
บรื้น บรื้น บรื้นนนน
เสียงเร่งเครื่องรถมอเตอร์ไซค์วิบากเกรอะโคลนแผดก้องขึ้นที่ลานจอดรถหน้าบ้านพักเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ทำให้หนุ่มกระทงหลายนายสะดุ้งตื่นจากฝันหวานในเช้าวันฝนพรำแถมยังเป็นวันหยุด แม้ไม่มีใครกล้าโผล่หัวออกมาด่าเพราะรู้ว่าคนขับเป็นใคร แต่ก็ยังอดสวดในใจกันไม่ได้
รุกข์กำแฮนด์รถแน่น ขณะที่เอนตัวลงและขับเคลื่อนมันไปตามสันเขื่อนก่อนจะแล่นลิ่วตามถนนสูงชันลงสู่พื้นราบลุ่มที่เป็นท้องนาเขียวขจีราวผืนพรมนุ่ม พลิ้วไหวไปตามสายลมและละอองฝนบางเบา ทิ้งทิวเขาพยับเมฆในสายฝนไว้เบื้องหลัง
รถมอเตอร์ไซค์วิบากคันนั้นลัดเลาะลงเขาจากถนนลูกรังพุ่งต่อไปยังถนนลาดยางและเลี้ยวไปสู่ถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่ออีกครั้ง ไม่นานยานพาหนะคู่ใจกับเจ้าของก็เปรอะเปื้อนไม่ต่างกันเมื่อมาจอดอยู่หน้ากระท่อมปีกไม้หลังใหญ่หลังหนึ่งที่ตีนเขาอีกฟากของผาพยับเมฆ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ร่วมสิบกิโลเมตร
“งี้ดๆๆ” เจ้าเตี้ยหมาพรานพันธุ์ทางที่มีรูปร่างสมชื่อกวดสุดฝีเท้ามุดรั้วไม้ออกมาหา รุกข์ลูบหัวมันสองสามครั้งก็จะเดินไปเปิดประตูรั้วที่คล้องโซ่ไว้กับกุญแจดอกใหญ่ ชายหนุ่มจูงมอเตอร์ไซค์ไปที่โอ่งมังกรสามใบที่วางเรียงรับสายฝนจากชายคาบ้านที่มองแล้วไม่ใหญ่ไปกว่ากระท่อมสักเท่าไร เขาโยนเป้สะพายหลังขึ้นไปบนบ้านก่อนจะตักน้ำสาดๆ ใส่รถสี่ห้าขันพอให้โคลนหลุดออกบ้างแล้วดึงเสื้อยืดแขนยาวสีเข้มออกทางหัว ราดน้ำเย็นจัดลงบนหัว สาดใส่แผงอกอัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อจนน้ำหมดไปครึ่งตุ่ม ขึ้นบ้านไปคว้าผ้าขาวม้ามาผลัดเปลี่ยน ยัดเสื้อกล้ามลงปิดท่อนบนพอสบายก็เป็นอันเสร็จพิธีการอาบน้ำช่วงเช้า
“ว่าไงเตี้ย อิ่มแปล้เลยสิวะ หลวงพี่เทอาหารไว้ให้เยอะ ชักจะอ้วนแล้วนะเอ็ง” รุกข์ชวนคุยพลางบุ้ยปากไปทางกระบะรางไม้ใส่อาหารของมันที่ยังมีข้าวและพวกเนื้อปลาแห้งๆ เหลืออยู่ เขาคุกเข่าลงข้างเจ้าเพื่อนผู้ซื่อสัตย์และลูบหลังมันเบาๆ
“มีเห็บหมัดบ้างไหมนี่เอ็ง ขอบใจนะเว้ยที่เฝ้ากระท่อมให้” เขาสนทนากับเจ้าเตี้ยต่ออีกหน่อย
รุกข์ชอบมาค้างที่ ‘กระท่อมพรานไพร’ ซึ่งเดิมเป็นของพ่อพรานเสนีผู้หายสาบสูญไปของเขา ความจริงแล้วรุกข์เป็นเจ้าของเรือนพนมไพร เรือนไม้สักหลังใหญ่ในตัวอำเภอดงขมิ้นซึ่งเดิมเป็นบ้านที่เขาอาศัยอยู่กับปู่ย่าผู้ล่วงลับ แต่บ้านหลังมหึมานั่นเตือนใจให้นึกถึงความสูญเสียมากเกินไป เขาจึงไม่ค่อยไปพักบ้านนั้น ได้แต่จ้างคนดูแลประจำเอาไว้เท่านั้น
ในวันทำงานรุกข์มักค้างที่บ้านพักอุทยาน เจ้าเตี้ยสุนัขตัวเดียวของเขาจึงได้อาศัยเดินตามพระสงฆ์ที่ลงมาบิณฑบาตจากถ้ำพระบนเขาเพื่อแลกข้าวกินแต่ละวัน พระหนุ่มที่รุกข์เรียกว่า ‘หลวงพี่นพ’ เป็นพระสายวัดป่าที่จำวัดอย่างสันโดษเพียงรูปเดียวในถ้ำที่อยู่บนเขาไกลถึงห้ากิโลเมตร
เพราะความเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า รุกข์ได้พึ่งพาหลวงพี่ให้เป็นหูเป็นตาให้ทางการหลายครั้งด้วยกัน แม้ท่านจะเลี่ยงบ้างเพราะเห็นว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่ก็ยังคอยช่วยเหลือทางการอยู่ห่างๆ
กระท่อมปีกไม้ที่รุกข์เรียกมันว่ากระท่อมพรานไพรตั้งอยู่ระหว่างต้นพะยอมเฒ่าสองต้น มันยืนสูงชะลูดแตกใบสาขาร่มรื่นรอออกดอกหอมกรุ่นหน้าหนาว ตอนที่สร้างกระท่อมนี้เขาจำได้ว่าพ่อเสนีไม่ได้ตัดต้นไม้ใหญ่เลยสักต้น ใช้เพียงไม้ที่ชาวบ้านที่มาเช่าที่ดินเขาทำนาแล้วจำต้องโค่นไม้ทิ้งเป็นหลัก ที่เหลือเป็นไม้จากเรือนไม้สักของปู่กับย่าในหมู่บ้านที่เขารื้อบางส่วนออกเพื่อง่ายต่อการดูแลรักษาเรือนใหญ่เอาไว้
รุกข์จัดการปัดกวาดกระท่อมจนสะอาดเอี่ยมตามวิสัยคนโสดที่ต้องทำทุกอย่างเอง กว่าจะแล้วเสร็จก็เกือบสิบโมงเช้า เขาก่อไฟย่างเนื้อแห้งและหุงข้าวประทังความหิว แต่พอเนื้อเริ่มหอมกรุ่น ความเปรี้ยวปากก็บังเกิด เนื้อแห้งที่คิดจะกินกับข้าวก็เลยกลายเป็นกับแกล้มไปเสีย
ฝนยังไม่ซาลงไป รุกข์นอนบนเปลใหญ่ที่แขวนอยู่บนระเบียง กระดกแก้วน้ำสีอำพันแล้วทอดสายตามองฝ่าสายฝนออกไปยังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ที่ดินตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา เบื้องหน้าคือผืนน้ำกว้างไกล เบื้องหลังคือหุบเขายืนยง รุกข์ปิดเปลือกตาลงช้าๆ
‘พ่อพรานเสนีของเอ็งมันคนเก่ง สมัยก่อนปู่ใช้งานมันกับพรานเกื้อเพื่อนรักของมันหลายอย่าง รอดตายมาหลายครั้งแต่วันดีคืนดีมันกลับหายไปในป่า หายไปเป็นปีๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็อุ้มเอ็งที่ยังแบเบาะมาให้ปู่กับย่าเลี้ยง แต่เอ็งไม่ทันโตมันก็หายไปอีก คราวนี้มันเอาใหญ่ หายไปเป็นสิบปีก็ไม่กลับ มันใจดำจริงๆ ไอ้ลูกคนนี้’
ปู่ผู้ล่วงลับของเขาเปรยด้วยความช้ำใจบ่อยๆ รุกข์มองไปทิศเดียวกับทางเดินลูกรังที่ทอดหายไปในขุนเขา ทางเดียวกับที่หลวงพี่เดินกลับไปยังถ้ำพระทุกเช้า พ่อพรานเสนีของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน
รุกข์ไม่ปฏิเสธว่าที่มุ่งมั่นเรียนวนศาสตร์และสอบมาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ผาพยับเมฆนี้ นอกจากเขาต้องการฝังตัวอยู่ในป่าเพื่อรักษาผืนป่าอันเป็นสมบัติทางธรรมชาติเอาไว้แล้ว เขายังต้องการสืบเสาะหาร่องรอยของพ่อ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานมากแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจยอมแพ้ได้
‘รุกข์ ตามหาพ่อเอ็งให้เจอนะ ปู่เชื่อว่าเสนียังไม่ตาย’ นั่นเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของปู่ที่จากไปเมื่อรุกข์เริ่มย่างเข้าวัยหนุ่ม เขาจึงเติบโตมาเพียงลำพัง ได้อาศัยเพียง ‘พรานเกื้อ’ สหายรักของพ่อพรานเสนีที่คอยประคับประคองให้เขาเติบใหญ่ขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้
‘ตามหาพ่อให้พบ อย่ายอมแพ้ง่ายๆ’
“เฮ้อ...” รุกข์ถอนหายใจยาว กระดกเหล้าอึกสุดท้ายเข้าปากแล้วก็เด้งตัวลุกจากเปลเดินไปหลังบ้านที่ถูกต่อเติมให้เป็นโรงรถขนาดใหญ่ พาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อคู่ใจอีกคันของเขาจอดนิ่งอยู่ตรงนั้น
“สนิมเขรอะหมดแล้วมั้งเนี่ย ไอ้เตี้ยข้าจะไปตลาดหาเสบียงมาเพิ่ม เอ็งสนใจไหม” เขาหันไปถามสหายสี่ขา มันทำท่าดีอกดีใจวิ่งวนไปมา รุกข์ลูบหัวของมันแล้วก็เดินขึ้นบ้านไปอีกรอบเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
ดงขมิ้นเป็นอำเภอเล็กเก่าแก่ตั้งอยู่กลางหุบเขา มีแม่น้ำที่ไหลลงมาจากภูผาพยับเมฆไหลผ่านจุนเจือหลายหมู่บ้านรายทาง ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีบ้างที่เข้าไปทำงานในเมืองหรือเป็นลูกจ้างหน่วยราชการต่างๆ ในอำเภอและส่วนหนึ่งทำงานอยู่บนที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาพยับเมฆ แต่การที่คนในตลาดส่วนใหญ่รู้จักรุกข์ พนมไพรนั้นไม่ใช่เพราะเขาเป็นหนึ่งในหัวหน้าพิทักษ์ป่าเพียงอย่างเดียวหรอก แต่เป็นเพราะต้นตระกูลของรุกข์เป็นพรานป่าที่นับหน้าถือตากันมาหลายชั่วคน ว่ากันว่าปู่เสนของหัวหน้ารุกข์เป็นหนึ่งในชาวบ้านไม่กี่ครอบครัวที่ก่อตั้งหมู่บ้านดงขมิ้น แกเป็นพรานอาวุโสที่เชี่ยวชาญป่าและมีวิชาอาคมแก่กล้านัก และลูกชายคนเดียวคือพรานเสนีนั้นได้รับสืบทอดวิชาความรู้นั้นไว้ทั้งหมด
แต่ทว่าในช่วงวัยฉกรรจ์ที่กำลังเก่งกล้า พรานเสนีกลับหายตัวไปหลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดที่เกิดขึ้นระหว่างทางการทหารกับขบวนการปลดแอกประชาชนในสมัยนั้น เสนีและเกื้อในวัยหนุ่มถูกบังคับให้ส่งเสบียงให้กองกำลังปลดแอกประชาชนที่ซุกซ่อนอยู่บนเขา และในขณะเดียวกันก็ต้องคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการปลดแอกให้ทางการอย่างลับๆ ชีวิตของสองพรานหนุ่มในตอนนั้นเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากพลาดพลั้งก็อาจตายได้ตลอดเวลา แต่เสนีกับเกื้อก็รอดมาได้จนกระทั่งถึงวันที่ทางการปรามปรามอย่างหนัก วันนั้นเสนีหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้พรานผู้เป็นพ่อจะพลิกผืนผาพยับเมฆหาเท่าไรก็ไม่พบ จนลือกันไปว่าเขาหนีไปเข้ากับขบวนการปลดแอกและออกนอกประเทศไปแล้ว
แต่สามปีผ่านไปพรานหนุ่มก็อุ้มเด็กชายตัวน้อยผิวพรรณหน้าตาหล่อเหลาปานรุกขเทวดาลงมาจากเขา พ่อแม่สอบถามก็ได้ความสั้นๆ ว่าเขาพบรักกับหญิงต่างแดนแม่ของลูกและหนีไปอยู่ด้วยกันที่ต่างบ้านต่างเมือง ที่กลับมาก็เพื่อจะมาเยี่ยมบ้านและพาหลานมาหาปู่ย่า
แต่เมื่อใครซักถามเรื่องแม่เด็กและบ้านเมืองที่ไปอยู่ พรานเสนีกลับปิดปากเงียบ เขาอาศัยอยู่ดงขมิ้นดูแลพ่อแม่และได้สร้างกระท่อมพรานไพรไว้ให้ลูกชาย จนรุกข์โตวัยเข้าโรงเรียน พ่อของเขาก็มาหายไปอีก จนวัน เดือน ปีเคลื่อนคล้อย ทุกคนทั้งเสาะหาและเฝ้ารอคอยแต่ก็ไม่มีวี่แววการหวนคืนกลับของพ่อ ย่าของเขาเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะจนตายจากไปในเวลาไม่นาน แล้วปู่ก็ร่วงโรยตามย่าไปพร้อมคำฝากฝังให้รุกข์ตามหาพ่อต่อไปอย่าย่อท้อ รุกข์มุ่งมั่นเรียนหนังสือจนสอบเข้าศึกษาต่อวนศาสตร์ได้ เมื่อเรียนจบเขาก็สอบเข้ารับราชการแล้วกลับมาฝังตัวอยู่ที่ผาพยับเมฆ ขุนเขาที่ปู่ของเขาเชื่อว่าพ่อพรานเสนีหลบซ่อนอยู่
ปัจจุบันบ้านพนมไพรจึงเหลือทายาทสืบสกุลอยู่แต่เพียงเขาคนเดียว แต่สมบัติพัสถานทั้งบ้านและที่ดินเรือกสวนไร่นาที่ตกทอดกันมา ก็ทำให้รุกข์เนื้อหอมจนตกเป็นเป้าหมายของสาวๆ ครึ่งค่อนอำเภอ
เพราะเหตุนี้เองรุกข์จึงพยายามเข้าอำเภอให้น้อยที่สุด บางครั้งถ้ารำคาญใจมากนักเขาก็ขับรถผ่านเข้าตัวจังหวัดเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
‘อย่างหัวหน้าเขาเรียกโสดแบบจงใจ โสดให้สาวๆ น้ำลายไหลเล่น’
‘ที่พูดถึงนั่นผู้หญิงหรือไอ้ตูบวะ’
‘อ้าว ก็ผู้หญิงสิหัวหน้า เขาน้ำลายไหลเพราะพิศวาส อยากได้’
คมคายชอบล้อเสียงเล็กเสียงน้อยให้รำคาญ รุกข์ไม่ใส่ใจ ที่แน่ๆ เขาไม่ชอบถูกทึ้ง หน้าตาคมจึงเรียบเฉยอยู่เป็นนิจ ดวงตาคมนั่นวาวดุจนสาวๆ ขยาด
รุกข์ขับรถกระบะมาถึงตลาดสดดงขมิ้นในเวลาบ่ายแก่ๆ รถราของชาวดงขมิ้นที่มาจับจ่ายกับข้าวยามเย็นหนาตา รุกข์เลี้ยวเข้าไปจอดในลานจอดรถด้านข้างตลาด เลือกที่ไกลจากผู้คนเล็กน้อย เขาใส่สายจูงกับปลอกคอเจ้าเตี้ยแล้วพามันเดินเข้าไปในตลาดอย่างภาคภูมิ
ร้านแรกที่เขาเดินเข้าไปเป็นแผงขายเนื้อวัวสดและเนื้อแห้งแดดเดียวที่เป็นเสบียงสำคัญ เมื่อออกเดินป่า รุกข์ได้เนื้อทั้งสดทั้งแห้งมาหลายกิโลกรัมเผื่อแผ่ไปถึงลูกน้องบนที่ทำการฯ ด้วย เจ้าเตี้ยได้กลิ่นเนื้อถึงกับเลียปากแผล็บๆ มองตาละห้อย เจ้านายพามันเดินไปที่แผงขายผักต่อ เขาซื้อผักและเครื่องเทศหลายชนิด ทั้งพยายามมองข้ามกองเนื้อสัตว์ป่าชำแหละในห่อใบตองที่ชาวบ้านล่ามาจากบนเขาเอามาแบ่งขาย พวกแม่ค้าพ่อค้ายิ้มเจื่อนๆ ให้เขา บ้างก็หลบตา รุกข์เดินผ่านไปทางอื่นเสีย
หลายครั้งที่วิถีทำมาหากินของชาวบ้านกับงานพิทักษ์ป่าของเขามันขัดกัน รุกข์จำต้องปิดหูปิดตาเสียบ้างเพราะปากท้องของคนในท้องถิ่นที่ทำกินกันมาแบบนี้หลายชั่วคนก็สำคัญไม่แพ้กัน บรรพบุรุษเขาเองก็เป็นพรานป่าที่หากินบนผาพยับเมฆมาหลายชั่วคน
“หัวหน้ารุกข์ รับข้าวโพดต้มหวานๆ ไหมจ๊ะ” เสียงร้องเรียกดังมาจากด้านหลัง รุกข์ที่หอบหิ้วของเต็มมือขวา อีกมือจูงเจ้าเตี้ยหันกลับไปมองแม่ค้าเสียงหวานที่ร้องเรียกเขา หล่อนเป็นหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ รูปร่างหน้าตาจัดว่าสะสวย
“ข้าวโพดต้มหวานๆ ข้าวโพดสดๆ ก็มีนะจ๊ะ” แม่ค้าสาวนางนั้นยังไม่ยอมละความพยายาม แม้ลูกค้าที่หล่อนหมายตาไว้จะมีของเต็มไม้เต็มมือจนไม่น่าจะซื้ออะไรได้อีก
“เดี๋ยวฉันถือไปส่งให้ที่รถก็ได้จ้ะ อุดหนุนฉันหน่อยนะจ๊ะ” น้ำเสียงและดวงตาของเจ้าหล่อนออดอ้อน
“อุดหนุนหน่อยเถอะหัวหน้ารุกข์ ไม่อย่างนั้นแม่ค้าคงนอนไม่หลับแน่ ท่าทางมันคงอยากจะไปส่งข้าวโพดหวานให้หัวหน้าเต็มที” เสียงแม่ค้าขายปลาแซว รุกข์ออกจะเซ็งไม่น้อย ความจริงเขาสนใจปลานิลสดมาก แต่ปากแม่ค้าทำให้เขาไม่อยากอุดหนุนทั้งข้าวโพดและปลา
“เอาไว้วันหลังก็แล้วกันครับ วันนี้ผมพอแล้ว” เขายกของให้ดูพลางยิ้มขรึมๆ แม่ค้าสองสาวมองหน้ากันแล้วก็สะบัดค้อน ชาวตลาดต่างหันหน้าไปอมยิ้มขบขันกันคนละทางสองทาง
“นานๆ ออกจากป่ามาทีไม่เหมาแม่ค้าไปสักเจ้าสองเจ้าเล่าหัวหน้า” พ่อค้าขายผลไม้วัยกลางคนแซว เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครง
“พี่เก่งเหมาไปเองเถอะ ถึงผมอยู่ป่าอยู่เขาก็ไม่ค่อยอดอยากหรอก”
“อ้อ แน่ละ เขาลือกันว่าบนที่ทำการฯ มีนางฟ้านางสวรรค์ไปโปรดด้วยนี่ จริงไหมหัวหน้า” พ่อค้าผลไม้ไม่ลดละ และเพราะอะไรไม่รู้ได้ ดวงตากลมโตเรียบเย็นบนใบหน้าของใครบางคนผุดขึ้นมาในสมองของเขา แต่รุกข์หรือจะยอมถูกต้อนง่ายๆ เขาเห็นเมียพ่อค้าขายผลไม้กำลังถือลังใส่ส้มเดินมาก็พูดออกไปว่า
“พี่เก่งนี่กว้างขวางน่าดู ตัวอยู่ตลาด ตายังมองเห็นนางฟ้าบนที่ทำการฯ ได้ หูตาไม่เบานะนี่”
“อะ...อะไรกันหัวหน้า คนเขาลือกันต่างหากเล่า ผมเปล่านะ”
“อย่างนั้นรึ” รุกข์ว่าแล้วก็ยักคิ้วเข้มให้แล้วจูงเจ้าเตี้ยเดินออกจากตลาดไปโดยไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมผัวเมียที่ตนจุดชนวนไว้
“เฮ้ย ไอ้เตี้ยระวัง”
ซ่า
“ปัดโธ่เอ๊ย ขับรถประสาอะไรวะ โคลนเต็มตัวไปหมดแล้ว” รุกข์ยกแขนปาดหน้าเปื้อนโคลนที่กระเซ็นเข้าใส่เขากับไอ้เตี้ยอย่างจัง รถคันจิ๋วเจ้าปัญหาหาแล่นฉิวผ่านหน้าไปราวกับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่ต้องมองซ้ำสอง เขาก็รู้ว่ารถราคาหลายล้าน แบบ สี และรุ่นนี้เป็นของใคร แต่ด้วยความฉุนรุกข์มองตามไปจนรถสีครีมคันจิ๋วสมชื่อจอดสนิทลง หญิงสาวในชุดปล่อยสบายๆ ที่เรียกว่าเชิ้ตเดรสสีเดียวกับรถยาวเลยหัวเข่าบาง คาดเข็มขัดน้ำตาลแก่ หล่อนถือกระเป๋าสานใบขนาดกลางน่าเอ็นดู สวมรองเท้าสานสีเดียวกับเข็มขัด เดินเข้าไปในตลาดโดยไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่ามีคนกับหมายืนเปื้อนโคลนแฉะๆ เพราะฝีมือเจ้าหล่อนและกำลังมองไปทางหล่อนด้วยความขุ่นใจ
นี่ถ้าเจ้าหน้าที่การเงินมันหาไม่ยากยังกับหาเมียดีๆ สักคน หัวหน้าคนนี้จะตามไปเฉ่งลูกน้องคนใหม่ดูสักที
“เหอะ นี่เหรอนางฟ้าของพ่อค้าเก่ง นางมารชัดๆ ไปไอ้เตี้ย กลับ หมดอารมณ์แล้ววันนี้”
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **