
“พี่คิว!”
วันดีที่กำลังเอาไม้ปัดฝุ่นปัดทำความสะอาดพวงกุญแจที่แขวนเป็นพุ่มรอบสแตนด์โชว์วิ่งเข้ามากอดเขา เสียงกระพรวนจากกำไลข้อมือของเธอดังกรุ๋งกริ๋ง
“พี่คิวมาหาวันถึงที่นี่เลยดีใจจัง”
“วัน อย่าทำอะไรรุ่มร่ามพี่ไม่ชอบ” เขาจับแขนเธอที่เหนียวอย่างกับปลาหมึกออก ดันตัวเธอให้ห่าง
ริมฝีปากทาสีชมพูจัดย่นเข้าหากันอย่างงอนๆ “แหม พี่คิวอะ ให้วันกอดนิดกอดหน่อยก็ไม่ได้” สาวเจ้ายังทำเป็นอ้อยอิ่งบนตัวเขา
“วันดี!” เขาเรียกด้วยเสียงเป็นการเป็นงาน “พี่มีเรื่องอยากคุยด้วย”
เธอคลี่ยิ้มหวาน ดวงตาที่มีแพขนตาปลอมงอนยาวมองอย่างยั่วยวน “พี่คิวจะบอกว่าดีใจกับวันที่คุณพลเปลี่ยนใจให้อยู่ต่อใช่ไหมล่ะ”
เธอหยิบไม้ขนไก่ปัดฝุ่นต่อแต่ดูแล้วปัดลวกๆ ไม่รู้ฝุ่นตามซอกตามมุมจะหมดไปไหม น้ำเสียงเอ่ยอย่างมั่นใจในตัวเอง“วันรู้อยู่แล้วว่าคุณพลตั้งใจขู่วัน ทำเป็นว่าให้ลาออก”
กิริยาลอยหน้าลอยตาไม่สำนึกผิดทำให้เขาอารมณ์คุกรุ่นขึ้นมา
“วันดี! นี่ไม่สำนึกอะไรเลยใช่ไหม ทำอะไรลงไปรู้ตัวหรือเปล่า”
หญิงสาวหันขวับมาด้วยใบหน้างองุ้ม เสียงถามชวนหาเรื่องเสียจริงๆ “อะไร วันทำอะไร”
เขาพ่นลมหายใจ “จนป่านนี้ยังไม่ยอมรับอีกเหรอ หรือต้องให้คุณพลแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองวางแผน โทษหนักนะ”
เธอวางไม้ขนไก่อย่างกระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะแสดงเครื่องปั้น เท้าแขนบนเอวขาวๆ ที่เห็นเนื้อหนังเพราะเสื้อยืดสั้นเต่อปิดหน้าอกหน้าใจที่ล้นทะลักลงมาไม่ถึงคืบ ขอบกระโปรงยีนทับด้วยเข็มขัดถักเปียสีขาว การแต่งตัววาบหวิวไม่ได้ให้ความรู้สึกสิเน่หาใดๆ กับเขาเลย
“อะไร พี่คิวจะกล่าวหาอะไรวัน ขนาดคุณพลยังบอกจะไม่แจ้งความ”
“วันดี!” เขาเรียกเสียงแข็ง “พี่มาหาวันนี้เพราะอยากพูดเรื่องนี้ เรื่องสำคัญ อย่าคิดว่าคุณพลไม่ทำอะไร สิ่งที่เราทำถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงมาก ที่แย่กว่านั้นมันบ่งบอกจิตใจของเรา ทำไมต้องทำขนาดนั้น พี่ไม่เคยคิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างวันจะมุ่งร้ายกับคนอื่นแบบนี้”
“พี่คิว พี่คิวจะมาว่ามาด่าวันเหรอ วันอุตส่าห์คิดว่าพี่คิวจะไม่เหมือนคนอื่น จะเข้าใจว่าวันโดนใส่ร้าย หลักฐานชัดเจนก็ไม่มี มีแต่คิดว่า คิดเอาเอง กล้องวงจรที่ว่าเห็นวันเวลานั้น แล้วมันมีภาพว่าวันเป็นคนทำหรือเปล่า”
“วันดี หยุดสักที!” เขาตวาด
หญิงสาวเงียบไปจริงๆ สีหน้าหวาดหวั่นชัดเจน เมื่อเขาโมโห คนอย่างนายคิวแปลงเป็นสัตว์ร้ายได้สบายๆ เขากดเสียงต่ำ สายตาดังกุญแจมือที่ทำให้วันดีไม่กล้าขยับเขยื้อน
“อย่าคิดว่าคนอื่นโง่ บางครั้งการที่คุณพลไม่พูดไม่ได้แปลว่าเขาไม่รู้ เขาดูมาหมดแล้ว เขาเห็นหมด สืบสาวราวเรื่องเป็น ไม่อย่างนั้นไม่ออกปากไล่ออกอย่างนั้นหรอก”
วันดีหน้าซีด แต่แววตายังรั้นและไม่เกรง คิวหยัดริมฝีปากขึ้น เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “คุณพลฝากพี่มาเตือน ว่าอย่าได้คิดทำอีกเชียว ถ้ามีอีกครั้งล่ะก็ ไม่มีทางใจอ่อนให้อย่างคราวนี้อีกแน่”
วันดีกำมือแน่น สีหน้าไม่พอใจยิ่งยวด “แน่จริงก็ไล่ๆ ไปเลยสิ พี่พลอยู่ๆ ก็โทร.มาบอกเองว่าให้อยู่ต่อได้ ไม่ได้ขอร้องสักหน่อย”
เขาคว้าแขนสาวรุ่น “จะบอกให้นะ ถ้าต้องตะวันไม่มาขอคุณพล เราได้ออกไปจากที่นี่จริงๆ แน่!”
วันดีน้ำตาคลอ “ทำไมอะ ทำไมทุกคนต้องช่วยนังนั่น ทำไมทุกคนต้องมองวันเป็นตัวร้าย วันอยู่ที่นี่มาตั้งนาน ยายนั่นเป็นใครมาอยู่ไม่กี่เดือนมีแต่คนโอ๋ ออกหน้าแทนอย่างนี้ ทำไม!”
เสียงสะอึกสะอื้นกับน้ำตาที่พรั่งพรูทำให้เขาปล่อยแขนเธอ ระบายลมหายใจแรงๆ
“กลับไปคิดดูเองเถอะ โตๆ กันแล้ว คนเราน่ะทำอะไรผิดไว้ ไม่ต้องให้ใครเขาจับได้หรอก ถึงจะรอดพ้นหูพ้นตาใครๆ ไปได้ แต่ความรู้สึกผิดก็ติดตัวเราไปตลอด” เขายกมือขึ้นทาบอก
“บาปมันอยู่ในนี้ นรกมันอยู่ในใจเราไปตลอด จนตายนั่นแหละถึงจะลืมได้”
เขารู้สึกว่าเสียงที่เอ่ยมันสั่น เจ็บรอนในหัวใจอย่างไรไม่รู้
วันดีดวงตาแดงเรื่อ เอ่ยเสียงเครือ “วันเกลียดคนที่จะมาแย่งพี่คิวไปจากวัน ถ้าพี่คิวไม่สนใจมัน วันก็ไม่ทำหรอก”
“วันดี!” เขาอุทาน
แล้วหญิงสาวก็โผกอดเขาแน่น สะอึกสะอื้น “วันรักพี่คิว พี่คิวเป็นของวันคนเดียว”
เขาพยายามดันตัวหญิงสาวออก แม้จะยากลำบาก “วัน พี่เคยบอกแล้ว อย่าคิดอะไรแบบนี้กับพี่ วันยังเด็กพี่จะไม่ถือสาที่วันพูดออกมา พี่เป็นได้อย่างมากที่สุดก็พี่ชายเท่านั้นถ้าวันต้องการ อย่าพยายามทำอะไรอีกเลย”
“ทำไม”
เขาไม่มีคำตอบใดๆ อีก เว้นแต่สิ่งที่เขาต้องการพูดต้องการย้ำกับเธอคนนี้
“ถ้าวันจะทำอะไรให้พี่ได้ พี่ขออย่าคิดทำร้ายคุณต้องอีก ถือว่าเป็นคำขอร้องจากพี่จริงๆ”
----------
เช้าวันจันทร์นี้ที่อุทยานนิลปัทม์ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะช่วงนี้มีงานเกษตรแฟร์ อุทยานไปออกบูทใหญ่แสดงและจัดจำหน่ายบัวด้วยเป็นประจำทุกปี เจ้าหน้าที่หลายคนไปประจำอยู่ที่งาน รวมทั้งต้องตะวัน ปภาณ และคิว แถมวันนี้ยังเป็นวันหยุดประจำของอุทยานเพื่อฟื้นฟูต้นไม้และพื้นที่ภายใน
แสนพลชอบวันอย่างนี้ เพราะได้พักและมีเวลาเคลียร์งานเอกสารที่คั่งค้างมากมาย เขาจะมาแต่เช้า จิบกาแฟอุ่นๆ แล้วนั่งอ่านเอกสารทีละเรื่องๆ ไปเรื่อยๆ เลขาฯ สาวใหญ่วัยสี่สิบกว่าหน้าห้องรู้ใจไม่รับนัดใครถ้าไม่สำคัญจริงๆ จะมีช่วงบ่ายเท่านั้นที่เขาจะมีลูกค้ารายใหญ่สักคนสองคนมาพูดคุยธุรกิจซึ่งเป็นการนัดหมายล่วงหน้า
ทว่าช่วงเวลาสงบสุขของเขาวันนี้กลับถูกกวนด้วยเสียงโทรศัพท์ภายในแต่เช้า กาแฟยังไม่หายร้อนเลย ควันขาวยังลอยให้กรุ่นกลิ่นอวลทั้งห้อง เลขาฯ บอกว่าสมทรงขอพบ
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว สมทรงไม่ได้มาคนเดียว สาวใหญ่ที่เขาเคยเห็นหน้านานๆ ครั้ง จำได้ว่าเป็นน้องสาวของแม่ครัวเอก ถ้าสมทรงหกสิบกว่า น้องก็น่าจะห้าสิบกว่า แต่งตัวเปรี้ยวและมีสไตล์ สวยสมวัย ออกจะกระชากวัยหน่อยๆ รูปร่างอวบนิดๆ เห็นเนื้อหน้าท้องกับต้นแขนเกินมา แต่เสื้อยืดลายเจ็บกับยีนแนบตัว ผมบ๊อบไฮไลต์สีทองชี้ไปทุกทิศทำให้ลดตัวเลขอายุลงเยอะทีเดียว
“วิไลพรกลับมาเยี่ยมป้าจ้ะคุณพล ไปทำงานอยู่ลาว มาทีก็ขนของมาฝาก รบเร้าขอมาให้กับมือคุณพลด้วยตัวเอง” สมทรงเกริ่น แสนพลลืมไปแล้วว่าน้องสาวของแม่ครัวเอกชื่ออะไรจนได้ยินจากปากของป้าเมื่อครู่
วิไลพรมองเขาไม่วางตาจนแสนพลต้องยิ้มให้แบบตั้งใจ เธอยิ้มกว้างตอบแล้วยื่นของในมือที่มีทั้งถุงพลาสติก ตะกร้าใส่ผลไม้อบแห้ง กล่องกาแฟ จนดูเต็มไม้เต็มมือไปหมด เขารีบรับไปถือแทบไม่ทัน
“ของฝากคุณแสนพลค่ะ” เธอว่า แล้วจาระไนเป็นอย่างๆ ขณะหยิบออกจากถุง “อันนี้ไคแผ่นนะคะ สาหร่ายน้ำจืดมีชื่อมาก ของคุณภาพจากริมน้ำโขง ถุงนี้ทอดแล้วคุณพลกินเล่นได้เลย มีอีกส่วนที่ยังไม่ทอดป้าให้ไว้กับพี่ทรง ไว้ทอดให้คุณ กับห่อนี้...”
วิไลพรบรรจงหยิบถุงพลาสติกใสมัดเป็นก้อนสามเหลี่ยมออกมา “...แจ่วบองหลวงพระบางไว้กินกับไคทอดนะคะ” แล้วของกินอีกสารพัดอย่างปลาส้ม จิ้นส้มก็ถูกแนะนำจนครบ
เขาหัวเราะ “ขอบคุณมากครับคุณป้าวิไลพร นี่ถ้าผมกินหมดคนเดียวคงอ้วนขึ้นหลายกิโลฯ เลยนะครับ”
“อูย คุณพลยังอ้วนได้อีกมากค่ะ ป้ายังว่าผอมไป ขอจับมือหน่อยนะคะ” วิไลพรพูดไม่ทันจบก็จับมือเขาลูบไล้ “ผอมออกค่ะเนี่ย แต่มือนิ่มนัก เหมาะกับคนเป็นเจ้าเป็นนายแบบนี้”
เขาดึงมือกลับอย่างสุภาพไม่ให้ทำลายน้ำใจ แม้รู้สึกแปลกและไม่เป็นตัวของตัวเองนัก “ป้าสบายดีนะครับ อยู่ที่นั่นเป็นยังไงบ้างครับ” เขาถามไปตามมารยาท เพราะวิไลพรเอาแต่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ยังไงไม่รู้
“ดีจ้ะ ดี อยู่ดีมีแรงอยู่” เธอตอบแล้วกะพริบตาถี่ๆ “คุณพลแข็งแรงดีนะคะ อย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลา พี่ทรงทำอาหารดีๆ มาให้คุณพลหรือเปล่า”
“เอ้าน้องคนนี้นี่ มาว่ากันซะได้ ฉันน่ะแม่ครัวมือวางอันดับหนึ่งที่นี่เลยนะ” สมทรงโอ่ แสนพลต้องบอกว่าเขาอยู่ดีกินดี อาหารการกินบริบูรณ์ วิไลพรจึงดูสบายใจขึ้น
“แล้วได้พบกับวันดีหรือยังครับ” เขาทักบ้าง อดสะท้อนใจกับเรื่องร้อนที่วันดีเพิ่งก่อไปไม่ได้ หวังว่าสมทรงจะบอกเล่าให้แม่ลูกได้เตือนกันบ้าง
“เจอแล้วจ้ะ แต่มันไม่ค่อยยอมคุยกับฉันเท่าไรหรอกลูกคนนี้ ไม่นับแม่นับลูกกับฉันแล้วล่ะมั้ง” เสียงและแววตาวิไลพรตัดพ้อ
“ไม่หรอกครับ เด็กสมัยนี้เจนวายเจนแซด ต้องค่อยๆ ให้เวลาคุยทำความเข้าใจ”
วิไลพรส่ายหน้า “ยาก ฉันมันไม่ดีเอง เป็นแม่ประสาอะไรทิ้งลูกไว้กับพี่สาวนานขนาดนี้ แต่มันจำเป็นจริงๆ นะคุณพล”
แสนพลรู้มานานว่าวันดีมีปัญหากับแม่แท้ๆ ของตัวเอง เพราะวิไลพรไม่ค่อยมาหา ยิ่งช่วงเล็กๆ วันดีแทบจะโตมากับสมทรงเป็นหลัก วิไลพรเพิ่งจะเยี่ยมหน้ากลับมาสักห้าหกปีมานี้เอง แถมมาทีก็ห่างเป็นปี แต่เขาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปวุ่นวายอะไรกับเรื่องส่วนตัวของน้องสาวสมทรง จึงแค่พูดปลอบใจเท่านั้น
เมื่อน้องสาวถูกสะกิดเรื่องลูกก็เงียบไป สมทรงถือโอกาสขออนุญาตให้วิไลพรพักด้วยที่อุทยานสักสองสามวันก่อนจะกลับไปทำงานต่อที่ลาว
“อยู่ตามสบายเลยนะครับ ญาติพี่น้องของพนักงานผมดูแลเต็มที่ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน”
แสนพลยกมือค้างเพื่อรับไหว้อยู่นาน แล้วต้องแซวว่าจะอายุสั้นเมื่อผู้ใหญ่ห้าสิบหกสิบถึงสองคนมาพนมมือปลกๆ ใส่เขาอยู่อย่างนี้กว่าจะลากลับ กันออกไปจากห้องเขาจริงๆ