ทดลองอ่าน บังบด : ตอนที่ 7

 

 

ตอนที่ 7

 

 

แม้ว่าฝนจะหลงฤดูมาไวกว่าทุกปีจนเขียวขจีไปทั้งขุนเขา แต่วันถัดมากลับมีแดดร้อนระอุ โชคยังดีที่คณะลาดตระเวนของหน่วยพิทักษ์ป่าภูพยับเมฆไม่ได้ออกไปสอดส่องที่ไหน พิทักษ์ป่าแต่ละนายต่างได้วาระที่ต้องอยู่สำนักงานสะสางงานเอกสารที่จำเป็นต้องทำตามหน้าที่ให้เบาบางลงบ้าง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติวัยใกล้เกษียณขยันมีภารกิจต้องไปประชุมต่างพื้นที่บ่อยครั้ง ผู้ช่วยฯ อย่างรุกข์จึงต้องอยู่โยงรักษาการณ์ใช้ปลายนิ้วมือหยาบกระด้างที่คุ้นเคยกับไกปืนและด้ามพร้ามาจับปลายปากกาลงนามในเอกสารสำคัญต่างๆ แทน

“อะไรอีกวะนี่” เขาเกาหัวแกรก มองเอกสารที่แปะกระดาษโน้ตเล็กๆ บนหน้าที่ต้องลงนามปึกใหญ่ ตั้งแต่เขากลับจากเดินไปดูบริเวณตั้งเต็นท์ของนักท่องเที่ยวแถวๆ หน้าอ่างเก็บน้ำราวแปดโมงกว่า แผนกต่างๆ ก็มีเอกสารมาให้พิจารณาลงนามไม่ว่างเว้น

“เอกสารจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านพักเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เออ! ได้ฤกษ์เสียทีสินะ บ้านพักแทบจะถล่มลงมาทับหัวอยู่แล้ว” เขาว่าแล้วก็ลงนามด้วยลายมือชื่อหนาหนักคมชัดก่อนจะเลื่อนอ่านใบอื่นๆ

“เอกสารสิบกว่าหน้า คนพิมพ์ไม่มือหงิกไปแล้วหรือไงวะ คนเซ็นยังจะแย่”

“มือไม่หงิก แถมหน้าก็ไม่บึ้งด้วยครับหัวหน้า” คมคายรายงาน “คนพิมพ์ยังหน้าสวย หวานซึ้งเหมือนเดิมเป๊ะ ตอนผมไปรับเอกสารมาให้หัวหน้าเซ็นผมงี้แทบไม่อยากกลับออกมาเลย คนอะไรอยู่ใกล้แล้วเย็นสบายไปทั้งกายทั้งใจ จริงๆ นะหัวหน้า”

ดวงตาคมยังจับจ้องแผ่นกระดาษเมื่อเอ่ยกับลูกน้อง “เพ้อแล้วมึง”

“จริงๆ หัวหน้า ยิ่งมองยิ่งเพลิน แต่เสียดายคนสวยๆ ต้องนั่งทำงานที่แผนกการเงินอาถรรพ์นั่นคนเดียว ความจริงน่าจะมีสักสามสี่สาวจะแจ่มเลย แต่ไม่รู้ทำไม ใครมาทำก็อยู่ได้ไม่นานสักคน ผมล่ะกลัวนางฟ้าจะไม่ไหว หัวหน้าว่าผมไปช่วยเธอดีไหม” คมคายกระแซะถาม

“เหอะ คิดจะไปช่วยเขาน่ะมึงเปิดคอมฯ เป็นหรือยัง” หัวหน้าดับฝันพร้อมทำเสียงในลำคอด้วยระอาลูกน้องหนุ่ม สภาพเปื้อนโคลนไปทั้งตัวของตนเองกับไอ้เตี้ยยังติดตา โคลนแฉะๆ จากตลาดสดน่าพิสมัยเสียเมื่อไหร่กัน

ฝีมือนางฟ้าของเจ้าคมคาย

“หัวหน้า หัวหน้าครับ” เสียงร้อนรนดังเข้ามาในห้องก่อนร่างท้วมของพิทักษ์ป่ารุ่นใหญ่จะผลุนผลันเข้ามา

“อะไรอายอด”

“มีชาวบ้านพบศพคนตายติดอยู่บนยอดไม้ที่หลุบคำบักอินครับ”

“ตายบนยอดไม้? เป็นไปได้ยังไงอายอด” คมคายซัก

“ไม่รู้สิโว้ย แต่มันเป็นไปแล้ว”

“ใคร”

“ตาไกร”

“พรานไกรที่ชอบไปหาของป่ามาขายน่ะหรือ”

“ครับหัวหน้า ลูกชายแกบอกว่าแกหายไปตั้งแต่เช้าเมื่อวาน วันนี้ชาวบ้านที่ขึ้นเขาไปหาเห็ดไปพบศพแกอยู่บนต้นไม้สูง หัวหน้าจำต้นกระบกใหญ่ที่หลุบคำบักอินได้ไหม” ชื่อสถานที่นั้นทำให้มือที่เซ็นเอกสารชะงัก

“แปลก” คมคายเอ่ย รุกข์เปิดเอกสารตรงหน้าต่อไปแล้วเซ็นผ่านๆ ไป โดยไม่อ่าน ก่อนจะคว้าเสื้อนอกสีเขียวเข้มมาสวมทับแล้วก็รุดตามคมคายและยอดชายออกไปอย่างรวดเร็ว

หลุบคำบักอิน เป็นหุบเขาที่ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ราวสิบห้ากิโลเมตร การเดินทางด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อของอุทยานฯ ย่นระยะทางได้เพียงห้ากิโลเมตร ที่เหลือต้องเดินเท้าขึ้นเขาสูงชันแล้วลงไปยังหุบเขาลึก ดิบชื้น ที่มีลำธารไหลผ่านตลอดทั้งปีอีกร่วมสิบกิโลเมตร คณะของรุกข์นำโดยชาวบ้านที่ไปพบศพแล้วเตลิดออกมาแจ้งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และลูกชายของพรานไกรกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสี่นายพร้อมด้วยอุปกรณ์ปีนป่ายครบมือ ทั้งหมดเดินเท้าไปถึงต้นกระบกสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเหยียดหยัดสู่แสงแดดด้านบนเหนือผืนป่าที่กลับมีบรรยากาศอึมครึมแม้ในเวลาราวเที่ยง

เมื่อไปถึงเจ้าสุนัขนำทางของลูกชายพรานไกรก็เห่ากรรโชกลั่นป่า มันวิ่งวนไปมาอย่างไม่เป็นสุข เสียงของมันดังจนทำให้ป่าที่เงียบเชียบสั่นสะท้านและพานทำให้คนหกคนที่แหงนคอมองต้นกระบกสูงจนคอตั้งบ่ากลัวว่าแรง สั่นสะเทือนนั่น จะทำให้ร่างผอมแห้งที่กอดอยู่บนง่ามใหญ่ของต้นกระบกหล่นร่วงลงมาแตกหักเพราะอาการแข็งราวกับหุ่นนั่น

“พ่อ! พ่อ ผมมาแล้ว พ่อลงมาเถอะ” เสียงร้องเรียกพ่อของเด็กหนุ่มโหยหวน ชวนให้ขนหัวลุก

“เบาๆ หน่อยสิไอ้น้อย สงบใจเสียบ้าง พ่อเอ็งตายไปแล้ว เรียกไปแกก็ไม่ได้ยินหรอก”

“ไม่จริง พ่อจะตายทั้งยืนได้ยังไงวะพี่ก้อน”

“ไม่เชื่อก็เข้าไปดูใกล้ๆ เถอะวะ แกตายจริงๆ ตอนที่ข้ามาเห็นก็คิดว่าแกยังไม่ตาย แต่...เออ เอ็งเข้าไปดูเองเถอะ”

“พ่อ” ลูกชายพรานไกรวัยไม่ถึงยี่สิบดีร้องเรียก ทั้งหกคนสาวเท้าใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

ในขณะที่ทุกคนแหงนคอตั้งบ่า มองร่างที่ยืนแข็งอยู่บนนั้น รุกข์กลับกวาดสายตามองไปรอบๆ โคนต้นไม้ เจ้าหมาล่ามันยังวิ่งวนไปมาอย่างร้อนรน เสียงหึ่งๆ ดังชัดเจนเมื่อทั้งหกคนเดินเข้าไปใกล้โคนต้นกระบกต้นนั้น และเมื่อเพ่งมองชัดๆ พวกเขาจึงได้เห็นว่า ร่างทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยฝูงผึ้งป่าที่รุมตอมศพอยู่หึ่งๆ ไม่ห่าง เศษซากของรวงผึ้งขนาดใหญ่ยังห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้

“โธ่พ่อ พ่อตายแล้วจริงๆ ฮือๆ ไม่น่าเลย” เด็กหนุ่มปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร เข่าอ่อนทรุดลงที่โคนต้นไม้ที่มีย่ามของพ่อวางไว้ ข้างๆ มีเศษกิ่งไม้สุมไฟเผาที่พรานมักใช้รมควันผึ้งหรือตัวต่อ

โฮ่ง! โฮ่ง!

เจ้าหมาล่าเห่าพลางทำท่าล่อๆ ถอยๆ อยู่แถวโคนต้นไม้ รุกข์ลูบหัว มันไปมา ดวงตาคมกริบมองไปรอบๆ

“เอายังไงดีหัวหน้า” ยอดชายหันมาถาม เขารู้สึกเย็นเยือกที่ผิวกายทั้งๆ ที่ก่อนเข้าหลุบคำบักอินแดดแผดเปรี้ยงจนเหงื่อทะลัก

“หัวหน้า ผมจะพาพ่อกลับบ้าน” น้อยปาดน้ำตา มันลุกขึ้นเดินไปโอบโคนต้นกระบกทำท่าจะปีนป่าย

“พ่อ ผมมาแล้ว ไป กลับบ้านเรา” เจ้าเด็กหนุ่มร้องเรียกพ่อเสียงดังเหมือนคนขาดสติไปแล้ว รุกข์คว้าหัวไหล่ไว้ แต่มันกลับสะบัดแล้วหันมามองเขาตาเขียว คมคายฉุนจัดกับกิริยานั่นจึงคว้าแขนของมันอีกข้าง แล้วเขาก็ต้องตกใจเพราะผิวกายไอ้หนุ่มเย็นเฉียบราวกับศพ

“อะ...ไอ้น้อย มึงเป็นอะไร อย่าวู่วามสิวะ”

“ปล่อย กูจะพาพ่อกูกลับบ้าน” เสียงเด็กหนุ่มเกรี้ยวกราด

“ขืนขึ้นไปมึงได้เฝ้าหลุบคำบักอินนี่กับพ่อมึงแน่ ไอ้น้อย” ยอดชายกดเสียงตะคอกราวกับกลัวใครมาได้ยิน น้อยสะบัดจนหลุดจากมือของคมคาย แล้วตวัดตาขวางมาทางหัวหน้าพิทักษ์ไพรหนุ่ม

“ปล่อยกู กูจะไปตีผึ้ง”

“ตีผึ้งห่าอะไรของมึงวะไอ้น้อย พ่อมึงตายอยู่บนนั้น” นายก้อนร้อง “ผะ...ผีเข้ามันเรอะ”

“ปล่อยกู!”

รุกข์ให้สัญญาณยอดชาย ก่อนที่เขาจะสะบัดสันมือลงแถวต้นคอเด็กหนุ่ม ครั้งเดียวร่างมันก็ร่วงลงให้ยอดชายกับคมคายลากไปมัดไว้กับต้นไม้แถวนั้นอย่างสงบ

“ไอ้น้อยมันเป็นบ้าอะไรของมัน ทำท่ายังกับจะฟัดกับหัวหน้า” นายก้อนยังติดใจไม่หาย “ผีเข้าแน่ๆ”

“แล้วเราจะเอาพรานไกรลงมาได้ยังไงหัวหน้า แข็งตายทั้งยืนแบบนั้น ตายเพราะอะไรก็ไม่รู้ แถมผึ้งตอมทั้งตัว ขึ้นไปมีหวังโดนรุม”

“ไม่เป็นไร อายอดขอบุหรี่ตัวสิ ผมรีบจนลืมเอามา” รุกข์ว่าพลางเดินไปนั่งลงที่ก้อนหินใหญ่ ลูกน้องคนอื่นๆ ต่างพากันแปลกใจที่หัวหน้ายังใจเย็นอยู่ได้ ยอดชายคนเดียวที่รู้จักเขาดีพอที่จะไม่กล้าแม้กระทั่งสงสัย

“บุหรี่ได้แล้วหัวหน้า” เขายื่นซองบุหรี่ให้ รุกข์จับมาหยิบไปตัวหนึ่งก็ยื่นกลับ

“ดูดบุหรี่กันก่อนสิทุกคน” เขาสูดควันแล้วพ่นออกทางปากและจมูกพร้อมๆ กันหลายครั้ง พาเอาลูกน้องที่งุนงงนึกอยากขึ้นมาด้วย ใต้ต้นกระบกใหญ่ที่มีศพแห้งกรังยืนตายอยู่ทั้งห้าคนนั่งดูดบุหรี่ซองเดียวกันได้คนละครึ่งมวน ไม่นานผิวกายที่หนาวยะเยือกก็ค่อยๆ อุ่นขึ้น อากาศที่หนาแน่นจนหายใจไม่ออกบางเบาลงด้วยกลิ่นควันบุหรี่อย่างน่าประหลาด ทุกคนค่อยคลายความตึงเครียดลงบ้าง

“ค่อยยังชั่ว หลุบคำบักอินนี่ไม่ใช่ย่อยเลยนา มาถึงแล้วหนาวอย่างที่เขาว่าจริงด้วย”

“แถวนี้เคยเป็นหมู่บ้านมาก่อนที่จะก่อตั้งอุทยานฯ” ยอดชายผู้อาวุโสสุดเอ่ย “เหมือนที่ผาผึ้ง”

“แทบไม่เหลือเค้าเลยนะ ป่ากลืนไปหมดแล้ว”

“ถ้าเอ็งอยากเห็นเค้า ต้องมากลางคืน จริงไหมหัวหน้า”

“บรื๋อ... ไม่เอาล่ะครับ นี่ขนาดเที่ยงวันแท้ๆ ยังขนาดนี้” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่มาจากต่างถิ่นคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“อายอด เอาศพลงมาได้แล้ว” รุกข์เอ่ย

“แล้วผึ้งล่ะหัวหน้า” คมคายถาม พลางชี้ขึ้นไปที่ศพ แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้าง “เฮ้ย ผึ้ง... มันหายไปไหนหมดวะ เมื่อตะกี้ยังบินตอมหึ่งๆ”

“ผึ้งมันเหม็นบุหรี่ละมั้ง” ยอดชายเอ่ยยิ้มๆ

“บุหรี่ห้ามวนเล็กๆ สูบกันอยู่ข้างล่างนี่ ไล่ผึ้งได้ด้วยเหรออายอด”

“ได้สิ ถ้าเป็นบุหรี่ของหัวหน้ารุกข์” ยอดชายเอ่ยยิ้มๆ แล้วก็ผละไปช่วยรุกข์เตรียมการขนย้ายศพลงมาจากต้นไม้สูง พรานไกรแม้เป็นชายร่างผอมแต่สูงเกือบเท่าเขา สภาพที่แกแข็งตายทั้งที่ยังเกาะต้นไม้อยู่นั่นทำให้การพาศพลงมาไม่ง่ายแน่

“ผมจะขึ้นไปใช้เชือกผูกศพแล้วหย่อนลงมา แล้วใช้เปลหามลงไปที่รถก็แล้วกันนะ”

“ครับหัวหน้า” ทั้งหมดเตรียมอุปกรณ์ให้หัวหน้าอย่างรวดเร็ว

----------

ไม่นานร่างสูงของรุกข์ก็ปีนป่ายบนกิ่งของต้นกระบกใหญ่ มุ่งหน้าขึ้นไปยังกิ่งสามง่ามที่ศพของพรานไกรเกาะอยู่ ท่วงท่าของเขาคล่องแคล่ว ที่เอวมีเชือกผูกเป็นขด เมื่อเข้าใกล้ร่างไร้ชีวิตของพรานเฒ่า กลิ่นซากศพที่เริ่มขึ้นอืดตามธรรมชาติก็โชยมาตามลม กลิ่นเน่าแรงกว่าศพที่ตายยังไม่นานหลายเท่านัก ราวกับว่ากลิ่นนั้นจะขับให้เขาล่าถอยไปเสีย รุกข์ประนมมือไหว้ขมาศพหนึ่งครั้ง ก่อนจะแตะที่ท่อนแขนที่โอบรอบกิ่งไม้

“พรานไกร ผมมาพากลับบ้าน ไปกับผม” มือที่แตะท่อนแขนเย็นชืดค่อยๆ แกะแขนแข็งเกร็งออกจากกิ่งไม้ที่แกเกาะไว้ราวกับกลัวร่วงลงไป แขนทั้งสองข้างของศพไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

“พรานไกรถ้าอยากกลับไปหาลูกหาเมีย พรานต้องไปกับผม อย่ามัวหลงป่าอยู่นี่เลย” รุกข์พูดแล้วดึงแขนข้างนั้นอีกครั้ง คราวนี้มันร่วงผล็อยห้อยร่องแร่ง ร่างไร้วิญญาณโงนเงนราวกับจะหล่นลงไปที่พื้น

“เฮ้ย! ฉิบหาย” ชายทั้งสี่ที่แหงนคอมองขึ้นมาผงะหนีจากโคนต้น

“ไปกับผม ไม่ต้องกลัว ผมจะพากลับบ้านเอง” น้ำเสียงทุ้มปลอบโยนราวกับคุยกับคนมีชีวิตที่กำลังขวัญเสียเป็นที่สุด ความหนาวเหน็บกรูเข้ามาอีกครั้ง พร้อมสายลมอื้ออึงเหมือนฝนฟ้าจะตก

“ยอมรับผิดกับพวกเขาซะ แล้วก็กลับบ้านกับผม ที่นี่ไม่มีผึ้งให้ลุงตีอีกแล้ว” พูดจบเขาก็จับแขนอีกข้างไว้ เขาแทรกกายเข้าไปด้านหน้า ดึงแขนร่องแร่งของศพพาดบ่า มัดไว้ด้วยเชือก ส่วนสองขาที่ปัดป่ายราวตุ๊กตา เขารัดไว้กับเอวตัวเองแล้วมัดไว้ด้วยเชือกเช่นกัน

พรานไกรกลายเป็นลูกลิงไร้วิญญาณเกาะอยู่บนหลังของหัวหน้าพิทักษ์ป่ารุกข์ พนมไพร

“อะ...อายอด นั่นหัวหน้าจะแบกผีลงมาจากต้นไม้สูงขนาดนั้นเลยหรือ ไหนว่าจะผูกเชือกหย่อนลงมายังไงล่ะ”

“ถ้ามันทำได้แกก็คงทำไปแล้วสิวะ”

“แล้วแกจะไถลลงมาสภาพไหนวะนั่น ทำไมไม่มัดหย่อนลงมาเสียให้สิ้นเรื่องไป”

“เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิดหรอกวะ เอ็งไปปลุกลูกชายพรานไกรให้มารอรับพ่อเขาที่โคนต้นไม้ แกจะได้กลับบ้านเสียที”

“ทำไมต้องให้มันไปรับด้วยล่ะ เอาศพลงมาก็แบกใส่เปลลงไปเลยสิ”

“อย่าถามมากไอ้คม บอกแล้วไงว่าเรื่องบางเรื่อง ในที่บางที่ ห้ามถาม”

“ขะ...ครับอายอด”

“ฮึบ”

อดทน

รุกข์บอกตัวเองได้เพียงเท่านั้นเมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่ถ่วงต้นคอ บ่า และแผ่นหลังของเขาจนแทบหงาย ร่างผอมเกร็งของตาไกรกลับหนักขึ้นราวกับกระสอบทรายหลายกระสอบมัดรวมกันบนบ่าเขา มันทำให้การปีนป่ายลงมาจากต้นไม้สูงทำได้ยากยิ่ง บางช่วงรุกข์กอดลำต้นกระบกไว้แล้วไถลลงมา แผ่น อกกว้างครูดลงมาทีละคืบสองคืบจนเสื้อขาดเป็นริ้ว เหงื่อที่อาบร่างซึมเข้าสู่รอยถลอกกลางอกเป็นทางยาวช่างแสบสันยิ่งนัก

หึ่งๆๆ

เสียงผึ้งฝูงใหญ่บินเข้ามาใกล้ วนเวียนรอบๆ ศพแต่ไม่แตะต้องทั้งร่างคนตายและตัวของรุกข์ แต่เสียงของพวกมันดังกระหึ่มชวนขนหัวลุก

หึ่งๆๆ

“ฮึบ” ชายหนุ่มกัดฟันค่อยๆ ครูดกายลงมาจากต้นกระบกทีละน้อยๆ จนใกล้ถึงโคนต้น เจ้าน้อยรอพ่อของมันอยู่แล้วด้วยความโศกเศร้า

“พ่อ ผมมารับพ่อกลับบ้านแล้ว พ่อ ฮือๆ” น้อยโผเข้ามาช่วยรุกข์ลงสู่พื้นดิน ยอดชายและเขาช่วยกันแก้เชือกที่มัดศพติดกับแผ่นหลังของหัวหน้าพิทักษ์ป่าหนุ่มออก ก่อนจะหามร่างไร้วิญญาณของพรานไพรอาวุโสใส่เปลสนาม

“น้อย เรียกพ่อเอ็งกลับบ้านสิ” ยอดชายยื่นธูปที่จุดแล้วให้เด็กหนุ่ม

“พ่อเอย พ่อไกร พ่ออย่าหลงป่าไปไกล อยู่ไหนให้กลับบ้านเรานะพ่อนะ พ่อไกรกลับบ้านกับลูกนะพ่อ” เสียงร้องเรียกของไอ้น้อยดังกึกก้อง ครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนราวไพร โหยหวนน่าอดสู รุกข์ปัดฝุ่นและเศษไม้ออกจากตัว เขาแหวกอกเสื้อดูรอยแผลถลอกเลือดไหลซิบๆ เป็นทางยาวกลางอก ก่อนจะพยักพเยิดให้ลูกน้องที่รออยู่แล้วรีบออกเดินทางออกจากป่า เขาหันหลังกลับไปมองต้นกระบกใหญ่แห่งหลุบคำบักอินอีกครั้ง

หวังว่าบรรณาการแสนหวานที่พรานไกรมอบให้ชาวคำบักอินจะเป็นที่พอใจจนพวกเขาปล่อยแกกลับบ้านไปอย่างสงบและไร้ข้อเคียดขึ้งให้เป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไป

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com