
วันนี้ทางอุทยานจัดกิจกรรมรับวันแม่ นักท่องเที่ยวจึงเยอะเป็นพิเศษ ด้วยโพรโมชันลดราคาคู่แม่ลูกและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายตามที่ได้ประชุมวางแผนกันมา ปภาณบอกว่าเจ้าหน้าที่จุดนี้ทำงานไม่ทัน จึงขอให้ต้องตะวันมาช่วย
แสนพลมาเปิดงานแล้วรีบเข้ากรุงเทพฯ เพราะมีประชุมที่กรมป่าไม้ งานบนเวทีดำเนินไปอย่างสนุกสนานโดยเฉพาะการประกวดร้องเพลงคู่แม่ลูก พิธีกรคือเจ้าหน้าที่ช่างคุยของอุทยานกำลังพูดคุยอย่างมีสีสันบนเวที ปภาณให้เธอมาช่วยดูแลจุดลงทะเบียนและแจกของที่ระลึก
“วันดี ของไม่พอนะ ผมว่าต้องไปเอาเพิ่ม” ปภาณหันไปบอกสาวรุ่นหุ่นอวบ
“คุณพลบอกให้กันไว้แค่นี้ค่ะ” เสียงตอบไม่ยี่หระ ท่ายืนอย่างไม่สนใจใคร
“แต่คนเข้างานมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ก็ควรจะแจกให้เหมือนๆ กัน เดี๋ยวเขาจะเอาไปว่าได้” ต้องตะวันให้เหตุผล
“คนละแผนก อย่ายุ่ง” สายตาที่ตวัดมองและน้ำเสียงแข็งเสียจนเธออ่อนใจ
“เอามาเพิ่มเถอะ เดี๋ยวพี่คุยกับคุณพลเอง” ปภาณสั่งกลายๆ
วันดีทำหน้าเบ้ อย่างน้อยปภาณก็มีอำนาจสั่งวันดีได้ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของอุทยาน หญิงสาวเดินลงส้นอย่างไม่พอใจออกจากตรงนั้นไปดื้อๆ ปภาณได้แต่ส่ายหน้า
“วันดีนี่ถ้าไม่ใช่หลานป้าทรงพี่ว่าคุณพลคงไม่จ้างไว้นะ”
ต้องตะวันตาโต ปภาณพูดเสียงไม่เบาเลย ช่างเป็นคนตรงจริงๆ เจ้าหน้าที่แถวนั้นอมยิ้มต่างรู้กิตติศัพท์ของวันดี
“ต้องว่าเขายังเด็กน่ะค่ะ เลยไม่ค่อยสนใจใคร รู้สึกยังไงก็แสดงออกมาอย่างนั้น” เธอแก้ต่างให้
ไม่มีใครพูดถึงวันดีอีก ต่างง่วนแจกของให้กับคนที่มาเที่ยวงานจำนวนมากมือเป็นระวิง จนซาลงเมื่อการประกวดและการแสดงบนเวทีเริ่ม ทำให้ทุกคนไปจับจองที่นั่งเพื่อชมและเชียร์
การประกวดร้องเพลงบนเวทีให้เสียงดังไปทั่วอุทยาน บรรยากาศครึกครื้นเมื่อคู่แม่ลูกส่วนมากเลือกร้องเพลงสนุกๆ จนมาถึงคู่หนึ่ง ที่เด็กหญิงวัยประถมเริ่มร้องก่อน น้ำเสียงน่ารักบ่งบอกความบริสุทธิ์ผุดผ่องดังขึ้นด้วยท่วงทำนองช้ากินใจ
หากเพลงที่ได้ยินนั้นทำให้ต้องตะวันยืนนิ่ง แต่ละคำแต่ละประโยคซึมซับเข้าไปในหัวใจ ดื่มด่ำ จนผู้คนมากมายรอบกายหายวับไป ไม่มีสิ่งใดอยู่ในความสนใจอีกต่อไป
“อุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขน อ้อมกอดแม่ตระกอง...”
“ต้องขอตัวก่อนนะคะ” เธอเดินออกไปทันที ไม่รอปภาณที่กำลังอ้าปากจะถาม
หญิงสาวเดินมาจนห่างจากเต็นท์รับลงทะเบียนที่ผู้คนบางตาแล้วหยุดยืนหายใจเข้าออกลึกๆ พยายามทำใจให้สงบ แต่น้ำตาที่รื้นกลับเอ่อท้นอย่างไม่ยอมฟังกันเลย
“ต้อง ต้องเป็นอะไรหรือเปล่า” ปภาณที่เดินตามมาเพราะเป็นห่วงทัก
เธอก้มหน้า ซับน้ำตาไปลวกๆ ไม่อยากให้เขาเห็นแบบนี้สักหน่อย
“งานหนักเหรอ พี่ขอโทษนะถ้าทำให้ลำบากใจ” เขาดูตกใจ กังวลใจทีเดียว
เธอส่ายหน้า เสียงเพลงขับขานชัดถ้อยคำแทรกเข้ามาในบรรยากาศ แทรกเข้ามาในแผลเป็นที่ฝังอยู่ตรงกลางใจ
“...ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน...”
“ต้อง!” ปภาณตกใจที่น้ำตาเธอไหลบ่า “คิดถึงแม่เหรอ”
เธอปล่อยโฮเมื่อเขาทักตรงจุด ปภาณรวบตัวเธอกอดไว้ ต้องตะวันอ่อนแอเกินกว่าจะขัดขืน หลายสิ่งประจวบเหมาะกะเทาะความทรงจำให้เปิดออก จิตใจจึงอ่อนไหวอย่างช่วยไม่ได้
เธอซบอยู่กับอ้อมอกปภาณนานเท่าไรไม่รู้ สัมผัสมือเขาที่โอบหลังนุ่มนวล จนเสียงแหลมสูงดังขึ้น
“ว้าย!”
ต้องตะวันรีบผละตัวออกจากคนตรงหน้า วันดีเย้ยหยัน “ทำอะไรไม่อายคนอื่นเลย อยากกอดอยากอะไรกันก็อย่าให้ประเจิดประเจ้อ แหม ทำเรียบร้อย โถ...”
“วันดี ไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ ต้องแค่ไม่สบายใจ” ปภาณเสียงแข็งใส่ ทั้งหน้าตาดุดัน
ต้องตะวันรีบปาดน้ำตา หายใจลึกๆ ทำตัวให้ปกติ เธอรู้สึกหน้าชา กระดากอาย รู้สึกผิด รู้สึกอะไรอีกมากมายที่อธิบายไม่ถูก ไม่ใช่เพราะวันดีหรือปภาณ แต่กับคนตัวสูงที่กำลังยืนจ้องเธอนิ่งงันเหมือนลืมหายใจ ทำไมต้องตะวันรู้สึกละอายต่อดวงตาสีดำคมกริบคู่นั้นเหลือเกิน
“ไปเถอะพี่คิว อย่าไปสนพวกชอบโชว์เลย” วันดีควงแขนคนที่ยืนเป็นหุ่น ยังต้องออกแรงเหมือนกระชากน้อยๆ ให้คิวเดินตาม แม้ขาก้าวเดินแต่ดวงตาคมยังจ้องเธอไม่วาง
หากมีคำพูดสักนิด เธอจะไม่รู้สึกแย่อย่างนี้ เสียงปภาณบอกให้ไปพักล้างหน้าล้างตาไม่ได้เข้าหูเธอเลย
----------
กิจกรรมวันแม่จบไปด้วยดี ยอดผู้เข้าชมอุทยานและร่วมงานในปีนี้สูงกว่าปีอื่นๆ หลายเท่าตัว เพราะการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึงและการแจกรางวัลต่างๆ พร้อมของที่ระลึกมากมายทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามเมื่อคนที่มามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปัญหาขลุกขลักต่างๆ ก็มีตามมา แสนพลที่กลับมาถึงตอนเย็นจึงเรียกปภาณไปคุยด้วยในเบื้องต้นทันที ต้องตะวันขอตัวเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
ที่จริงเธอรู้สึกว่ามีอะไรค้างคาอยู่ในใจมากกว่า ก่อนจะเดินกลับที่พัก ขาจึงพาเธอมาที่แปลงเพาะพันธุ์บัวเองอย่างไม่รู้ตัว หกโมงเย็นภายในอุทยานเงียบเชียบ มีแค่บริเวณเวทีที่ช่างกำลังรื้อถอน พนักงานต่างหมดเรี่ยวแรงแยกย้ายไปพักผ่อน ด้านหน้าที่เมื่อเช้ามีกระถางไหลบัวเรียงรายหายเกลี้ยง ผู้คนที่มาเที่ยวต่างยินดีได้กล้าบัวกลับไปครอบครัวละกระถาง มีแต่เสียงชื่นชมความสวยงามของบัวที่ผสมจากอุทยานเองจนเรียกร้องให้ขายบัวต้นอ่อนเพื่อเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต่อไป
ต้องตะวันก้าวเข้าไปในเต็นท์ เวลานี้แสงกำลังโพล้เพล้สลัวลงเรื่อยๆ แต่ยังพอเห็น ไฟทางเดินกลางเริ่มให้ความสว่าง มุมหนึ่งกระถางวอเตอร์ลิลลี่สีน้ำเงินอมม่วงแสนสวยยังวางอยู่ เธอเห็นมีไม้ปักป้ายชื่อ...
‘Sunshine of Love’
เธอนึกสงสัย ตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบเขียน ลากเส้นหนักเบาถูกต้องตามหลักทุกประการ
“นายคิว...นายเขียนเหรอ” เธอเปรยเบาๆ กับตัวเอง
“ใช่ ผมเขียนเอง”
ต้องตะวันหันขวับตามเสียงนั้น คิวยืนจังก้าอยู่ข้างหลัง สีหน้าไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรเลย
เธอได้แต่หรี่ตา “นายเขียนตัวเขียนสวยมาก แปลก”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ “ทำไมล่ะ หน้าอย่างผมไม่ควรจะเขียนอ่านเป็นใช่ไหม”
“ไม่ใช่ ไม่ ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย”
“สายตาคุณมันฟ้อง” คิวก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนห่างกันแค่เพียงคืบ เขาลดเสียงลงจนแผ่วเบา แต่มันชัดเพราะแทบกระซิบข้างหู
“รู้ตัวไหม ว่าดวงตาของคุณมันแสดงความรู้สึก” เขาโน้มใบหน้าลงใกล้แก้มของเธออีกนิด “และตอนนี้มันบอกว่าคุณกำลังประหม่า”
“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” เธอแสร้งทำเสียงดุ
เขาอมยิ้มนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ อย่างถ้าไม่สังเกตหรือเห็นใบหน้าขรึมนี้มาตลอดจะไม่รู้เลยว่านี่คือยิ้มแล้ว เขานั่งลงข้างกระถางบัวนั้นยกมือขึ้นลูบกลีบดอกด้วยความทะนุถนอมเสมือนแตะผิวทารก
“บัวพันธุ์ที่เราช่วยกันผสมวันนั้น” เขาพูด
เธอนั่งลงข้างๆ ถามอย่างแปลกใจ “พันธุ์นี้เหรอ ต้อง...เอ่อ ฉันนึกว่าพันธุ์ที่แจกเป็นของชำร่วยให้ลูกค้างานวันแม่”
“ที่แจกนั่นคนละพันธุ์ ดอกนี้พิเศษ เพิ่งติดไม่มาก ผมกำลังทำเพิ่ม ไปดูไหม”
แปลงนาบัวสำหรับผสมแปลงเล็กที่อยู่ถัดมาจากแปลงอื่นๆ มีพันธุ์บัวสีน้ำเงินอ่อนหลายช่อ สีน้ำเงินที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ
“สวย สีสวยมาก ต้องชอบน้ำเงินเข้มดูมีมิติแบบนี้” ต้องตะวันเปรย
เขาหยุดเดิน ทั้งสองอยู่บนคันดินกว้างพอดีหนึ่งคนผ่าน เมื่อเขาหยุด เธอก็ต้องหยุดตามไปด้วย “ผมชอบนะ เวลาคุณแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น”
เขามองเธอนิ่งอยู่อย่างนั้น แววตาคมคู่นี้มีเสน่ห์อย่างประหลาด มันทำให้เธอร้อนวูบขึ้นที่หน้าอย่างไม่มีเหตุผล
“อยากให้คุณเรียกแบบนั้นเวลาอยู่กับผมด้วยซ้ำ แต่...” ประกายเสน่ห์วับแวมเมื่อครู่หายไป ทิ้งเพียงความหม่นเศร้าจนคล้ายมีหมอกสีเทาห่อหุ้ม
