
ดังนั้นช่วงเลิกงานของวันต่อมา จึงเป็นเวลาที่มิลินทร์จะเรียกรวมพลเพื่อนรักอีกครั้ง ณ คาเฟ่สุดชิกใจกลางเมืองเพื่อให้แพรวาและอสมาเดินทางมาได้สะดวก รวมถึงต้องมาถึงให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย พอมากันพร้อมหน้าแล้วมิลินทร์ก็เล่าทุกเรื่องให้ฟังด้วยใบหน้าหม่นหมอง แถมยังมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา
ซึ่งแน่นอน...เมื่ออสมาและแพรวาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ถึงกับช็อก
“อะไรนะมี่! เกือบปีแล้ว แกกับจารย์เต้...ไม่ได้มีอะไรกันมาเกือบปีแล้วจริงดิ!?”
แพรวาถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แม้แต่อสมาผู้ไม่เคยมีแฟนก็ด้วย
“ทำไมแกไม่บอกพวกเราแต่แรก นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะ”
“ก็มันไม่รู้จะบอกยังไงนี่ พวกแกไม่คิดเหรอว่าเรื่องนี้มันน่าอายแค่ไหน...ฮึก...ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะรู้สึกเหมือนคนบ้าที่ขาดเรื่องนั้นไม่ได้ขนาดนี้ แต่มันไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ” มิลินทร์ซับน้ำตาที่ยังไหลออกมาไม่หยุด
“ไม่น่าเชื่อ คู่รักแห่งปีอย่างแกกับเต้เนี่ยนะ เห็นหวานกันจนมดขึ้น ขนาดไปเที่ยวไหนยังต้องลงรูปกอดกันตลอด แต่เรื่องบนเตียง...คือศูนย์เลยเหรอ” อสมาว่าตามตรง ก็ที่ผ่านมาเพื่อนได้แต่บ่นว่าสามีไม่ทำการบ้าน แต่ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้
“มี่...ฟังนะ” แพรวาได้สติก่อน จับมือเพื่อนเอาไว้ แล้วมองตาอย่างเข้าใจ “แบบนี้มันไม่ปกติ มีคู่แต่งงานไหนบ้างที่จะไม่มีเรื่องพวกนั้น โดยเฉพาะกับผู้ชาย...” คนพูดแสดงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงอย่างจริงจัง จริงอยู่ที่เซ็กซ์ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตคู่ แต่ก็นับเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะกับคนที่ยังมีความต้องการ แต่อีกฝ่ายไม่อาจตอบสนองได้ เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ได้แล้ว
“หรือผัวแกตายด้านแล้ววะ”
“ไม่นะ วันก่อนที่เกือบ...จะได้กัน ฉันก็ยังรู้สึกว่าตรงนั้นของเขามันยังสู้อยู่” มิลินทร์แย้ง เพราะในคืนที่เขาหนีไปนอนห้องอื่น เธอยังรู้สึกได้ถึงความเป็นชายที่คัดเกร็ง เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่คิดสานต่อ
“แล้วทำไมล่ะ”
“นี่แหละที่ฉันไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากจะรู้แล้วด้วย”
ถ้อยคำประชดประชันนั้นมาจากความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้แพรวาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของมิลินทร์
“แกหมายความว่าไงมี่”
มิลินทร์นิ่งไปราวกับกำลังตรึกตรองบางอย่าง ก่อนจะตัดสินใจพูดมันออกมา “ฉันว่า...ชีวิตคู่ของฉันกับเต้...มันน่าจะถึงทางตันแล้วว่ะ”
“อะไรนะ!” เป็นครั้งแรกที่เพื่อนทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน ใครจะไปคิดว่าคนรักความสมบูรณ์แบบอย่างมิลินทร์ ในที่สุดจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาจริงๆ
“ฉันแค่คิดว่า มันคงถึงจุดที่ควรจะแยกทาง แล้วคืนอิสระให้กันสักที แกคิดดูสิชีวิตปกติก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ นอกจากนอนกับกินข้าวด้วยกันแล้ว มันก็ไม่มีอะไรเลย เรื่องลูกเขาก็ไม่โอเค เรื่องบนเตียงยิ่งไม่โอเคกันไปใหญ่ แล้วพวกแกว่า...ฉันจะมีผัวไปทำไมวะ”
“ไหนแกบอกว่าที่บ้านแกไม่มีทางยอมแน่ๆ ไง”
“ก็ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว นี่ฉันก็คิดมาทั้งคืนเลยนะ ตอนนี้ฉันกับเขาดูยังไงก็ไม่เหมือนคนเป็นผัวเมียกันเลยสักนิด แล้วจะอยู่ด้วยกันไปทำไม”
ยิ่งฟังทุกคนยิ่งรู้สึกอึ้ง ไอ้ส่วนเข้าใจน่ะก็เข้าใจอยู่หรอก แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้มากกว่า
“ฉันเข้าใจแกนะมี่ บางทีนี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วก็ได้ เพราะแกก็ไม่มีความสุข เต้ก็ดูเหมือนมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ แล้วมันก็กระทบชีวิตคู่แกขนาดนี้...”
“แต่หย่าเลยนะ แบบแยกทางไปเลย มันจะโอเคจริงๆ เหรอวะ” อสมาเป็นฝ่ายแย้ง ซึ่งตามจริงเธอน่าจะเป็นคนสนับสนุนด้วยซ้ำ
“ก็ยังดีกว่ามานั่งร้องไห้ทุกครั้งแบบนี้ไหมล่ะ”
“เออ ก็จริง แต่จะให้ไอ้มี่มันเดินไปบอกผัวว่าเราหย่ากันเถอะเนี่ยนะ แกว่ามันทำได้เหรอ” อสมายังคงตั้งคำถาม
นั่นสิ มิลินทร์เองก็ใช่ว่าจะไม่คิดเรื่องนี้ ต้องบอกว่านี่คือความจริงที่หลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง
“ฉัน...ไม่กล้าว่ะ อีกอย่างถ้าพ่อรู้ก็คงไม่ยอมจริงๆ นั่นแหละ ไหนจะพ่อแม่ของเต้อีก” คนที่อยู่ระหว่างตัดสินใจยอมรับตรงๆ ถึงความยากในการหย่า อย่างที่เห็นว่าการแต่งงานไม่เหมือนกับการคบกันเป็นแฟน ที่จะบอกเลิกก็คงไม่มีใครเดือดร้อน แต่นี่คือเรื่องของครอบครัวอีกฝั่งด้วยที่ต้องรับรู้ และคงมีปัญหาตามมาอีกมากแน่
“ก็นะ ลูกสาวท่านนายพล กับลูกชายท่านผู้ว่าฯ ตอนแต่งก็จัดงานใหญ่ขนาดนั้น หย่าทีคงมีคนรอซ้ำเป็นแถว”
สิ่งที่อสมาพูดนั้นเรียกว่าถูกต้องทีเดียว ด้วยชื่อเสียงของพ่อเธอที่เป็นนายพล และครอบครัวของศตวรรษที่มีหน้ามีตาเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ตอนจัดงานก็ใหญ่โตแทบจะเป็นงานแต่งแห่งปี จะหย่ากันทีคงไม่พ้นเป็นขี้ปากชาวบ้านแน่
“งั้นก็ต้องหาวิธี เอาแบบที่เจ็บน้อยสุด”
“ยังไงวะ”
“ฉันรู้แล้ว...” มิลินทร์ที่เริ่มตกตะกอนความคิดตัวเองได้เอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ “มันต้องมีเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอะไรของแกอีกมี่”
ทั้งสองต่างมองหน้าคนที่อยากจะหย่าอย่างไม่เข้าใจนัก ก่อนที่มิลินทร์จะเริ่มยิ้มออกแล้วประกาศด้วยความมาดมั่น
“ก็อย่างแรก...ฉันต้องไม่เป็นคนบอกเลิกก่อน”
“แค่ข้อแรกก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ไม่มีทางที่ผัวแกจะบอกหย่าเองแน่”
อสมารีบค้าน แต่ว่าแพรวากลับเห็นต่าง
“เรื่องนี้มันก็ไม่แน่หรอก ว่าต่อสิมี่”
“สอง...จะต้องไม่มีใครเป็นฝ่ายนอกใจ โดยเด็ดขาด!”
“ทำไมวะ” เป็นอีกครั้งที่อสมาตั้งคำถาม
“ฉันไม่อยากโดนหย่า เพราะผัวทิ้งไปมีผู้หญิงอื่นน่ะสิ”
“งั้นแกก็มีคนอื่นก่อนสิ” แพรวาเป็นฝ่ายยุบ้าง
“แบบนั้นฉันก็กลายเป็นคนมีชู้น่ะสิ” มิลินทร์รีบตอบทันควัน เธอไม่อยากเป็นขี้ปากว่าแพ้คนอื่น แต่ก็ไม่อยากกลายเป็นคนมีชู้เองด้วย
“โอ๊ย! เรื่องมาก แล้วมีอะไรอีกไหม” คราวนี้อสมาเริ่มไม่ทน เพราะแค่ฟังเงื่อนไขก็น่าปวดหัวแล้ว
“และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด...การหย่ากันนั้น จะต้องเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบโดยฉันกับเต้ต้องสามารถกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยก็รักษาหน้าผู้ใหญ่เอาไว้บ้าง”
“หา...อะไรนะ หย่ากันแบบสมบูรณ์แบบ? กลับมาเป็นเพื่อนกัน?”
“ใช่แล้ว! ก็ในเมื่อจะอยู่หรือหย่า ฉันเท่านั้นที่ตัดสินใจ ยังไงก็ต้องทำให้มันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดไง เริ่มจากให้เต้เป็นคนตัดสินใจพูดคำนั้นก่อน” เธอเอ่ยอย่างมั่นใจ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามจากเพื่อนสาว ถึงความวุ่นวายจากข้อแม้มากมายที่เธอคิด
“แล้วจะทำยังไงให้เต้บอกเลิกอะ ในเมื่อไม่มีใครนอกใจ แล้วแกเองก็ไม่ขอหย่า แถมยังนอกใจไม่ได้ด้วย”
“ใช่ ส่วนแกก็มีเวลาไม่มากนะ ยิ่งปล่อยไว้นาน แกเองแหละมี่ที่จะกลายเป็นบ้าจริงๆ” แพรวานึกเป็นห่วง เพราะแค่เงื่อนไขนี้มันก็ทำให้เธอปวดเศียรเวียนเกล้ามากพอแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติจริงเพื่อนเธอยังต้องเจออะไรอีกบ้าง ก็สุดจะคาดเดา
“นั่นไงล่ะถึงต้องวางแผน ทำยังไงก็ได้ให้เขาอยากหย่ากับฉันมากที่สุด ฉันจะเรียกแผนนี้ว่าร้อยแปดวิธีสามีตีจาก”
มิลินทร์ยิ้มกริ่ม ดวงตาเป็นประกายสดใสปราศจากคราบน้ำตา คราวนี้แหละเธอจะเป็นคนชักจูงสามีให้เดินตามแผนการของเธอให้ได้ นี่ไม่ใช่แค่การปั่นหัวเขา แต่เป็นการสั่นคลอนชีวิตคู่ตัวเองอย่างรุนแรง เพื่อให้ได้มาซึ่งการหย่าร้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด และอิสรภาพที่สามารถเลือกได้เองตามที่เธอปรารถนา
----------
เมื่อตั้งใจแล้ว มิลินทร์ก็ไม่คิดเสียเวลาอีกต่อไป เธอต้องเดินตามแผนการที่วางไว้ โชคดีที่มีเพื่อนซึ่งเข้าใจเธอและช่วยกันวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสามปีที่เธอเป็นเมียที่ดีมาตลอดนั้น มันก็พอจะทำให้หญิงสาวมีแต้มต่อที่จะสร้างเรื่องให้เขาทนไม่ไหวในท้ายที่สุดได้แน่
หลายวันผ่านไป มิลินทร์ก็เริ่มจากเรื่องที่สร้างรอยร้าวเล็กๆ ให้ได้ก่อน เธอสั่งกล่องกระดาษมาหลายใบ แสร้งทำทีว่าจัดเก็บบ้านครั้งใหญ่ จากนั้นก็เริ่มขนของส่วนตัวออกจากห้องนอนอย่างแนบเนียนที่สุด
“ที่รัก ทำอะไรครับ ขนของไปไหน” ศตวรรษที่เพิ่งกลับจากที่ทำงาน พอเห็นว่าภรรยากำลังเก็บข้าวของส่วนตัวในห้องนอนก็เริ่มสงสัย
“อ๋อ มี่แค่จะย้ายห้องนอนน่ะค่ะ” เธอเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ อย่างภรรยาที่อยู่ในโอวาทสามีมาเสมอ เพียงแต่การกระทำนั้นอาจตรงกันข้ามไปสักนิด
นั่นก็พอที่จะทำให้เขารู้สึกขัดใจไม่น้อย
“ย้ายห้องนอนทำไมครับ” เป็นคำถามที่ไม่ได้ทำให้คนกำลังเก็บของหยุดการกระทำของตัวเองแต่อย่างใด และเธอเองก็ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงหวานเยิ้ม
“ก็...มี่อยากได้ความเป็นส่วนตัวน่ะค่ะเต้ บางทีมี่ก็อยากนอนดูซีรีส์ดึกๆ อยากพลิกตัวสบายๆ อยากเปิดไฟนอนบ้าง หรือบางทีก็อยากแต่งตัวสบายๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็นอะไรต่อมิอะไร” มิลินทร์เลือกใช้เหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด “มี่แค่รู้สึกว่ามี่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวของมี่บ้างค่ะ”
นั่นเป็นครั้งแรกที่มิลินทร์ได้เห็นใบหน้ายุ่งๆ ของศตวรรษ ที่ทั้งไม่เข้าใจและพยายามจะเข้าใจในเวลาเดียวกัน แน่ล่ะ เขาต้องกำลังสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ในขณะที่เธอนั้นยังคงอยู่ในบทบาทภรรยาที่แสนดีอย่างเป็นธรรมชาติ
“แน่ใจแล้วเหรอที่รัก” เขาถามย้ำ และยังคงรักษาสีหน้านิ่งเอาไว้ ทั้งที่ในใจมีคำถามมากมาย คงเพราะปกติมิลินทร์ไม่เคยเรียกร้องพื้นที่ส่วนตัวเลยสักครั้ง มีแต่เขาเนี่ยแหละที่ชอบแอบไปนอนคนเดียว เวลาที่ร่างกายเริ่มร่ำร้องหาการปลดปล่อย
“แน่ใจค่ะ” เธอยังคงตอบเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
“ถ้าที่รักต้องการความเป็นส่วนตัวขนาดนั้น...ก็ได้ครับ”
ในที่สุดศตวรรษก็ต้องจำใจยอมตามใจภรรยา ขณะที่มิลินทร์แอบถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างที่สุด ใช่สิ เขาไม่มีทางขัดเธอได้ ในเมื่อเธอไม่ได้แสดงอาการต่อต้านใดๆ ให้เห็น แผนการแรกของการทำให้สามีตีจากนั้นถือว่าเป็นไปได้สวย
----------
ศตวรรษปล่อยให้ภรรยาลองแยกห้องนอน กระทั่งหลายวันผ่านไป เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความประหลาด ปกติมิลินทร์ชอบนอนซุกอยู่ใกล้เขามาก และเมื่อใดที่เขาแยกที่นอน เธอก็มักจะงอนเสมอ ทีแรกเขาคิดว่าเธอทำไปเพื่อประชด ไม่กี่วันก็คงเหมือนเดิม แต่พอเห็นว่าเธอกลับใช้ชีวิตได้อย่างอยู่ดีมีสุข มันก็ยิ่งทำให้เขาเริ่มร้อนใจ
ในช่วงกลางดึกของค่ำคืนนี้เองที่ชายหนุ่มเริ่มทนไม่ไหว เขาแอบย่องเข้าไปในห้องนอนใหม่ของเธออย่างเงียบเชียบ และเห็นว่ามิลินทร์กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ร่างสูงค่อยๆ ย่องเข้าไปหาเธอในความมืด จ้องมองใบหน้าสวยที่หลับพริ้มอย่างมีความสุข ช่างต่างจากเขาที่กำลังรุ่มร้อนเพราะคิดถึงสัมผัสอุ่นๆ ของภรรยาสุดที่รักเสียเหลือเกิน
ร่างสูงโปร่งค่อยๆ แทรกตัวลงนอนข้างๆ อย่างเงียบเชียบ ใจหนึ่งก็แอบบ่นภรรยาว่าเธอช่างใจร้ายเหลือเกิน ขนาดนอนยังอยู่ตรงกลางเตียงเป๊ะ ไม่เหลือที่เผื่อใครบ้างเลย พอแทรกตัวเข้าไปได้ เขาก็ใช้วงแขนตวัดโอบกอดเธอจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสถึงความหอมกรุ่นอบอุ่นที่คุ้นเคย
“ที่รัก...ผมคิดถึงคุณ” เสียงกระเส่ากระซิบที่ริมหูเธอ บ่งบอกถึงความต้องการในส่วนลึก ถึงแม้ว่าปกติจะพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด แต่พอเธอเริ่มเหินห่าง กลายเป็นว่าเขายิ่งอยากครอบครองแทน ซึ่งการกระทำของเขานั้นมันก็เพียงพอที่จะทำให้คนในอ้อมกอดสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที พลางหันขวับมามองหน้าสามีด้วยความตกใจ
“เต้! มาทำอะไรที่นี่คะ” เธอดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของสามีเบาๆ “มี่บอกแล้วไงว่ามี่อยากได้ความเป็นส่วนตัว เต้ต้องเคารพการตัดสินใจของมี่สิคะ”
ศตวรรษชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา ถึงอย่างนั้นก็ขอให้เขาได้อ้อนวอนเธออีกนิด
“ก็...ผมแค่คิดถึงคุณ”
“ไม่ได้ค่ะ! ถ้ามี่อยากได้ความเป็นส่วนตัว มี่ก็ต้องได้สิคะ เต้กลับไปนอนห้องเต้เถอะ” พูดจบแล้วเธอก็นอนหันหลังให้เขาทันที
ตอนนี้ศตวรรษทั้งงงทั้งสับสน หลายวันก่อนเขายังถูกเธอคุกคามอยู่เลยแท้ๆ มาวันนี้กลายเป็นว่าเธอหันหลังหนีเขาดื้อๆ เสียอย่างนั้น นึกว่าจะแกล้งกันเล่น แต่ที่ไหนได้ มิลินทร์กลับหลับไปทันทีโดยมีเสียงหายใจสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่มันมากกว่าแค่ต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างที่ภรรยาบอก
นี่มันไม่เหมือนมี่เลย...หรือว่ามีอะไรกันแน่
ร่างสูงลุกออกจากเตียงแล้วปล่อยให้ภรรยาได้นอนต่อไปอย่างสงบสุข เขาก้าวออกมาจากห้องเธออย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจ มิลินทร์กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ คนอย่างเธอไม่น่าจะเปลี่ยนความคิดแค่ช่วงเวลาไม่กี่วัน หรือนี่อาจเป็นการประกาศสงครามเย็นที่เขาต้องเตรียมรับมือให้ดี
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **