
เช้านี้ต้องตะวันมาทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่า เพียงแค่ได้กลับบ้านไปพบพ่อ ได้ไปกินข้าวคุยกับเพื่อนอย่างอัญมณีก็ทำให้เหมือนได้เติมพลัง หญิงสาวแปลกใจที่เห็นแปลงเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ใกล้กับแปลงเพาะกล้าบัวหลังใหญ่
รั้วสี่ด้านทำจากไม้ไผ่ซีกอย่างง่ายๆ ด้านหน้าเลื่อนเปิดปิดได้ ความสูงแค่เข่าจะว่าไปคล้ายคอกไก่ ทว่าภายในคือกล้าบัวสีน้ำเงิน พันธุ์ที่เขาตั้งชื่อเองอย่างเพราะพริ้งว่าซันไชน์ออฟเลิฟ อ่างบัวขนาดกะทัดรัดสีฟ้าชมพูวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ หากดูครึ่งๆ กลางๆ เหมือนจัดยังไม่เสร็จดี
เธอย่อตัวลงเอียงหน้ามองบัวต้นหนึ่งที่ให้ดอกแล้ว สีน้ำเงินเข้มล้อรัศมีแดดเป็นประกาย เธอเห็นใบบัวที่โรยจมอยู่ในน้ำจึงเอื้อมหยิบออก การเก็บริดใบที่เน่าเสียเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลบัว
“มือหายแล้วเหรอเอาไปโดนน้ำ”
เธอสะดุ้งกับเสียงทักพลางจะลุก ท่านั่งยองๆ ทำให้เซไปเล็กน้อย คิวจับแขนประคองเธอให้ยืน ดึงมือเธอไปพิศมองรอบแผลที่ยังมีปลาสเตอร์ปิดอยู่อย่างถือวิสาสะ
“หายแล้ว” เธอชักมือกลับ
“ชอบไหม” เขาเปลี่ยนเรื่องหน้าตาย หันไปมองแปลงบัวใหม่
“น่ารักดี นายทำเหรอไวจัง สองวันเอง”
“คุณพลอยากให้แยกแปลงกล้าบัวพันธุ์ใหม่ออกมาให้ชัดเจน เราจะทำเป็นจุดขาย เพราะเห็นว่ามีคนถามเข้ามาในเพจของอุทยานเยอะ ว่าอยากได้กล้าจากเรา”
“ดีจัง แล้วพันธุ์...” เธอบุ้ยใบ้ไปยังพันธุ์ที่เธอกับเขาปลูกด้วยกัน คิวหันมองตาม เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะพูดต่อให้
“ซันไชน์ออฟเลิฟ”
ต้องตะวันขมวดคิ้ว “นายพูดใหม่ซิ”
“แสงตะวันแห่งรัก” เขาพูดเป็นภาษาไทยแทน
“ไม่ ภาษาอังกฤษ สำเนียงนาย” เธอมองเขาเขม็ง เมื่อกี้มันสำเนียงเจ้าของภาษาชัดๆ
“ผมก็พูดมั่วๆ เร็วๆ ไปอย่างนั้น” เขาทำท่าไม่ใส่ใจแล้วเดินไปยกกระถางบัวที่ยังเกะกะด้านหน้าเรียงไว้ภายในแปลง ปากก็พูดไปด้วย “เอาจริงผมไม่อยากขายเท่าไรนะอันนี้ แต่เชื่อไหม มีคนตาไวมาเห็นวันนั้น ในงานวันแม่แล้วอยากซื้อ”
“ก็สีสวยสะดุดตาออกอย่างนี้ ถ้าเพาะขายได้ก็ดีนะ ให้คนที่รักชอบบัวจริงๆ ไปปลูกก็ดีออก” เธอว่า
นายคิวเดินมายืนใกล้ๆ ความสูงของเขาให้เงาบังแดดได้มิดตัวเธอเลยทีเดียว กลิ่นโคโลญผสมเหงื่ออย่างเป็นเอกลักษณ์วนอยู่รอบตัว เขาก้มลงมา ปัดผมยุ่งๆ ที่ปรกหน้าตัวเองออก เห็นใบหน้าคมคายกับสายตากรุ้มกริ่ม
“จริงๆ พันธุ์นี้ผมหวงมากนะ ไม่อยากให้ใคร”
“พูดอะไรของนาย” เธอค้อนทำทีเลี่ยงหลบ เขาจับแขนเธอไว้ “นายหัวเกรียนตามไปหาถึงกรุงเทพฯ เลยเหรอ”
“นายคิว!”
ใบหน้ากรุ้มกริ่มหายไป แปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ “ขาไปผมไปส่ง ขากลับกลับกับเขา คุณนี่ร้ายนะ”
“หยุดนะ นายเป็นอะไรไปน่ะ” เธอหงุดหงิดกับคำพูดไม่น่าฟังนั้น เหลียวมองออกไปอย่างกังวลว่าจะมีใครมาเห็น ดีว่าวันนี้ป้าทวนกับลุงทองถูกดึงตัวไปช่วยนาบัวหลวง แถวนี้จึงปราศจากคนอื่น
เขาจับแขนเธอทั้งสองข้าง “ผมไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเขาไม่ให้ยุ่งกับคุณ ผมไม่มีโอกาสที่จะวิ่งตามคุณได้ทุกที่ ถึงแม้...” คิวเม้มปาก คล้ายสะกดอารมณ์ก่อนเอ่ยต่อ
“ข้างในนี้” เขาเหลือบมองอกตนเอง “หัวใจของผมมันจะแล่นไปหาคุณตลอดเวลา แต่ผมทำอะไรไม่ได้มาก ผม...ทำอะไรไม่ได้จริงๆ”
แรงบีบที่แขนมากขึ้นจนเธอรู้สึกได้ “นาย...นายคิว เป็นอะไรหรือเปล่า”
เขายังคงยืนนิ่ง มือที่จับแขนเธอสั่น
“คิว ต้อง...เจ็บ”
ดวงตาเขาเบิกขึ้น มือที่สั่นปล่อยจากเธอในทันที “ขอ...ขอโทษ ผมขอโทษ”
สายตาเขาเคว้งคว้างจนเธอตกใจ ร่างสูงหันหลังให้ ก้าวห่างออกไปแล้วหยุดยืนเฉย ต้องตะวันเดินตามไปแตะไหล่หนากำยำนั้น
“คิว ฉันไม่ได้เจ็บอะไรมากหรอก ฉันแค่ กังวลว่านายเป็นอะไร นายเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าฉันทำให้นายไม่สบายใจก็ขอโทษด้วย พี่ดีนตามไปได้ยังไงฉันไม่รู้จริงๆ เขานัดกับอัญเอง ส่วนขากลับพี่ดีนบอกว่าคุณพลสั่งให้ต้องกลับกับเขา”
คิวขมวดคิ้วมุ่นหันขวับมามองเธอ “ไม่จริง เขาโกหกคุณ”
ต้องตะวันชะงัก “ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้หรอกว่าจะโกหกหรือเปล่า แต่เรื่องมันไม่ได้มีอะไร ทำไมนายต้อง...อารมณ์เสีย”
ดวงตาคิวฉายแววคมคายเช่นเดิม เขามองเธออยู่อย่างนั้น...นานมาก นานจนเธอไม่แน่ใจว่าความคิดจิตใจเขายังอยู่ตรงนั้นหรือไม่ หรือเขาคิดถึงสิ่งใดจนอยู่ในภวังค์
แล้วคิวก็เอ่ย “ถ้าผมขอร้องคุณ ไม่ให้หวั่นไหวไปกับนายปภาณคนนั้น...จะได้ไหม”
ร่างสูงหยัดยืนแข็งแกร่ง ริ้วแดดสะท้อนดวงตาหนุ่มดุจประกายแก้วเนื้อดี แต่ทำไมลึกลงไปในแววตานั้น ต้องตะวันกลับเห็นรอยร้าวที่หมิ่นเหม่จะแตกพรูลงมาเหลือเกิน แก้วสวยแต่เปราะบางนัก
“ผม...ขอโทษ” เขาเดินออกไป ทิ้งกล้าบัวที่เขารักนักหนาไว้ระเกะระกะ
“นายคิว” เธอเรียก
เขาเพียงหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับมา
“ฉันไม่เคยหวั่นไหวไปกับเขา เพราะมีเพียงคนเดียวที่ทำให้ฉันหวั่นไหวได้”
คิวเหลียวหน้ามา ดวงตามีแวววูบไหว
“คือ...นาย”
เพียงก้าวเดียวเขาก็ถึงตัวเธอ วงแขนแข็งแรงตวัดโอบร่างเธอไว้ในอ้อมกอดละมุน แผงอกกำยำมีแรงขับเคลื่อนจากจังหวะหัวใจที่ถี่รัว เคราสากกดลงบนหน้าผากของเธอแนบแน่น ใครว่าแดดยามเช้าจะอบอุ่นเพียงไร เวลานี้หัวใจของเธออบอุ่นยิ่งกว่าจะคำนวณนับ คล้ายมีสายใยบางๆ ทอดระหว่างหัวใจสองดวง ทว่าก็มีหมอกมัวกางกั้นที่ทำให้เธอ...ไม่มั่นใจ
----------
บ่ายกว่าต้องตะวันแวะไปร้านขายของที่ระลึก ว่าจะไปดูรายละเอียดสินค้าต่างๆ เพิ่มเติม เพราะวันแรกที่เข้าไปยังไม่ทันได้เก็บข้อมูลสักเท่าไร ขณะเดินไปเธอก็ใจไม่ค่อยดี ไม่อยากเจอหน้าหลานป้าสมทรงคนนั้น ไม่รู้จงเกลียดจงชังอะไร ยิ่งรู้ว่าไม่ประสงค์ดีกับเธอถึงขั้นแกล้งกันจนเจ็บตัวได้ขนาดนี้ต้องตะวันยิ่งไม่อยากพบหน้า แต่ด้วยงานก็จำเป็นต้องไป บอกกับปภาณเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะช่วย
หากเมื่อเห็นด้านหน้าเรือนขายของที่ระลึก เธอก็ต้องขมวดคิ้ว ก้าวไวๆ ไปดูป้ายที่คล้องอยู่บนมือจับประตู
‘ปิดทำการชั่วคราว’
“อะไรเนี่ย” เธอบ่น มองลอดกระจกบานเล็กตรงประตูเข้าไปภายในมืดมิด ร้านขายของที่มีสินค้าแต่ถูกปิดนี่มันดูเศร้าเหงาหงอยอย่างไรไม่รู้ เธอได้แต่ถอนใจ ขณะหมุนตัวกลับก็ต้องตกใจที่พบป้าสมทรงยืนอยู่
“คุณต้อง”
“ป้าทรง”
ต่างคนต่างเรียกซึ่งกันและกันอย่างไม่คาดคิดว่าจะพบ แล้วร่างท้วมของหญิงวัยหกสิบกว่าก็พุ่งมากอดเธอพร้อมกับร้องไห้อย่างไม่อาย
“คุณต้อง ช่วยป้าด้วย ช่วยวันดีด้วยนะ”
“เดี๋ยวๆ ป้า มันเรื่องอะไรกันคะ” เธอจับลงบนต้นแขนแม่ครัวเอกที่เป็นเนื้อนุ่มนิ่มเหลวเป๋ว
ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นเกินวัยเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา ผิวคล้ำแห้งกร้านบ่งบอกว่าผู้หญิงคนนี้สู้งานมาเป็นเวลาหลายปี ยิ่งเวลานี้สีหน้าและแววตาอมทุกข์ทำให้ต้องตะวันหดหู่ เสียงเล่าปนสะอื้นพานให้น้ำตาเธอคลอ
“คุณพลไล่วันดีออก”
เธอยอมรับว่าตกใจ แล้วตามมาด้วยความรู้สึกสับสน เธอรู้ว่าบทลงโทษนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องใบมีดโกนนั่น และก็...เกี่ยวกับเธอด้วยเพราะเป็นผู้เสียหาย
“พี่พลพูดอย่างนั้นเลยเหรอจ๊ะป้า”
ป้าสมทรงสูดน้ำมูกฟืดฟาดพยักหน้า น้ำตายังคลอหน่วยแล้วชี้ไปที่เรือน “นี่ไง ให้ปิดร้านไว้จนกว่าจะหาคนมาแทนได้ ของบางส่วนย้ายไปวางตรงที่ขายบัตรด้านหน้าเลยค่ะ”
“แล้ววันดีไปไหนแล้วล่ะคะ” ยังไงก็ยังนึกห่วงสาวรุ่นตัวเล็กๆ คนนั้น
“เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ป้าบอกให้มาขอโทษคุณก็ไม่มา ป้าไม่รู้จะทำยังไง เด็กคนนี้เลี้ยงยากเหลือเกิน ตั้งแต่เด็กแล้ว ป้าก็สั่งสอนนะ แต่มันดื้อ จะว่ามากๆ ป้าก็สงสาร แม่มันทิ้งตั้งกะเล็ก จะว่ากำพร้าก็ไม่เชิง นานๆ นานจริงๆ ถึงมาเยี่ยม เงินก็ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง”
“ขอโทษนะจ๊ะ แม่ของวันดีไปอยู่ที่ไหนล่ะทำไมไม่พาลูกไปด้วย” ต้องตะวันถาม เหมือนป้าเคยเล่าแต่เธอจำไม่ได้แล้ว
ป้าสมทรงได้ระบายข้อคับข้องใจก็เบาการสะอึกสะอื้นไปบ้าง เสียงเล่าค่อยขาดห้วงน้อยลง “ทำงานอยู่ลาว ไม่รู้ทำอะไร คงร้านอาหารล่ะมั้ง ป้าไม่ได้ถามเขามากหรอกเขาไม่ค่อยบอก เวลามีเงินก็โอนมาที แต่นานๆ เลยนะหลายเดือน ส่วนมาเยี่ยมนี่ก็หลายปีค่อยมาที จนวันดีมันไม่นับเป็นแม่ไง ถึงไม่ยอมไปอยู่ด้วย”
ต้องตะวันได้แต่ระบายลมหายใจหนักๆ เงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่พยับแดดส่งประกายระยิบระยับล้อมเกลียวเมฆขาวบนฟ้า ทว่าความปลอดโปร่งของท้องนภากลับตรงข้ามกับความรู้สึกในใจเธอเมื่อได้ฟังเรื่องราวของหลานป้าสมทรง
“วันดีน่าสงสารจริงๆ พ่อก็ไม่มีใช่ไหมคะ”
ป้าสมทรงทำเสียงบ่นยาวเหยียด “อย่าไปพูดถึงเลย น้องฉันมันท้องกับใคร ฉันยังไม่รู้เลย”
เธอโอบไหล่แม่ครัวประจำอุทยาน “เอาเถอะจ้ะ อย่างน้อยวันดีก็มีป้าที่รักและเลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่แบเบาะ”
ต้องตะวันใจหายอีกรอบเมื่อคิดว่าอุตส่าห์พูดปลอบแต่ประโยคนั้นกลับสะกิดหัวใจคนตรงหน้าน้ำตาเอ่ออีกคำรบ
“นั่นละ ก็มีกันสองคนป้าหลาน ถึงว่าถ้ามันถูกให้ออกมันก็ไม่รู้จะไปซุกหัวนอนที่ไหน วันดีมันโตมาในอุทยานนี้เลยนะคุณต้อง”
“ใจเย็นๆ จ้ะป้า เดี๋ยวต้องไปคุยกับคุณพลให้ว่าต้องไม่เอาเรื่อง ต้องเข้าใจว่าวันดียังเด็กไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง ถ้าเขาไม่ทำอีก มีเหตุมีผลในการกระทำกว่านี้ก็น่าจะให้อภัยได้อยู่จ้ะ”
“ได้จ้ะได้ ป้าจะบอกมันให้มากราบขอโทษคุณนะ ขอบคุณมากนะคุณต้อง โถแม่พระของป้า”
ป้าสมทรงพนมมือไหว้ปลกๆ ลูบเนื้อลูบตัวเธออย่างกับเธอเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น เมื่อปลอบคุณป้าผู้มีเสน่ห์ปลายจวักจนคนงานที่นี่ติดใจในฝีมือทำอาหารทั้งอุทยานแล้ว ต้องตะวันก็รีบเดินไปที่ตึกหน้าทันที