมอว่าน่าจะหัวใจวายเฉียบพลัน แปลกนะ พรานไกรแก่ก็จริงแต่แข็งแรงมาก แกขึ้นเขาแทบทุกวันตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่น่าหัวใจวายได้ ต้องเป็นเพราะหลุบคำบักอินแน่”
“หลุบคำบักอินคืออะไรเหรอคะ”
“บ้านเก่า สมัยที่หลวงยังไม่มาสร้างอุทยานแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่หุบเขาโน่นแน่ะ แถวนั้นมันอุดมสมบูรณ์มาก แต่ชาวบ้านก็ไม่ค่อยไปหาของป่านักหรอก”
“ทำไมล่ะคะ”
“อาถรรพ์บ้านเก่ามันแรงน่ะสิ นี่พรานไกรคงคิดจะไปตีผึ้งมาขาย แถวนั้นต้นไม้ใหญ่มีรังผึ้งหลวงเยอะ ไม่น่าเลยโดนดีจนได้” พูดไปน้อยก็ถูพื้น ที่เปียกน้ำไปด้วย อินถวาที่ตาดีกว่าใช้กระดาษช้อนไปรอบๆ เผื่อมีเศษคมๆ หลงเหลือ เสร็จเรียบร้อยทั้งสองก็ลุกขึ้นยืน น้อยเดินไปที่ถังขยะพลางว่า “ตายอดชายบอกว่าหัวหน้ารุกข์ต้องปีนขึ้นไปมัดศพใส่หลังแบกลงมาเชียวนะจ๊ะ”
อินถวานึกภาพตาม หล่อนไม่สงสัยเท่าไรหรอก เพราะชื่อเสียงความห่ามของหัวหน้าคนนี้ก็ไม่เบา
“เห็นศพผอมๆ อย่างนั้นแต่หนักเหมือนหิน เขาว่าหน้าอกหัวหน้ารุกข์ถลอกเลือดออกเป็นทางเลยล่ะ” คนเล่าเล่าอย่างออกรสออกชาติ ขณะที่อินถวาได้เห็นภาพที่ไม่เกินจริงไปสักเท่าไรจากนอกหน้าต่าง
หัวหน้ารุกข์ของพี่น้อยกระชากเสื้อตัวในสีเขียวแก่ที่ฉีกขาดออกทางศีรษะ เผยแผงอกกว้างกำยำสีอ่อนกว่าผิวนอกร่มผ้าหลายเฉด ร่องรอยแดงเถือกครูดเป็นทางจริงอย่างที่ว่า
“อุ๊ย! หัวหน้ารุกข์ถอดเสื้อ เนื้อในแกขาวน่าดูนะคุณอิน ดูสิ กล้ามอก กล้ามท้อง โอย ถ้าพี่เป็นพยาบาลได้มือสั่นหัวใจวายแน่ๆ” น้อยกลับมายืนอยู่ข้างๆ หล่อนตอนไหนก็ไม่รู้ แถมยังพร่ำพรรณนาราวกับสาวโสดไร้ลูกผัวทั้งๆ ที่แกมีแล้วทั้งคู่
“พยาบาลคงชินแล้ว หัวใจไม่วายหรอกค่ะ แล้วนี่ไม่มีห้องพยาบาลที่เป็นสัดส่วนหรอกหรือคะ”
“มีค่ะ แต่หนุ่มๆ พวกนี้ใช้เสียที่ไหน เตียงพยาบาลก็มีไว้แอบไปนอนกลางวันทั้งนั้นแหละค่ะ เวลาเป็นอะไร เป็นที่ไหนก็เย็บกันที่นั่นละ”
อินถวาพยักหน้า มองชายร่างสูงกำยำนั่งนิ่งอยู่บนก้อนหิน ปล่อยให้พยาบาลสาวหน้าตาจิ้มลิ้มยืนโน้มตัวลงไปดูแลแผลให้อย่างไม่ลำบากนัก เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ารายอื่นๆ เตร่กันอยู่แถวนั้น คอยมองไปทางคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม เสียงพูดคุยเล่นหัวกันอย่างปกติ รถเคลื่อนศพตาพรานคนนั้นออกไปแล้ว
“หนูอินจะทำงานต่อไหมคะ ฝนทำท่าจะตก พี่จะได้ช่วยปิดหน้าต่างให้”
“เอ่อ จะสี่โมงเย็นแล้ว อินเอาไว้ทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ”
“จ้ะ เดี๋ยวพี่ช่วยปิดห้อง รีบๆ กลับก่อนฝนตกก็ดีนะ ทางลงเขามันชัน รถของคุณอินคันนิดเดียว มีแรงขึ้นเขามาไหมคะ”
“ก็พอได้ค่ะ” อินถวายิ้มบางๆ อยากจะบอกเหมือนกันว่าเจ้าครีมมี่จิ๋วของหล่อนนั้นแล่นขึ้นดอยที่เชียงใหม่มาไม่รู้กี่เที่ยวแล้ว หล่อนคว้ากระเป๋าทันทีที่น้อยปิดห้องเรียบร้อย แล้วเดินตามอีกฝ่ายลงไปข้างล่าง
วันนี้เกงานสักครึ่งชั่วโมงคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง หล่อนไม่อยากอยู่บนห้องชั้นสามเพียงลำพังในวันที่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นแบบนี้นี่นา
“เราแวะไปดูหัวหน้ารุกข์กันก่อนดีกว่า”
“แต่...”
“มาเถอะค่ะ นี่เราลงมาก่อนเลิกงานด้วย ถามไถ่และบอกกล่าวแกเสียหน่อย”
“ก็ได้ค่ะ” อินถวาลอบถอนหายใจยาวกับระบบราชการไทย รู้ด้วยว่าน้อยแค่อยากสืบข่าวเล็กๆ น้อยๆ จากเรื่องระทึกขวัญในวันนี้ด้วย
“แสบหน่อยนะคะหัวหน้ารุกข์ ดีนะคะที่แผลไม่ลึกมาก ไม่ต้องเย็บ” เสียงหวานของนางฟ้าในชุดขาวปลอบโยนเสนาะหู
“เสียดาย...” คมคายลากเสียงยาว
“เสียดายอะไรวะคม หัวหน้าไม่เป็นไรมากก็ดีแล้วนี่นา” ยอดชายถามเปิดทาง
“อ้าว ก็เสียดายที่ไม่ได้เย็บ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะส่งหัวหน้าไปนอนโรงพยาบาลให้คุณพยาบาลเย็บแผลสักสามสี่คืน”
“อยากไปนอนให้เขาเย็บเองไหมล่ะวะ” เสียงเหี้ยมดังลอดไรฟันออกมา ดวงตาที่มองข้ามไหล่บางของพยาบาลสาวมองเห็นร่างผอมบางราวจะปลิวลมหากอรชรอ้อนแอ้นสมฉายานางฟ้าเดินเข้ามายืนมองอยู่เงียบๆ
“หัวหน้าเป็นอะไรมากไหมจ๊ะ” น้อยเอ่ยถาม รุกข์ส่ายหน้าพลางบอกว่าไม่เป็นไร นางพยาบาลสาวกำลังปิดแผลให้เขาเป็นอันเสร็จพิธี รุกข์หันไปคว้าเสื้อตัวเก่ามาทำท่าจะสวมกลับ
“ตัวนี้อย่าใส่เลยค่ะ ขาดแล้วและก็อาจติดเชื้อ” คำพูดเกรงอกเกรงใจของพยาบาลแฝงรอยตำหนิน้อยๆ พองาม เมื่อตาคมมองสบดวงตาหวานระยับแพรวพราวราวกับกำลังขันของคนที่เพิ่งเดินเข้ามา เขาก็ทั้งฉุนทั้งอาย
“เสื้อขาดแถมสะอาดน้อยด้วยหัวหน้า”
“ก็กรุณาไปหาตัวใหม่มาให้ผมหน่อยสิครับคุณคมคาย นี่ทำงานป่าไม้ ไม่ใช่นายธนาคาร แล้วผมก็เพิ่งไปแบกศพมาครับ”
“อ้อ ค่ะ ฉันแค่กลัวแผลติดเชื้อ” นางพยาบาลน้อยหน้าเจื่อน คนหล่อทำไมดุจริง รุกข์เหมือนจะเพิ่งรู้ตัว เขาปรับเสียงให้ทุ้มขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณครับ เสื้อใหม่ก็ดีเหมือนกัน คมคายไปไวๆ”
“อะไรหัวหน้า”
“เสื้อ” ตาคมจ้องเขม็ง
“ดะ...ได้ครับ” คมคายรีบรุดกลับไปที่บ้านพักหัวหน้า พยาบาลสาวรับคำขอบคุณจากคนไข้หนุ่มที่ทำให้หล่อนใจสั่นมือสั่นแทบทำแผลไม่เสร็จแล้วรีบเก็บข้าวของแล้วขอตัวเดินกลับไปที่รถพยาบาลที่รออยู่คันหนึ่ง
รุกข์มองตามรถไปพร้อมระบายลมหายใจยาว เขาหันมามองพนักงานบัญชีคนใหม่ที่ยืนปะปนอยู่กับคนอื่น เหมือนหล่อนทำท่าว่ามีเรื่องจะคุยกับเขา แต่ทันทีที่หันมาทางหล่อน ดวงตาเขาก็วาวแสงโรจน์ราวกองเพลิง จดจ้องเขม็งไปทางหล่อนหากไม่ใช่ที่ตัวหล่อน ก่อนจะลุกพรวดขึ้นแล้วก้าวเข้าไปหา ท่าทีของหัวหน้าทำให้ยอดชายขนลุกเกรียวทันที จู่ๆ อากาศรอบบริเวณก็มืดครึ้มราวกับเป็นยามอัสดง น้อยนิ่วหน้าห่อตัว
“หนาวอะไรนะอายอด อยู่ดีๆ ก็หนาว หรือว่าฝนจะตก หัวหน้าคะพี่กับหนูอินจะขออนุญาตกลับก่อนเวลาสักหน่อยนะคะ พี่จะรีบไปหุงหาอาหาร เย็นๆ จะได้ไปช่วยงานลุงไกร”
“เดี๋ยว” ร่างสูงและแผงอกเปลือยเปล่าเข้าประชิดร่างบางราวจะปลิวลม มือใหญ่คว้าเข้าไปที่หัวไหล่บางของอินถวา หล่อนเบิกตาโตกับกิริยาเหมือนจาบจ้วงนั่น ร่างบางผงะเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ
“อะไรคะ” อินถวานิ่วหน้า ทั้งเจ็บทั้งโมโห
“อยู่เฉยๆ” คนที่กุมหัวไหล่หล่อนอยู่สั่งเสียงเข้ม พลังงานมีรูปร่างไม่แน่นอนแต่รับรู้ได้ว่าเคยเป็นคนยังตีวงล้อมประชิดเข้ามา
“ไป!” เสียงตวาดดังลั่น ดวงตาจ้องเขม็งข้ามศีรษะคนที่เขากุมไหล่ไว้ แม่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ผงะหงายแทบล้มทั้งยืน ยอดชายดึงนางออกห่างพลางยกมือห้ามไม่ให้พูดใดๆ
“บอกให้ไปซะ!” ร่างสูงที่ยืนประชิด หน้าตาเคร่งขรึมดุดันตวาดลั่น อินถวาสะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกระผิวต้นคอ ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมาจากเบื้องหลังในระยะประชิดทำให้ร่างบางสั่นระริก
“อะ...อะไรคะ”
“อยู่เฉยๆ ก่อนคุณ”
“มีอะไรคะ ปล่อยฉัน”
“บอกให้ไปยังไงล่ะ กลับไปซะ”
อินถวางุนงง ชั่วขณะนั้นหล่อนกลับไม่คิดว่าเขาพูดกับหล่อน ถ้าไม่ใช่หล่อนแล้วเป็นใคร หล่อนรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ทัน และแล้วกลับรู้สึกหวิวโหวงกลางอกเหมือนจะเป็นลม แว่วเสียงคนเรียกชื่อหล่อนอยู่ไกลๆ
“อินถวาน้องน้อย น้องหล้า กลับคืนมาสาก่อน สกุณาเนื้ออ่อนคืนคอนเสียนางเอย”
“กลับ...ไปไหน” ริมฝีปากบางพึมพำแผ่วเบาราวลมพัดใบไม้ไหว ดวงตาสวยปรือปรอย
“นี่! อย่าหลับนะ โธ่เอ๊ย ตื่น ตื่นสิวะ” เสียงคำรามกราดเกรี้ยวนั้นบาดหูไม่น่าฟัง คิ้วเรียวเป็นวงจันทร์เสี้ยวขมวดมุ่น
“นกเอยนกน้อย เกาะคอยอยู่กลางเถื่อน กลับเหย้าคืนเฮือน ต่าวคืนมาบ้าน มาเยอ นางเอย”
“อินถวา ตื่นเดี๋ยวนี้” มือใหญ่รวบไหล่บางกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง ดึงหล่อนจากภาวะดำดิ่งสู่ความหนาวเหน็บมาสู่ความอบอุ่นจากกายแกร่งที่กางกั้นกันภัย รวบกอดรัดแน่นจนร่างอ่อนจมลงไปในแผงอกกว้าง ความหนาวยะเยือกมลายหายไปช้าๆ สติของอินถวาเริ่มกลับคืนมาพร้อมกับอิสรภาพจากอ้อมอกกว้างเปลือยเปล่า
“หะ...หัวหน้า กอดน้อง” พี่น้อยอุทานออกมาเหมือนเพิ่งรวบรวมสติได้
“หนูอินๆ ตื่น เป็นอะไรมากไหมหัวหน้า” เสียงเรียกของอายอดเรียกสติ อินถวาเบิกตากว้างผงะห่างจากร่างแกร่งที่ยืนเป็นหิน สีหน้ามึนงงเริ่มร้อนผ่าวเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“หนูอิน”
“คะ...อินไม่เป็นไรค่ะ เอ่อ สงสัยหน้ามืดมั้งคะ”
“ใช่ๆ ดีที่หัวหน้ากอด เอ๊ย รับไว้ได้ทัน” พี่น้อยพูดตะกุกตะกัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคมคายเร่งเข้ามาใกล้
“เสื้อได้แล้วครับผม”
“เออ เสื้อตัวเดียวหายไปเป็นปี”
“ว่าเกินไปหัวหน้า” คมคายเสียงขุ่น อยากค้อนคนเป็นนายสักขวับ เขาเห็นหรอกนะเมื่อสักครู่
“น้อยกลับบ้านไปไป๊ เดี๋ยวฝนตก ขับมอเตอร์ไซค์มาไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็เปียกหมดหรอก” ยอดชายรุนหลังแกมไล่ พออินถวาทำท่าจะออกเดินตามหลังแม่บ้านไป รุกข์ก็เอ่ยขึ้นว่า
“อายอด ทิ้งรถไว้นี่ได้ไหม แล้วกลับลงเขาไปเป็นเพื่อนอินถวาที”
“ได้ครับ”
“มะ ไม่ต้องค่ะ ฉันไปเองได้”
“ไปกับอายอด วันนี้ผมเจอพวกดื้อๆ มาเยอะแล้ว คุณอย่ามาดื้อกับผมเลย”
“ฉันขับรถมาทำงานทุกวันนะคะ”
“อินถวา นี่เป็นคำสั่ง” หัวหน้าหนุ่มพูดพลางรับเสื้อจากคมคายมาสวมใส่แล้วก็เดินกลับไปที่บ้านพักเงียบๆ
“คนแปลก”
“ไปเถอะหนูอิน เชื่อหัวหน้านะ”
“ทำไมต้องเชื่อด้วยล่ะคะ” อินถวาอดเถียงเสียงอ่อนไม่ได้
คำสั่งประหลาดของคนเผด็จการแบบนี้ต้องเชื่อด้วยหรือ แล้วเมื่อครู่หล่อนเป็นอะไรไป อาการดำดิ่งเหมือนใจจะขาดนั่นมันอะไรกัน
“อาอธิบายไม่ถูกหรอก อยู่นานไปหนูอินจะรู้เอง”
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **