
นึกว่าเธอจะทำสีหน้าสลด ทว่ามิลินทร์กลับหันมามองเขาด้วยสายตาสดใส
“อ๋อ มี่ชอปเยอะหน่อยน่ะค่ะเต้ ก็ช่วงนี้มันเครียดๆ นี่นา” เธอปิดท้ายด้วยการส่งยิ้มหวานเยิ้มให้สามีไปหนึ่งที
“ปกติมี่แทบไม่ใช้บัตรเครดิตผมเลยนี่ครับ เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ศตวรรษพยายามถามด้วยเหตุผล เพราะปกติมิลินทร์ก็มีบัตรเครดิตของตัวเอง แถมเมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะบอกให้เธอใช้อย่างไร เธอก็ไม่ค่อยยอม แต่พอคิดใช้ขึ้นมา ดันใช้เสียจนเกือบเต็มวงเงิน
“ก็...มี่ใช้บัตรตัวเองรูดซื้อของเข้าร้านหมดแล้วน่ะค่ะ แหม...เต้ก็น่าจะรู้ว่าของในร้านที่มี่เลือกต้องเป็นของที่ดีที่สุด ยังไงเดือนนี้มี่ขอใช้เงินเต้นิดหน่อย คงไม่ว่ากันนะคะ”
คำสารภาพนั้นไม่ทำให้รู้สึกว่าเธอกำลังสำนึกผิดแม้แต่น้อย กลับกันเขาเห็นความดื้อดึงและเอาแต่ใจจากสายตาเธอมากกว่า นี่ไม่ใช่มิลินทร์ที่อยู่ในโอวาทสามีทุกอย่างอีกแล้ว แต่นี่คือมารน้อยผู้แสนร้ายกาจ คนเดียวกับที่เขาเคยเจอเมื่อก่อนแต่งงาน
“ตามใจเถอะครับ แต่ที่รักก็อย่าลงทุนกับร้านจนมากเกินไปนะ ผมเป็นห่วง”
“แน่นอนค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างแช่มชื่น ขณะที่สามีได้แต่ถอนหายใจ ใบหน้าคมมีร่องรอยความหงุดหงิดเล็กๆ เอาเถอะ...การให้เธอได้เป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็นบ้างคงไม่แปลกอะไร และแน่นอนว่าลึกๆ แล้วเขาแอบหวังให้เธอเลิกอาการผีเข้าเสียที!
----------
แต่คิดเหรอว่าคนอย่างมิลินทร์จะรู้สึกผิด ยิ่งเขาแสดงอาการอึดอัดเท่าไรเธอยิ่งรู้สึกถึงชัยชนะ เธอยังคงทำเหมือนเดิมคือการกลับไปเป็นภรรยาที่เขาคุ้นเคยอีกสักระยะ แล้วก็แผลงฤทธิ์เดชที่มากกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้ก็เช่นกัน เธอแกล้งขอหยุดร้านโดยอ้างว่าเหนื่อย พอเขากลับมาถึง ภาพที่ได้เห็นก็คือภรรยาตัวเองนอนแผ่อยู่บนโซฟา โดยมีหมอนที่ลากมาจากห้องนอนวางอยู่ข้างๆ รวมถึงกล่องพิซซ่าเปล่าวางอยู่บนพื้น กองเสื้อผ้าในตะกร้าที่ถูกโยนไปกองอยู่มุมห้อง แทนที่จะซัก อบแห้ง และพับอย่างดีเหมือนที่เขาเคยสอนไว้ ที่สำคัญคือกลิ่นอาหารฟาสต์ฟูดซึ่งเขาเกลียดหนักหนาคลุ้งไปทั่วห้อง
ใบหน้าของสามีเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเขาพยายามจะควบคุมลมหายใจตัวเอง
“มี่...”
มิลินทร์แกล้งลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ทำตาปรือเหมือนคนที่หลับมาทั้งวัน
“อ้าวเต้...กลับมาแล้วเหรอคะ หิวจังเลยค่ะ มี่ไม่มีอะไรจะกินเลย” เธอพูดราวกับว่าตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ ที่ต้องรอคนมาป้อน
ศตวรรษได้แต่มองไปที่กล่องพิซซ่าเปล่า หลักฐานที่บอกถึงความอดอยากจอมปลอมของเธอ พลางเดินไปหยิบเสื้อในตะกร้า ก่อนจะเห็นว่ามันยังไม่ถูกซัก
“ที่รัก...ช่วงนี้ที่รักดูเปลี่ยนไปมากเลยนะ” เขามาเผชิญหน้ากับเธออย่างจริงจัง ใบหน้าของเขาไม่เหลือร่องรอยของความสงบอีกต่อไปแล้ว มีแต่ความหงุดหงิดที่แสดงออกมา “มันเกิดอะไรขึ้นครับ”
“คิดมากไปหรือเปล่าคะเต้ ช่วงนี้มี่งานเยอะ ได้หยุดอยู่บ้านทั้งทีก็อยากอยู่สบายๆ เท่านั้นเอง เต้ไม่เห็นใจมี่หน่อยเหรอคะ” เธอทำเสียงงอนๆ เหมือนเด็ก พลางคิดอย่างถูกใจว่าเขาคงกำลังถึงขีดจำกัดแล้วแน่ๆ
“โอเคครับ ที่รักก็อย่าหักโหมมากแล้วกัน”
แค่นั้นเองที่ศตวรรษพูดออกมา ก่อนที่ร่างสูงจะหยิบตะกร้าขึ้นมา แล้วเดินไปที่ห้องซักล้าง ทิ้งให้มิลินทร์มองตามอย่างไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมของเขานัก แต่อย่างน้อยการที่เขาเริ่มตั้งคำถามกับเธอ มันก็อาจแสดงให้เห็นว่านี่เป็นแผนที่ได้ผลก็ได้...ละมั้ง
----------
อย่างที่เคยบอกไปว่าในทุกแผนการย่อมมีการลงทุนเสมอ และงานนี้เรียกได้ว่ามิลินทร์ทุ่มสุดตัวเพื่อแผนการนี้ เพราะการที่เธอตามติดสามีทั้งวันทั้งคืนนั้น เท่ากับว่าตัวเธอเองก็ต้องทำงานตลอดเวลาด้วยเช่นกัน จากที่เคยดูแลบ้านและทำงานในสตูดิโอส่วนตัว กลายเป็นว่าตอนนี้เธอต้องไปดูแลร้านกาแฟทั้งวัน รวมถึงหอบแล็ปท็อปไปทำงานที่ร้าน ดูแลหลังร้านออนไลน์ไปพร้อมกับทำงานหลังจากกลับบ้านด้วย เรียกได้ว่าเหนื่อยกว่าเดิมเป็นสองเท่า
จากที่ใช้ร่างกายไปกับสองงานที่หาเรื่องมาเองได้สักสองสามสัปดาห์ มิลินทร์ก็ออกอาการเหนื่อยล้า วันหนึ่งหลังจากกลับมาจากร้าน เธอก็ถึงขั้นนอนแผ่อยู่บนโซฟาอย่างอ่อนแรง ผมเผ้าไม่จัดทรงเท่าที่เคยเป็น ใบหน้าดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด และกำลังเริ่มบ่นกับตัวเองเสียงดังพอให้ศตวรรษที่กำลังนั่งต่อโมเดลอยู่ได้ยิน
“โอ๊ย...เหนื่อยจังเลย เมื่อยไปหมดทั้งตัว ทั้งร้านกาแฟ ทั้งขายชุดนอน ทั้งงานบ้าน ทำไมงานมันเยอะขนาดนี้นะ มี่แทบจะไม่มีแรงขยับตัวแล้วเนี่ย” เธอว่าพร้อมกับแอบเหลือบมองสามีตัวเองว่าเขาจะแสดงสีหน้าหงุดหงิดบ้างหรือไม่
เขาเงยหน้าขึ้นจากโมเดลสุดที่รัก มองภรรยาด้วยสายตาเป็นห่วง
“ผมบอกแล้วว่าอย่าโหมงานหนักเกินไป” ศตวรรษลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับเธอ เขาปัดผมที่ปรกหน้าเธอออก “ให้ผมหาผู้จัดการร้านไหม ที่รักจะได้ไม่ต้องไปร้านทุกวัน หรือจะหาแม่บ้านมาช่วยดูแลงานบ้านเพิ่มอีกคนก็ได้นะ ผมว่าที่รักพักผ่อนบ้างดีกว่า”
ได้ยินว่าผู้จัดการร้าน มิลินทร์เบิกตาโต เด้งตัวขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว แอบคิดในใจว่านี่อาจเป็นโอกาสที่จะทำให้เขารำคาญใจก็ได้
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะเต้ มี่แค่อยากอยู่ใกล้ๆ เต้ทุกวัน ถ้ามีผู้จัดการร้านเราสองคนก็ต้องห่างกันตอนกลางวันเหมือนเดิมน่ะสิ มี่ไม่เอาหรอก” เธอแกล้งออดอ้อนทำหน้าเอาแต่ใจ แม้ในใจจะอยากได้คนมาช่วยบริหารร้านใจจะขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบ้านที่แสนน่าเบื่อ แต่ถ้าทำตามที่เขาคิดไปเสียหมด มันก็จะเข้ารูปแบบเดิมน่ะสิ
“แต่ที่รักดูเหนื่อยมากนะครับ”
เขายังคงแสดงท่าทีเป็นห่วงจากใจ ซึ่งมันก็ทำให้หญิงสาวใจอ่อนยวบแวบหนึ่ง
โถ พ่อคุณ เป็นห่วงเมียด้วย...น่ารักจัง
ก่อนจะรีบกลับมาดึงสติ และคิดว่าก็ไอ้ความอ่อนโยนเนี่ยแหละที่ทำให้เขาควบคุมเธออย่างช้าๆ จากนั้นมิลินทร์แสร้งทำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย
“ก็นั่นแหละค่ะ! มันเหนื่อยมากเลย แล้วงานบ้านเนี่ย ถ้าเต้ไม่เหนื่อย...ก็ช่วยมี่หน่อยสิคะ” มิลินทร์จงใจใช้น้ำเสียงที่จะทำให้เขาหงุดหงิด หรือไม่ก็โวยวายว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง
แต่เธออาจลืมไปว่านี่คือศตวรรษ ชายผู้อบอุ่นนุ่มฟูเหมือนมาร์ชแมลโลว์ย่างไฟกับภรรยามาโดยตลอด เขาได้แต่มองเธออย่างอ่อนโยน ไม่แสดงความไม่พอใจอย่างที่เธอคาดไว้แม้แต่น้อย ด้านมิลินทร์ก็ได้แต่คาดหวังถึงคำบ่นว่า หรือแม้แต่การตำหนิเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย
เสร็จฉันล่ะ...ทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ
เธอคิดอย่างมาดหมายเมื่อเห็นว่าเขาลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง จากนั้นก็เดินหายไปในห้องนอน แล้วออกมาพร้อมกับตะกร้าผ้าที่ยังไม่ได้ซักทั้งของเธอและของเขา พอเห็นเธอมองอย่างงงงัน เขาก็ส่งยิ้มกลับมา
“งั้นเดี๋ยวผมช่วยงานที่รักเอง”
“แต่เต้คะ งานพวกนี้มัน...” มิลินทร์มองตาค้าง จากที่คิดว่าเขาจะบ่นจะเบื่อ กลายเป็นว่าเขากลับทำหน้าที่เป็นสามีที่แสนดีเสียอย่างนั้น แล้วอย่างนี้แผนการปั่นป่วนสามีมันจะไปจบที่ตรงไหนล่ะ
“ผมขอโทษนะ ที่ไม่ได้สังเกตว่าที่รักจะเหนื่อยขนาดนี้” เขาว่าพลางเก็บขวดน้ำบนโต๊ะไปด้วย “ต่อไปนี้...ผมจะพยายามช่วยงานบ้านให้มากขึ้นนะ ที่รักจะได้ไม่เหนื่อยมากเกินไป”
มิลินทร์ได้แต่มองศตวรรษที่กำลังเก็บกวาดบ้าน ตั้งค่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นใหม่ รวมถึงจัดแจงทุกอย่างให้เป็นระเบียบราวกับว่าไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอะไร มีก็แต่สีหน้าของเธอนี่แหละที่กำลังแปรเปลี่ยนจากงุนงงเป็นหงุดหงิด แผนเมียทำตัวน่ารำคาญซึ่งควรจะทำให้เขาทนไม่ไหว กลายเป็นว่าเขากลับเห็นใจเธอเสียอย่างนั้น
อะไรกันวะเนี่ย...ถ้าเขาจะดีขนาดนี้ ฉันก็กลายเป็นนางร้ายน่ะสิ
