
หลังจากพูดคุยกับแม่สามีและทานมื้อเย็นด้วยกันเสร็จแล้ว มิลินทร์ก็ขับรถกลับบ้านด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้บอกกับสามีเลยว่าวันนี้จะไม่อยู่บ้าน รวมถึงไม่ได้ทานข้าวเย็นร่วมกับเขาด้วย นั่นทำให้คนมั่นใจอย่างเธอรู้สึกเหมือนเด็กที่ทำผิด เมื่อเห็นว่าตอนนี้รถของสามีจอดอยู่หน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว
และพอเปิดประตูบ้านเข้ามา ก็เห็นว่าเขานั่งรอเธออยู่ที่โซฟา แถมสีหน้ายังเรียบเฉยจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
“กลับมาแล้วเหรอครับ ที่รัก” เป็นศตวรรษที่เป็นฝ่ายเอ่ยทักภรรยาก่อน ถึงจะบอกว่าไม่กลัวแต่ตอนนี้หัวใจของเธอกลับเต้นระส่ำ อย่างแรกที่น่าจะโดนแน่ๆ ก็คือเรื่องที่เธอถ่อไปหาคุณนายรัศมีเรื่องหลานเนี่ยแหละ
“ค่ะ...เต้กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” มิลินทร์พยายามควบคุมสติตอบกลับไป แน่นอนว่าเขายังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า น่ากลัวชะมัด
“สักพักแล้วครับ”
เขาลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ แล้วยกสองมือจับบ่าของเธอ แน่ล่ะว่าเธอสะดุ้งนิดหน่อย แค่แปลกใจจริงๆ ไม่ได้รู้สึกกลัวเลย
“ผมคุยกับคุณแม่แล้วนะ เรื่องน้องอาทิตย์”
“คือ...เรื่องนี้...” เสียงกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกอย่างไม่ตั้งใจ สายตาของเขามันยากที่จะคาดเดาเกินไป และเธอไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย
“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่รัก”
“คะ?” มิลินทร์มองหน้าสามีอย่างประหลาดใจ เขาขอโทษเธอ? เรื่องอะไรกันแน่? แต่แน่ล่ะ เขาไม่เคยปล่อยให้เธอได้สงสัยนาน
“ผมอาจจะคิดอะไรเอาแต่ใจไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละครับเรื่องน้องอาทิตย์ ผมเอาเรื่องน้องสาวมาปนกับเรื่องของเรา จนลืมคิดถึงความรู้สึกของที่รัก”
คนอะไร...รับมือยากที่สุดเลย
เธอคิดในใจ แต่ก็มีความรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดๆ เพียงแค่เขายอมถอย มันก็พอจะทำให้ความตึงเครียดที่สะสมเริ่มคลายลง และเริ่มจะมีความหวังมากขึ้น
“เต้เข้าใจมี่แล้วใช่ไหมคะ มี่ไม่ได้รังเกียจหลานนะ แต่มี่แค่อยากให้มันมาจาก...”
“ผมเข้าใจแล้วครับที่รัก...เรื่องน้องอาทิตย์ ผมจะลองคุยกับคุณแม่แล้วก็เตยอีกที ให้เรื่องครอบครัวเขาคลี่คลายกว่านี้ก่อน” เขายิ้มบางๆ ให้เธออย่างเข้าใจ
ถึงจะแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ศตวรรษถึงได้กลายเป็นสามีที่ว่าง่ายนัก แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยเธอก็จะได้ก้าวผ่านเรื่องนี้ได้เสียที
กระทั่งเขาพูดประโยคถัดมา...
“แต่...มันก็ทำให้ผมคิดได้นะว่า มันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะคิดเรื่องลูกของเราอย่างจริงจังเสียที”
“ใช่ค่ะ! งั้นเรา...” ดวงตาคมสวยวาวขึ้นมาอย่างมีความหวัง ในที่สุดเธอก็จะได้พูดเรื่องมีลูกกับเขาอีกครั้ง อาจเริ่มจากการพากันไปตรวจร่างกาย นับวันที่พร้อมสำหรับมีลูกอย่างจริงใจ ไม่ใช่ความบังเอิญอย่างที่ผ่านมา ตอนนี้ในสมองของมิลินทร์มีข้อมูลมากมายไปหมด ขณะที่ศตวรรษหันกลับไปยังโต๊ะหน้าโซฟา แล้วยื่นเอกสารบางอย่างให้เธอ
“ผมเตรียมเรื่องนี้มาแล้วครับที่รัก แผนการเงินสำหรับการมีลูก”
“อะไรนะคะ” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วมุ่น พลางมองเอกสารในมือเขา เอาอีกแล้ว...เอกสารอีกแล้ว ไม่เคยรู้สึกดีสักครั้งที่เขาเอาเอกสารให้เลย
แน่นอนว่าครั้งนี้ศตวรรษไม่ยอมยื่นแฟ้มให้เธอเปล่าๆ เขายังเปิดมันให้เธอดูด้วย ในนั้นมีทั้งแผนผังและกราฟต่างๆ มากมาย แค่เห็นมิลินทร์ก็ปวดหัวแล้ว
“ผมทำตารางค่าใช้จ่ายเบื้องต้นไว้แล้ว การมีลูกจริงๆ มีหลายวิธีเลย มันก็จะมีพวกค่าตรวจต่างๆ ด้วย ผมไม่แน่ใจว่าเราต้องทำกับหมอกี่ครั้งถึงจะติด ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างมากอยู่พอสมควร เราควรหากองทุนสำรองไว้ก็น่าจะดีนะครับ ถ้าติด ก็ต้องมีค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด ค่าเลี้ยงดูในแต่ละช่วงวัย ค่าการศึกษาไปจนถึงยี่สิบปี รวมถึงการจัดสรรเงินสำหรับกองทุนฉุกเฉินและประกันชีวิตเด็กด้วย” เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ แล้วมองหน้าเธอด้วยดวงตาเป็นประกาย “ผมเชื่อว่าถ้าเราวางแผนเรื่องการเงินให้พร้อม ทุกอย่างก็จะราบรื่นและเราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตครับ”
“เต้!” มิลินทร์เรียกชื่อเขาเสียงดัง เธอมองหน้าสามีสลับกับกราฟตัวเลขนั่น ความสุขเมื่อครู่หายวับราวกับไม่เคยมีอยู่ กลายเป็นความรู้สึกบีบคั้นกดดันจนต้องร้องออกมา
“อะไรครับที่รัก ผมกำลังวางแผนอนาคตของเราให้มั่นคงที่สุดอยู่นะ”
เป็นอีกครั้งที่ความอดทนของเธอถึงที่สุด มิลินทร์เดินเข้าไปกระชากแฟ้มมาจากมือศตวรรษ ก่อนจะขว้างมันไปอย่างไร้ทิศทาง จนสันแฟ้มกระแทกกับพื้นบ้านดังปัก!
“นี่คือสิ่งที่เต้คิดเหรอคะ วางแผนการเงิน ประกันชีวิต กองทุนอะไรเนี่ย!” เธอถลึงตามองเขาอย่างเอาเรื่อง “ที่จริง...เราต้องลองด้วยวิธีธรรมชาติก่อนไม่ใช่เหรอคะ!”
พูดจบหญิงสาวก็คว้าแขนสามีลากขึ้นไปยังชั้นสองแล้วเปิดประตูห้องนอนดึงเขาเข้าไปอย่างไม่รอฟังคำอธิบายใดๆ ช่างหัวเรื่องการแพทย์การเงินสิ ตอนนี้เธอต้องแสดงให้เขาได้เห็นว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่เธอต้องการ ไม่ใช่ข้อมูลมากมายในแฟ้มเอกสารนั่น แต่เป็นความใกล้ชิดระหว่างสามีกับภรรยา
...หมดแล้วความอดทน ต่อไปนี้ฉันเนี่ยแหละจะเป็นฝ่ายนำเอง
----------
ศตวรรษถูกภรรยาลากมาอย่างงงๆ เขาไม่ได้คัดค้านเพราะเห็นว่าเธอกำลังหัวเสีย และมิลินทร์ที่โกรธนั้นไม่ควรเข้าใกล้เลยในทุกกรณี แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงนี้เธอถึงโกรธเขาบ่อยครั้งนัก ไม่เหมือนมิลินทร์ที่อยู่ในโอวาทเขาเหมือนเคย
กระทั่งได้ยินเสียงประตูปิดดังโครมใหญ่ เขาก็เริ่มคิดได้ว่าเธอไม่ได้โกรธธรรมดาแล้ว
“ที่รัก...” น้ำเสียงทุ้มนั่นเจือความงุนงงระคนสงสัย เขาเห็นร่างของภรรยาหันกลับมาหาเขาที่ยังคงยืนอึ้ง ก่อนที่เธอจะดันตัวเขาไปจนชิดกับขอบเตียง
“เต้...มี่ไม่เข้าใจเลย เกิดอะไรขึ้นกับเราสองคนเหรอคะ” เธอถามเขาอย่างจริงจัง ระหว่างนั้นก็ปลดกระดุมเสื้อของตัวเองจนเห็นชุดชั้นในโผล่ออกมา
“ใจเย็นก่อนมี่ ผมแค่อยากเตรียมความพร้อม” เขาพยายามอธิบายและมองดูภรรยาตัวเองที่เหมือนจะฟิวส์ขาดไปแล้ว
“พร้อมเหรอ ตอนนี้เราไม่พร้อมตรงไหนอะ คุณก็มีการงานมั่นคง เงินเก็บกับเงินปันผลก็มีมากพอที่จะอยู่ได้ทั้งชีวิตด้วยซ้ำ”
“นั่นก็ใช่สำหรับเราสองคน แต่มีลูกมันต้องใช้มากกว่านั้นนะ”
“มี่มีที่ดินจากพ่อ จะขายเอากำไรตอนนี้เลยก็ได้!” มิลินทร์ขึ้นเสียงสูง แน่ล่ะ ก็เธอว่าเธอพูดถูก ด้วยฐานะแล้วถึงจะไม่ได้รวยระดับมหาเศรษฐี แต่เรื่องความพร้อมเธอมั่นใจว่าทั้งเขาและเธอสามารถส่งเสียลูกได้อย่างมีคุณภาพแน่ มีแต่เขานี่แหละที่หาทางบ่ายเบี่ยงอยู่ได้
“อันนั้นเก็บไว้เป็นสมบัติให้ลูกไม่ดีกว่าเหรอ”
“เต้เป็นอะไรแน่คะ!” เธอตะโกนถามต่อหน้าเขา ก่อนจะเริ่มปากสั่น “หรือว่าเต้เบื่อมี่แล้ว”
“ไม่ใช่นะที่รัก”
“งั้นก็พิสูจน์สิคะ” ตอนนี้หญิงสาวถอดเสื้อตัวเองออก ตามมาด้วยการถอดเสื้อเชิ้ตของสามีอย่างเร่งร้อน ขณะที่ศตวรรษยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง
“ที่รัก...หยุดก่อนครับ ผม...ผมยังไม่พร้อม” เขาพยายามดันไหล่เธอออก ในตอนที่มิลินทร์กำลังบดเบียดตัวเองมาแนบชิดกับเขา แต่เธอไม่สนใจ นอกจากจะไม่ฟังแล้วยังผลักร่างเขาลงบนเตียงกว้าง ก่อนจะตามมาด้วยร่างของเธอที่ขึ้นคร่อมตัวเขาไว้อย่างรวดเร็ว รวมถึงมือที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเข็มขัดและกางเกงของสามี
“พร้อมไม่พร้อมตอนนี้ไม่สำคัญหรอกค่ะเต้ มี่ต้องการแค่...” แล้วก็เป็นเธออีกที่โน้มตัวลงไปจูบปิดปากสามี แล้วตามด้วยการระดมจูบที่ซอกคอเขาด้วย ทว่าเขากลับเบือนหน้าหนี
“ทำไมคะ ทำไมเต้ต้องปฏิเสธมี่ตลอดเวลาแบบนี้!”
“มี่...พอแล้ว ผมบอกว่ายังไม่พร้อมไง คุณฟังผมบ้างสิ!” เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาตัวเองออกมา รวมถึงจับมือของเธอที่กำลังแกะเข็มขัดออกจากกางเกงเป็นพัลวัน โชคดีที่เธอเป็นพวกถอดไม่เก่ง ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงสำเร็จไปแล้ว
แต่เขาอาจไม่รู้ว่าตอนนี้มิลินทร์ไม่พร้อมจะฟังอะไรอีกต่อไปแล้ว ในใจเธอมีเพียงแต่คำถามที่ต้องการคำตอบ ซึ่งคำตอบนี้เธออยากให้ร่างกายของเขาเป็นคนบอกมากกว่าสมอง และมือของเธอก็ยังคงพยายามปลดเข็มขัดราวกับคนขาดสติ แม้ว่าเขาจะห้ามอยู่ก็ตาม
“ทำไมคะเต้ ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ เต้ไม่รักมี่แล้วเหรอ หรือว่ามี่ไม่ดีตรงไหน บอกมี่มาสิคะ!”
สารภาพตามตรงว่าด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่นั้น ทำให้ศตวรรษไม่อาจคล้อยตามภรรยาได้ เรื่องนี้ต้องคุยกันด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่เมื่อทุกอย่างไม่อยู่ในการควบคุมของเขา ที่สุดแล้วเขาก็ทนไม่ไหวต้องขึ้นเสียงกับเธอ
“มี่! หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงคำรามจากสามีทำเอาหญิงสาวชะงักไปทันที เธอหยุดการกระทำทุกอย่าง มือน้อยที่กำลังจะปลดซิปกางเกงนั้นนิ่งไป ก่อนที่เธอจะมองหน้าศตวรรษด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา จากนั้นมันก็ไหลอาบแก้มอย่างควบคุมไม่ได้
“ฮึก...ฮือ...เต้อะ...มี่...มี่ไม่เคยรู้สึกเหมือนคนบ้าที่ขาดเรื่องนั้นไม่ได้ มาก่อนเลย...” มิลินทร์ที่นั่งคร่อมอยู่บนร่างของสามีถึงกับสะอื้นตัวโยน
“ทั้งที่เรา...เราไม่ได้มีอะไรกันมาเกือบปีแล้วนะเต้ เกือบปีแล้ว! เต้ไม่เข้าใจใช่ไหมว่ามี่ทรมานแค่ไหน!”
“มี่...ผมขอโทษ แต่เรื่องนั้นมัน...” ศตวรรษพยายามปลอบใจเธอ ตอนนี้จากคนที่กำลังพยายามล่วงเกินสามี กลายเป็นหญิงสาวที่ร้องไห้โฮเหมือนเด็ก และการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้เขาไม่รู้จะรับมือกับเธออย่างไรดี
“พอเถอะค่ะ มี่ไม่อยากได้แล้ว...วันนี้เต้ไปนอนห้องโน้นแล้วกัน”
พูดจบมิลินทร์ก็เอาตัวเองลงมาจากร่างของเขา พร้อมกับนั่งปิดหน้าร้องไห้อย่างสุดกลั้น ทิ้งให้ศตวรรษที่เพิ่งหลุดจากพันธนาการยกแขนขึ้นมาก่ายหน้าผาก ทิ้งลมหายใจหนักๆ ในความมืด ใช่ว่าเขาจะไม่มีความต้องการทางกาย เพียงแต่...มันมีบาดแผลใหญ่ที่ยังไม่สามารถก้าวผ่านได้ จนตอนนี้มันเริ่มกัดกินความสัมพันธ์ของพวกเขาไปแล้ว
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **