
ทุกวันจันทร์ที่สองและสี่ของเดือนคือวันหยุดอุทยาน ในวันหยุดแบบนี้คนงานและผู้ดูแลทุกส่วนของอุทยานทำงานหนักกว่าเดิมเสียอีก เพราะหยุดฟื้นฟูสภาพของแปลงและบ่อบัวรวมทั้งบริเวณสวนต่างๆ ของอุทยานให้พร้อมสำหรับการเข้าชมอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนั้น ยอดตกอยู่ประมาณสองสามร้อยคนเลยทีเดียว ยิ่งวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์จำนวนยิ่งเพิ่มมากกว่านี้หลายเท่าตัว
ต้องตะวันช่วยป้าทองกับลุงทวนริดใบบัวในแปลงเพาะพันธุ์ ขณะที่คิวกำลังแบ่งปุ๋ยจากกระสอบลงถุงเล็กๆ เพื่อแจกจ่ายไปทั่วอุทยาน เขาทำงานอยู่ด้านหลังเต็นท์ได้ยินแต่เสียงกุกกักลอดมาบางครั้ง
“ตรงนี้เรียบร้อยแล้วละค่ะคุณต้อง ที่เหลือด้านนั้นมีไม่กี่อ่างป้ากับลุงจัดการได้ เย็นแล้วคุณต้องพักดีกว่า” ป้าทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดีเช่นเคย
ต้องตะวันยืดตัวตรง หันมองรอบด้าน อ่างบัวที่แยกกล้ามาปลูกให้โตเต็มที่หลายอ่างออกดอกแล้วเป็นที่น่าพอใจ ลุงทวนเดินดุ่มๆ ไปจัดการบัวอ่างที่ยังไม่เรียบร้อย ป้าทองขยับหมวกสานปีกกว้างกันแดดขึ้นมองเธอ ยิ้มตาหยี
“อย่าอยู่กลางแดดนานเลย เดี๋ยวผิวงามๆ ของคุณเสียหมด ป้าเสียดาย ฟงแฟนก็ยังไม่มีใช่ไหม” ป้าทองชอบแซวเธอเล่น
“แหม ป้าทองก็” ต้องตะวันยิ้ม “ต้องเพิ่งเรียนจบเองค่ะ ไม่รีบหรอก ทำงานให้มั่นคงก่อนดีกว่า เผื่อขึ้นคานไม่มีใครเลี้ยง” เธอหัวเราะ
“โอ๊ย สวยน่ารักขนาดนี้ มีแต่จะมาเรียงให้คุณเลือกไม่ว่าสิคะ”
“ป้าก็พูดเกินไปค่ะ” ต้องตะวันเริ่มเขิน ก้มมองบัวสีเหลืองอ่อนจวนขาว เกสรด้านในสีเหลืองสด เจ้าบัวฝรั่งเลมอนชิฟฟอน (Lemon Chiffon)นั่นเอง
“แหม...คุณต้องไม่รู้อะไร เห็นคนงานแวะเวียนมาเอาปุ๋ยเอาดินที่แปลงเราบ่อยๆ ไหม พวกนั้นอยากมาเห็นหน้าผู้จัดการแปลงคนใหม่ต่างหาก”
หญิงสาวหน้าร้อน มิน่าเห็นคนงานหน้าแปลกๆ เดินเข้าเดินออกอยู่บ่อยๆ
เสียงกระแอมด้านหลังทำให้ทั้งเธอและป้าทองหันไปมอง นายคิวยืนอยู่พร้อมโอบถุงปุ๋ยเต็มอ้อมแขน
“อ้าว ไปไหนล่ะคิว” ป้าทองทัก
“ผมจะเอาปุ๋ยไปให้พวกแปลงอื่นๆ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินมาเอาบ่อยๆ” ท้ายประโยคเขามองมาทางเธอแวบเดียวแล้วก้าวอาดไปอย่างรวดเร็ว
----------
เมื่องานส่วนของตัวเองเสร็จแล้ว ต้องตะวันจึงเดินอย่างไม่เร่งรีบกลับที่พัก ยังคิดว่าเย็นนี้น่าจะมีโอกาสไปขลุกอยู่โรงครัวทำขนมกับป้าสมทรงซะหน่อย ขณะเดินผ่านแปลงบัวหลวง เสียงเด็กเล่นกันทำให้เธอนึกสงสัยแวะเข้าไปดูภายในบริเวณนั้น
ส่วนหลังของแปลงนี้คือบึงใหญ่ที่มีบัวหลวงชูช่อสลอน หรือที่เรียกว่านาบัว บึงนี้ได้รับแดดเต็มที่ตามตำแหน่งที่กำหนดทิศทางมาอย่างดีตั้งแต่ก่อตั้งอุทยาน ฝีมือคุณกัมพลเจ้าของรุ่นแรก ต้องตะวันจำที่แสนพลเล่าในช่วงที่มาใหม่ๆ ได้ ด้านหนึ่งคือซุ้มเรือนไทยที่มีชานยื่นออกไปเกือบกลางบ่อ เธอเคยสะดุดบันไดที่นี่วันแรกตอนเดินชมอุทยาน
เสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าว เสียงกระโดดน้ำตูมๆ มองไปก็เห็นเด็กลูกคนงานวัยสิบกว่าขวบสามสี่คนเล่นน้ำกันอยู่ริมตลิ่ง ปกติบ้านพักคนงานอยู่อีกฟากหนึ่งของบริเวณนี้ แต่วันหยุดแบบนี้เด็กๆ คงชวนกันมาบึงใหญ่ไม่แปลกอะไร
ต้องตะวันกำลังจะเดินออกไปเพื่อกลับที่พัก หากสายตาตวัดไปเห็นอะไรเสียก่อนจนทำให้ต้องรีบจ้ำเข้าไปหากลุ่มเด็กๆ พวกนั้น
“ระวังค่ะ ดูน้องด้วย ใครขึ้นไปจับน้องไว้ก่อน” ต้องตะวันตะโกนบอก กลุ่มเด็กชายยังเล่นน้ำเสียงดังไม่มีใครสนใจเสียงเธอเลย
ภาพเด็กวัยสามสี่ขวบเดินหมิ่นเหม่อยู่บนที่นั่งของซุ้มเรือนไทยจะตกมิตกบ่อแหล่ทำให้หัวใจเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ต้องตะวันสาวเท้าเร็วๆ อ้อมขอบบ่อ รีบไปให้ถึงเรือนไทยให้เร็วที่สุด
“ว๊าย! อย่าชะโงก อย่าลูก ดูน้องหน่อย!” เธอร้องโหวกเหวก มือก็ชี้ไปที่เรือนไทย เด็กชายบางคนเริ่มเห็นแล้วแต่จุดที่เด็กตัวโตเล่นน้ำอยู่ห่างจากเรือนพอสมควร ต้องตะวันวิ่งสุดฝีเท้ารีบกระโดดก้าวเว้นก้าวขึ้นบันไดเรือนไทย
ทว่าเมื่อขึ้นไปถึง ร่างป้อมที่ชะโงกหน้าสุดตัวมองดอกบัวในบ่อก็พลิกร่วงจากเรือน หล่นลงน้ำไปต่อหน้าต่อตา เสียงร้องของเด็กผสานกับเสียงหวีดของเธอ
“กรี๊ด!!!”
ต้องตะวันเหวี่ยงกระเป๋าสะพายทิ้งอย่างไม่ไยดี ในสมองไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ก้าวขึ้นไปบนไม้ยกระดับทำเป็นที่นั่งแล้วพุ่งตัวลงไปกลางบึง ดวงตาจ้องที่ร่างเด็กชายกำลังตะกายอยู่กลางน้ำ
ผืนน้ำเย็นเฉียบ ไม่รู้เย็นเพราะความรู้สึกหวาดหวั่นสุดขีดในใจด้วยหรือไม่ เธอลงมาในน้ำห่างเด็กเพียงศอกเดียว แต่เอื้อมไม่ถึง ลำตัวเด็กน้อยเริ่มจม ดีว่าหัวยังพ้นน้ำ เธอรีบดันขากระทุ้งน้ำให้ตัวเคลื่อนไปข้างหน้า ปากก็ร้องเรียกทำให้น้ำเข้าปากไปด้วยสำลักนิดๆ จนไอค่อกแค่ก
แล้วเธอก็คว้าแขนจ้ำม่ำไว้ได้ ก่อนจะรีบโอบอกเด็กไว้แล้วอุ้มชูขึ้นให้หน้าเหนือน้ำ เด็กน้อยทั้งดิ้นทั้งร้องจนเธอต้องใช้กำลังรัดตัวไว้
“พี่ส่งน้องมาเลยครับ” เสียงเด็กชายตัวโตสองคนวิ่งไปอยู่บนเรือนแล้ว ยื่นมือมารับเด็กสุดเอื้อม
ต้องตะวันคิด ก็แค่เท้าพุ้ยน้ำไปให้ใกล้เรือนไทยให้ได้ แม้รู้ตัวว่าขาเริ่มอ่อนกำลังเพราะใช้แรงไปเต็มที่เมื่อครู่แล้ว ซ้ำยังต้องเกร็งแขนทั้งสองกอดเด็กที่ดิ้นอย่างหนักไว้กับตัวตลอดเวลาอีก
“แป๊บเดียวลูก อย่าเพิ่งดิ้น” เธอได้ยินเสียงตัวเองปนหอบ
“ต้อง ต้อง”
เธอใจชื้นขึ้นเป็นกองเมื่อได้ยินเสียงปภาณ พร้อมกับที่เห็นเขายื่นมือรอรับเด็กด้วย ต้องตะวันรู้สึกล้าไปทั้งตัว แขนที่อุ้มชูเด็กสั่นจนแทบยกไม่ขึ้น เรี่ยวแรงหายไปหมด ปกติก็ไม่ใช่คนออกกำลังสักเท่าไร แต่เมื่อเห็นหน้าเด็กแล้วก็รู้ว่าต้องกัดฟันส่งเด็กให้กับปภาณให้ได้
“พี่รับเด็กได้แล้วต้อง”
สิ้นเสียงปภาณเธอก็ปล่อยแขน ไม่คิดว่าจะล้าจนยกไม่ขึ้นอีก เธอตั้งใจใช้แขนช่วยพยุงลอยตัวเข้าไปริมตลิ่ง แต่อนิจจาเวลานี้เธออยู่เกือบกลางบึง แรงขาอันน้อยนิดไม่อาจพยุงตัวเธอไว้ ต้องตะวันพยายามวาดแขนให้อย่างน้อยดันตัวเหนือน้ำ แต่แขนไม่มีแรงเลย เธอรู้สึกว่าตัวหนักเหลือเกิน หนักจนเหมือนก้อนหิน ที่สำคัญ เธอกำลังดำดิ่งลงใต้น้ำเรื่อยๆ เสียงปภาณตะโกนก้องไกลๆ
“ต้อง ว่ายมาต้อง ว่ายต้อง ต้อง!!!”
เธอพยายามถีบขาตัวเอง พยายามแล้วจริงๆ แต่เวลานี้ทำไมเหมือนขากับแขนจะไม่เชื่อฟังสิ่งที่ใจเธอสั่งการเลย ร่างเธอจมลงเรื่อยๆ น้ำปริ่มปากปริ่มจมูกแล้ว เธอรู้สึกอึดอัด อยากดิ้นอยากตะกายแต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
“ตูม!” เสียงดังพร้อมน้ำกระเพื่อมห่างออกไปไกลๆ
เสียงปภาณเรียกอย่างตื่นตระหนกสุดชีวิต “ต้อง ต้องอยู่ไหน ต้อง ไม่นะ ไม่!!”
รอบตัวเธอมืดมิด เย็นเยียบ อะไรหนักๆ ทับที่หน้าอก อยากหายใจแต่ทำไม่ได้ ทำไมความรู้สึกแบบนี้เหมือนเคยเกิดขึ้น เธอเคยรู้สึกแบบนี้ ใช่...ต้องตะวันจำได้แล้ว ครั้งนั้นที่โดนงูกัด ที่นี่ ที่อุทยานแห่งนี้เช่นกัน วันนั้นก็เป็นอย่างนี้ แต่ใครบางคนต่อลมหายใจให้ แล้ว...แล้ววันนี้ล่ะ หญิงสาวคลับคล้ายว่าตนเองดิ้นรน ต่อสู้กับความตายตรงหน้า อึดอัด อึดอัดเหลือเกิน อยากหายใจ แต่อะไรมันทับไปหมดทั้งอกทั้งคอ ใครบีบคอไว้ ใครกัน ทำไมรอบข้างกลายเป็นสีขาว น้ำทั้งหมดหายไปไหนแล้ว เราจมอยู่กลางบ่อ แล้วทำไมตอนนี้กลายเป็นปุยเมฆขาว เธอเห็นหน้าใครบางคนมัวๆ ใบหน้านั้นยิ้ม เอื้อมมือมาหา
“แม่...”
ต้องตะวันคิดถึงแม่เหลือเกิน แม่ยืนอ้าวงแขนกว้างรอเธออยู่ตรงนั้น เธอจะเข้าไปกอดแม่ แม่จ๋า...ต้องคิดถึงแม่ รอต้องด้วยนะคะ ทันทีที่ปลายมือแตะกัน ต้องตะวันกลับรู้สึกถึงแรงฉุดกระชากอย่างไม่ปรานีปราศรัย แม่...ทำไมดึงต้องแรงจังคะ เจ็บ...ต้องเจ็บ แรงนั้นมหาศาลดึงตัวเธอไปแล้วลากไปกับน้ำอย่างรวดเร็วรุนแรง ใบหน้าแม่บึ้ง ไม่ยิ้มแล้ว แม่...แม่...ต้องจะไปกับแม่... ใบหน้าแม่เลือนหาย หายลับจากไปพร้อมๆ กับความรู้สึกทั้งหมดของเธอ
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **