
เขาเลี้ยวรถเข้าจอดในช่องพิเศษที่เว้นไว้สำหรับผู้มาปรึกษาราชการ ปิดประตูแล้วเดินเร็วๆ ผ่านตึกสูงใหญ่ ขึ้นลิฟต์ตรงสู่ชั้นที่เข้ามาติดต่อประจำ เมื่อผ่านโต๊ะหนึ่งลูกน้องคนสนิทก็ลุกขึ้นยืนอย่างแข็งขัน
“สวัสดีครับ หัวฟูเลยครับท่าน ท่าจะงานหนัก”
“เห่ย ผมแค่นี้เอาที่ไหนมาฟู” เขาตอบพลางลูบศีรษะตัวเอง
ลูกน้องขี้เล่นคว้าเอกสารมากมายบนโต๊ะรวบยื่นให้เขา
“อะไรกันบ้างเนี่ย ผมเพิ่งเข้ามาไม่นานนี้เองนะ ทำไมข่าวใหม่มาเร็วนัก”
คนที่ยื่นให้ส่ายหน้า “ไม่ใหม่ครับ ข่าวเก่าเล่าใหม่มากกว่า”
เขาพลิกแผ่นกระดาษต่างๆ กวาดตามองผ่านๆ ก่อนหยุดที่แผ่นหนึ่งพลางอ่านออกเสียงเบาๆ “หลักฐานที่หายไปหรือไม่ปรากฏ”
“ครับ นายให้รื้อข้อมูลดูอย่างละเอียด น่าสนใจนะครับ มีบางอย่างหลุดๆ ไปพอสมควร คดีก็เหมือนจะถูกปิดลวกๆ แปลกๆ ครับ”
เขากลอกตาเร็วๆ เอกสารแผ่นถัดมายิ่งน่าสนใจกว่า “ผู้ได้ผลประโยชน์อื่นไม่ถูกนำมาอ้างในการไต่สวนคดี” เขาอ่านแล้วมองหน้าคนที่รวบรวมมาให้เขม็ง “นายว่ายังไงบ้างล่ะ”
“ก็ให้รีบตามมาพบน่ะครับ” คนสนิทผายมือมาที่เขา
ภายในห้องทำงานของเจ้านายใหญ่กลิ่นบุหรี่ยังอวลเหมือนทุกๆ ครั้ง แม้คนตรงหน้าจะไม่ได้กำลังสูบ “นั่งสิ” ท่านอนุญาตเมื่อเขาแสดงความเคารพเรียบร้อย
“ชาตรี คือพี่ชายของทัสดาที่ช่วงหลังไม่ลงรอยกัน เพราะชาตรีต้องการหุ้นส่วนของอุทยานนิลปัทม์ เมื่อทัสดากับกัมพลรถคว่ำตายทุกคนก็เลยโทษว่าเป็นชาตรีสั่งฆ่า” เจ้านายสรุปพื้นฐานการโยงใยในคดี
“ครับ แต่มีร่องรอยกระสุนที่ศพของกัมพล สุดท้ายจับมือปืนได้ แต่ยังไม่ทันซัดทอดว่าถูกจ้างจากใครก็ถูกฆ่าตัดตอนไปซะก่อน” เขาขยายความจากที่หารายละเอียดมา
“แล้วเราก็ปิดคดีนั้นไปเพราะคนฆ่าตายแล้ว ไม่มีการซัดทอด” เจ้านายพูด
“มีรายอื่นที่อยากให้สองคนนี้ตายอีกหรือเปล่าครับ ผมรู้มาว่ามีร้านคู่แข่งอย่างเผชิญชัยการสวน”
คนตรงหน้าสั่นศีรษะ “ตอนนั้นร้านนี้ยังเป็นแค่ร้านเล็กๆ เทียบกันไม่ติด ไม่มีมูลเหตุเลย”
“ครับ” เขาพยักหน้าแล้วคิด ก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง “พอเราปิดคดีไปอย่างนั้น ปล่อยนายชาตรีลอยตัว ทำให้ใครบางคนแค้น เลยมาจัดการซะเอง”
“อืม” นายใหญ่เริ่มเคาะบุหรี่ออกจากซอง “ทำสำเร็จแล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งๆ ที่เราจับได้”
เขามองตามมือของท่านที่คีบบุหรี่แล้วจุดไฟแช็กอย่างคล่องแคล่ว ควันแรกจากปากคลุ้งทั่วห้อง เขารู้สึกเคลิ้มๆ ไปด้วย พยายามคิดเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนจะถาม
“ตอนนั้นผมอยู่เขตอื่น ทำงานนอกพื้นที่ซะด้วยเลยไม่รู้เรื่อง แต่ที่ตามอ่านข้อมูลอย่างละเอียด นายธงทิวถูกจับอยู่คืนหนึ่งจนได้ประกันตัวออกไป จากนั้นก็หายสาบสูญไปใช่ไหมครับ”
“ใช่ หลายคนเชื่อว่าไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านแล้ว” ท่านอัดบุหรี่อีกหลายครั้งแล้วพูดต่อ “แต่ล่าสุดอย่างที่รู้ เราเช็ก ตม. ทั้งหมดแล้ว ด่านเพื่อนบ้าน ไม่มีเล็ดลอดไปแน่นอน”
“ทางธรรมชาติล่ะครับนาย”
ท่านส่ายหน้าพาควันขาวไหวตาม “เกือบสองปีนะ ถ้าอยู่ลาวอยู่เขมร ต้องมีคนเห็นตัวบ้างละ”
“ครับ ท่านเลยเชื่อว่า เขาน่าจะอยู่ในไทยแน่ๆ”
บุรุษร่างท้วมแต่ท่วงท่าน่าเกรงขามวางมือที่คีบบุหรี่ลงบนโต๊ะ หรี่ตามองเขา “ใช่ แล้วสายสืบของเราบอกว่า น่าจะอยู่ในที่ที่เรามองข้ามไปนานมาก นายถึงถูกตามตัวมาไง”
“ครับ” เขานั่งนิ่ง จนท่านพูดถึงเอกสารในมือเขา
“นั่น ที่คุณเคยขอไว้ ทางสายสืบค้นข้อมูลมาแล้ว เห็นว่าตอนนั้นคนที่อาจจะมีประโยชน์ถ้านายชาตรีตายก็คือผับข้างๆ ที่เปิดถัดกันไปไม่ไกล แต่มันไม่มีหลักฐานใดๆ เลย แม้จะมีแรงจูงใจก็ตาม”
“ผมว่าเราอาจจะต้อง สืบค้นเพิ่มเติม ใช้สายของเราแฝงเข้าไปหาข้อมูลเชิงลึกอีกสักที” เขาเสนอ
“ดี คิดเหมือนกัน ผมสั่งการไปแล้ว ถ้าได้อะไรเพิ่มลูกน้องนายคงรายงานสายตรงเข้าไป”
“ครับท่าน ส่วนหลักฐานที่พบว่าหายไป น่าจะเป็นคนของเราที่มีปัญหา”
ท่านบดบุหรี่ที่ยังไม่หมดมวนทีเดียวลงกับจานเขี่ย สีหน้าไม่สบอารมณ์ “ถ้ารู้ว่าเป็นใคร ฉันไม่เอาไว้แน่”
“หลักฐานนั้น ถ้าได้มาเมื่อไรคงจะช่วยในรูปคดีขึ้นมากทีเดียวครับ” เขาพูดอย่างมีความหวัง
“ผมก็ว่าอย่างนั้น ทางคุณล่ะเป็นยังไง” ท่านถามกลับ
“ผมคิดว่ารู้ตัวแล้วครับ เหลือแต่หาหลักฐานมัดตัว ขอเวลาผมอีกสักหน่อยนะครับท่าน”
สายตามั่นใจของบุรุษร่างท้วมตรงหน้าทำให้เขารู้ว่าต้องเร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้เสียชื่อทั้งตัวเองและผู้ที่ให้ความไว้วางใจ เรียกตัวเขากลับมาสะสางคดีที่ยังเป็นที่กังขามาหลายปี
----------
ต้องตะวันมองร่างสูงในชุดเสื้อยืดขาวกางเกงยีนสีน้ำเงินซีด ปลายขายาวเลยเท้ายับเล็กน้อย ร้องเท้าผ้าใบคู่บางเก่าแต่ดูใส่สบาย ผมเผ้ายุ่งๆ ปรกหน้ากับหนวดเคราพอประมาณที่เห็นจนชินตา มิหนำซ้ำ...เคยสัมผัสมาแล้วอีกต่างหาก...หญิงสาวถึงกับหน้าร้อนวาบขึ้นมาเมื่อนึกถึง เขาง่วนกับการเก็บของ ยกโน่นจัดนี่ กระเป๋าเสื้อผ้า ของใช้ ของเยี่ยมที่โรงพยาบาลมีน้ำใจส่งมาให้เมื่อรู้ว่าเธอเป็นเจ้าหน้าที่ของอุทยานนิลปัทม์ เพราะคุณกัมพลกับคุณทัสดาเคยบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ไว้
แม้มาดจะดูเซอร์ แต่แปลกที่ต้องตะวันไม่รู้สึกว่าเขาจะดิบเถื่อนอะไรยามอยู่กับเธอ กลับสุภาพ สะอาดสะอ้าน ผมของเขาดำขลับเป็นมันบ่งบอกว่าได้รับการดูแลอย่างดี หนวดเคราตัดแต่งไม่มีเกินเลยจากทรงที่เห็นประจำ เสื้อผ้าที่ดูยับย่นไปบ้างแต่เมื่ออยู่บนรูปร่างอย่างนายแบบนักกีฬาอย่างเขา คิวกลับดูเท่ไม่หยอกเลยเชียว ที่สำคัญเขาเป็นคน...ตัวหอม หอมยังไงบอกไม่ถูก มันนวลๆ ลึกลับมีเสน่ห์ ให้ตายเถอะ นายคิวคนงานอุทยาน...ต้องตะวันต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ เธอถอนใจแรงๆ
“เป็นอะไรคุณ กลุ้มใจที่จะได้ออกจากโรงพยาบาลเหรอ” คนที่เธอนินทาอยู่ในใจหันมาเย้า
“บ้า ใครจะอยากอยู่” เธอทำตาขวาง
เขาหิ้วกระเช้ามือหนึ่ง อีกข้างสะพายเป้กีฬาสีดำเดินเข้ามาข้างเตียง ทำหน้ายียวนพร้อมบอก “แต่ผมอยากอยู่นะ”
“อะไร” เธอทำท่าระแวง
“ผมจะได้ขอเฝ้าต่อไง นอนที่นี่ฝันดีจะตาย มีกู๊ดไนต์คิสก่อนนอน”
“คนบ้า” เธอยกมือขึ้นกะฟาดกล้ามแขนที่เห็นชัดแม้มองผ่านเสื้อยืด แต่คิวรู้หลบเป็นหลีก เดินหัวเราะคิกพ้นรัศมีฝ่ามือพิฆาตได้ทัน เขาทิ้งท้ายก่อนออกจากห้อง
“เอาของไปเก็บในรถแป๊บ เดี๋ยวกลับมารับนะคร้าบ”
ไม่ทันไร ปภาณก็เดินเข้ามา เธอยังคิดว่าทั้งสองน่าจะสวนกัน
“ต้องเป็นยังไงบ้างครับ พอดีพี่มีธุระเข้ากรุงเทพฯ ด่วนตั้งแต่วันนั้น แต่ก็ได้ฟังหมอบอกว่าปลอดภัยแล้วค่อยสบายใจ”
เขารีบก้าวมาช่วยประคองเพราะเธอกำลังลุกพอดี
“ขอบคุณค่ะพี่ดีน ดีแล้วค่ะ ไม่เป็นไรแล้ว”
เขาถือวิสาสะจับมือเธอไว้ไม่ปล่อย “พี่ใจคอไม่ดีเลยนะครับวันนั้น พี่โดดลงไปแต่ต้องจมไปแล้ว...”
“พี่ดีนอย่าพูดถึงมันอีกเลยค่ะ ยังไงต้องก็ผ่านมาได้ดีแล้ว”
“ครับ พี่ขอโทษ แค่อยากบอกว่าพี่เป็นห่วงต้องมากนะครับ” เขากุมมือเธอ มองจ้องตา
ต้องตะวันอึดอัดกับสัมผัสและสายตาของปภาณ ไม่สามารถหาเหตุผลให้กับตัวเองได้ น่าจะเพราะความมีมาดของเขาที่เป็นเหมือนเกราะ ทำให้ไม่คุ้นเคย มันเหมือนมีช่องว่างเล็กๆ คั่นอยู่ ด้วยบุคลิกทางการกับคำพูดดั่งถอดจากสคริปต์เสมอๆ ของเขา
“...ขอบคุณค่ะพี่ดีน” เธอจะดึงมือออกแต่เขายังยึดไว้
“ถ้าต้องเป็นอะไรไป พี่คง...”
ปัง!
เสียงประตูกระแทกผนังดังจนทั้งสองสะดุ้ง ปภาณปล่อยมืออัตโนมัติ
“ขอโทษที มือหนักไปหน่อย” นายคิวยืนโด่อยู่ตรงประตู มองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ปภาณถอยห่างออกไปจากเตียงคนไข้ ทำหน้าระอาใส่คิว “ประตูพวกนี้มีสลัก เปิดเบาๆ ก็ได้ คงไม่ชินมือสิ”
นายคิวยืนเอามือประสานกัน แสนพลที่ก้าวตามเข้ามาเอ่ยต่อแทน “รถพร้อมแล้ว ของก็ขนเรียบร้อย เรากลับกันเลยดีกว่า”
บุรุษพยาบาลนำรถเข็นเข้ามา ปภาณกุลีกุจอประคองเธอ มีแสนพลช่วยอีกข้าง นายคิวยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงประตู เมื่อเธอนั่งเรียบร้อย ปภาณก็บอกกับบุรุษพยาบาล
“ไม่เป็นไรน้อง เดี๋ยวพี่เข็นให้เอง”
ความคล่องแคล่วของเขาทำให้ไม่มีใครทัดทาน ปล่อยเลยตามเลย แม้ต้องตะวันจะอึดอัดก็ได้แต่คิดว่าไม่นานก็ถึงรถ ตอนเขาเข็นผ่านประตู นายคิวก็เป็นคนปิดให้ ไม่เห็นจะมีเสียงดังสักแอะ สองวันที่อยู่เฝ้าเธอมาก็ไม่เห็นเคยเปิดปิดประตูเสียงดังขนาดนั้น เธออดอมยิ้มไม่ได้
“ต้อง!”
เสียงแหลมสูงของใครบางคนดังขึ้นระหว่างทางที่จะไปลานจอดรถ ต้องตะวันหันมองที่มาของเสียงแล้วอุทาน “อัญ!”
“ต้อง โอ๊ย คิดถึงจะแย่ ตกใจแทบตายตอนได้ข่าว เป็นยังไงบ้างเนี่ย” อัญมณีเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนโผเข้ากอดเธอทั้งที่นั่งบนรถเข็น ปภาณถึงกับต้องเบรกตัวโก่งเมื่อเห็นร่างอวบเล็กน้อยของเพื่อนตรงดิ่งเข้ามา
“บอกแล้วว่าไม่ต้องมาๆ ดีแล้วก็ไม่เชื่อ” เธอไลน์บอกเพื่อนสนิทในวันที่สองของการอยู่โรงพยาบาล แต่กำชับไม่ให้บอกใครโดยเฉพาะพ่อของเธอ ต้องตะวันก็ไม่คิดว่าเพื่อนจะแล่นมาหาถึงที่จริงๆ ขนาดนี้
“ไม่ได้สิ ตกน้ำจนสลบไปแบบนั้นอัญต้องมาดูให้เห็นกับตา ต้องน่ะชอบปิด อะไรๆ ก็ไม่เป็นไรๆ” เพื่อนบ่นเสียยาว
อัญมณีดึงเสื้อลูกไม้สีครีมที่สวมอยู่ให้เข้าที่ เพื่อนเธอคนนี้แต่งตัวมีสไตล์เฉพาะเป็นของตัวเอง ดูหวานแต่ก็ทะมัดทะแมง ผมย้อมสีน้ำตาลอ่อนปล่อยยาว ปลายดัดเป็นลอน มีไฮไลต์สีทองแทรกหลายปอย ต้องตะวันแนะนำ อัญมณีกับทุกๆ คน ทั้งปภาณ แสนพล เมื่อหันหานายคิวก็ไม่เห็นแม้เงาแล้ว
อัญมณีมาส่งถึงลานจอดรถแล้วจะขับตามไปคุยที่บ้านพักเธอ
“ว่าแต่อุทยานนิลปัทม์ไปทางไหนนะ อัญมาตอนดูงานพร้อมกับต้องเมื่อปีกว่า ลืมทางไปหมดแล้วละ”
แสนพลกำลังจะอธิบายทาง ปภาณจึงเสนอตัว “เดี๋ยวผมนั่งไปกับคุณอัญแล้วกันครับ ทางไม่ไกลแต่อาจจะมีเลี้ยวนู่นนี่นิดหน่อย จะได้ไม่หลง”
ต้องตะวันโบกมือลาเพื่อนชั่วคราว เมื่อถึงรถของแสนพล นายคิวยืนรออยู่แล้ว เขาเปิดประตูแล้วก้าวเข้ามาประคอง
“จริงๆ ฉันไม่เป็นไรแล้วนะไม่ต้องช่วยก็ได้” เธอบอก
คิวทำเป็นไม่ได้ยินมั้ง จับแขนเธอมั่น โอบไหล่อีกต่างหากพาเธอนั่งด้านหน้าข้างคนขับแล้วกระซิบ “ผมช่วยน่ะดีแล้ว เดี๋ยวหกล้มไปอีกอดกลับนะ”
เธอยู่ริมฝีปากใส่เมื่อได้ยินเขาขู่ เขาปิดประตูรถให้นุ่มนวล ทีอย่างนี้มือเบา...เธอคิดในใจ
แล้วแสนพลก็บริการตัวเองขึ้นนั่งด้านหลัง ขณะที่คิวอ้อมมาประจำหลังพวงมาลัย ต้องตะวันอดแปลกใจไม่ได้ที่นายคิวไม่ได้แสดงท่าทีนอบน้อมกับแสนพลสักเท่าไร ไม่เปิดปิดประตูให้อีกต่างหาก นี่เจ้าของอุทยานนะ...แปลกจริงๆ แต่แสนพลก็มีท่าทีสบายๆ ไม่ว่ากล่าวอันใด น่าจะเข้าใจว่าคนงานคนนี้อินดี้ตัวพ่อ
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **