
ด้วยความกระหายใคร่รู้ว่าสามีตัวเองจะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ ในเย็นวันรุ่งขึ้นมิลินทร์จึงพยายามลากศตวรรษมาทานอาหารสุดหรูสักมื้อ โดยอ้างว่าวันนี้เป็นวันครบรอบที่เขากับเธอใส่เสื้อสีเดียวกันโดยไม่ตั้งใจครั้งแรก แน่นอนว่าเขาไม่มีทางจำได้ และเธอก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่อย่างว่าแหละ...ถ้าไม่หาเหตุผลสุดเอาแต่ใจเช่นนี้ คงจะลากเขาออกมาจากโมเดลชิ้นใหม่ยาก
ที่ร้านอาหารรูฟท็อปใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งสองยังคงรับประทานอาหารกันอย่างปกติ เพิ่มความโรแมนติกสักหน่อยตรงที่ศตวรรษสั่งช่อดอกไม้มาให้เธอ จนมิลินทร์แอบรู้สึกผิดเล็กๆ ที่เธอตั้งวันครบรอบเอาตามใจตัวเองแบบนี้
“ผมดีใจนะ ที่มี่จำวันครบรอบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ได้” เสียงทุ้มของสามีเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก ซึ่งเธอไม่กล้าคิดว่าเขานั้นรู้ทันเธอแต่แกล้งโง่ หรือคิดจริงจังว่านี่คือวันครบรอบจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องตามน้ำไปก่อนแล้วกัน
“แหม...ก็วันสำคัญนี่คะ มี่ไม่อยากพลาด”
แล้วเธอก็แสร้งทำเป็นทานอาหารต่อแบบไม่รู้ไม่ชี้ พลางลอบสังเกตท่าทีของสามีไปด้วย เมื่อเห็นเขาไม่ได้สนใจแล้ว มิลินทร์ก็รีบส่งข้อความไปหาเพื่อนเป็นการนัดแนะ
ไม่ถึงนาที เสียงข้อความก็ดังขึ้นจนศตวรรษเองก็ยังหันมามอง แน่ล่ะ...เพราะเธอเปิดเสียงดังสุด
“อุ๊ย! ข้อความเข้าน่ะค่ะ” เธอแสร้งว่าตัวเองรู้สึกผิดกับเสียงที่ดังเกินจำเป็นนั่น ก่อนที่จะถลึงตาโตราวกับเจอเรื่องประหลาดใจที่สุดในชีวิต “ตายแล้ว!”
“มีอะไรครับที่รัก” เขาหันมาถามเธออย่างเป็นห่วง ไม่ได้สังเกตเลยว่าภรรยาตัวเองกำลังเล่นใหญ่เกินเบอร์
“ปะ...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอก เต้อย่าคิดมากเลยนะคะ”
เห็นท่าทางร้อนรนของเธอ ศตวรรษก็รู้สึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมา เขาวางส้อมกับมีดหั่นสเต๊กลง ก่อนที่จะผสานมือเท้าคางมองคนตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“เดี๋ยวนี้ที่รักมีเรื่องปิดบังผมแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่นะคะ” พอเห็นว่าได้ผล มิลินทร์ก็แกล้งทำท่าลังเลว่าจะบอกดีหรือไม่ ก่อนจะทำท่าหลบสายตา “คือพี่ปกรณ์ทักมาหาค่ะ”
ได้ผล...ใบหน้าที่ยังพอมีรอยยิ้มอยู่เมื่อครู่บึ้งตึงไปทันที เข้าแผนละ!
“พี่ปกรณ์?” ศตวรรษขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด “แฟนเก่าที่เคยเล่าให้ฟังน่ะเหรอ”
“ค่ะ แฟนเก่าสมัยมหา’ลัยน่ะ พอดีเขากลับจากเมืองนอกแล้วก็เลยทักมา” เธอยังคงทำเป็นเล่าอย่างไม่ได้ใส่ใจ ทว่าเน้นย้ำคำว่า ‘แฟนเก่า’ ให้เขาได้ยิน ต้องขอบคุณแพรวาที่รื้อฟื้นความทรงจำในรักที่ฝังใจเธอให้ ซึ่งนั่นอาจเป็นคนเดียวที่จะทำให้สามีที่ไว้ใจภรรยาขั้นสุดอย่างเขา รู้สึกถึงความไม่มั่นคงขึ้นมา
จริงอยู่ที่เขาเงียบไปคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง แต่แล้วศตวรรษก็ยิ้มน้อยๆ ให้เธอก่อนจะกลับไปสนใจอาหารในจานต่อ มิลินทร์นั่งมองท่าทางของเขา เธอรอแล้วรอเล่าว่าสามีจะมีท่าทีหึงหวงตนเองตอนไหน ซึ่งสามีเธอก็ยังคงเห็นเนื้อชั้นดีตรงหน้ากับไวน์แดงน่าอร่อยกว่าภรรยาตัวเอง จนหญิงสาวเริ่มร้อนใจจำต้องด้นสดออกมาเพื่อหาเรื่องยั่วยุเขาเอง
“เอ่อ...เขาบอกว่าอยากชวนมี่ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อน่ะค่ะ แย่เนอะ มาขออะไรแบบนี้ มี่มีครอบครัวแล้วแท้ๆ” ในเมื่อเขาไม่ถามสักคำ งานนี้มิลินทร์จึงต้องไปต่อให้สุด
และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือสายตาคมที่เหลือบขึ้นมาสบตาเธอแวบหนึ่ง จากนั้นศตวรรษก็จิ้มเนื้อเข้าปาก ค่อยๆ ละเลียดเคี้ยวอย่างช้าๆ ราวกับจะสัมผัสรสชาติให้ครบทุกอณู ก่อนจะกลืนลงไปอย่างเชื่องช้า เหมือนจะให้ก้อนเนื้อชิ้นนี้ลงท้องให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนมิลินทร์ยังเผลอกลืนน้ำลายแทนเขาไปแล้วหลายอึก
จนในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมาเมื่อมั่นใจว่าเนื้อชิ้นนั้นตกลงท้องไปแล้ว
“ดีแล้วล่ะครับ ที่รักจะได้มีเพื่อนคุยเยอะๆ”
แค่เนี่ยนะ!...
มิลินทร์แทบสำลักน้ำลายตัวเอง นั่งลุ้นมาตั้งนานนึกว่าจะมีท่าทีอะไร ที่ไหนได้กลับเห็นดีเห็นงามซะงั้น เธอพยายามมองว่าศตวรรษจะพูดอะไรต่อจากนี้ แต่เปล่าเลย เขายังคงมีความสุขกับมื้ออาหารสุดหรู ส่วนเธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังกินทรายที่ทั้งแห้งและฝืดคอจนไม่อยากกลืน และถ้าเป็นไปได้...ก็อยากจะพ่นอาหารมื้อนี้ใส่หน้าแพรวาคนต้นคิดแผนการนี้ขึ้นมา
เพราะว่าแม่งไม่ได้ผลเลย...
แล้วจากนั้นมิลินทร์ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแชตไปด่าเพื่อนรัก พร้อมกับความเจ็บใจเล็กๆ ที่ในที่สุดเธอก็ต้องเสียกระเป๋าเบอร์กิ้นสุดรักให้แพรวาจนได้
----------
กับชีวิตคู่ที่ราบเรียบเหมือนถนนมอเตอร์เวย์ที่ไม่มีด่านเก็บเงิน นับวันมิลินทร์ยิ่งรู้สึกว่าจุดหมายปลายทางแห่งความสุขนั้นช่างห่างไกลไปทุกที ไม่รู้ว่าแต่ละวันเธอพ่นคำว่าเบื่อออกมากี่ครั้ง ถ้าลองนับจริงจังอาจเกินพันก็เป็นได้
หญิงสาวในชุดนอนนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา โดยเท้าเปลือยเปล่าของเธอจุ่มลงบนพรมขนนุ่ม แล้วขยี้ไปมาอย่างคนที่ไม่รู้จะทำอะไร แน่ล่ะว่าเสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงเตือนเรื่องที่เธอทำพรมเป็นรอยจากสามี ซึ่งกำลังนั่งต่อโมเดลอย่างไม่ทุกข์ร้อนใจใดๆ
“ที่รักครับ ทำแบบนั้นเดี๋ยวพรมก็ไม่สวยหรอก”
นั่นแหละมิลินทร์จึงหยุดขยี้พรมไปพักหนึ่ง หญิงสาวไถหน้าจอมือถือดูรูปคู่ในอดีต ในตอนที่สามียังมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น ในยามที่เขายิ้มขณะพาเธอไปกินของอร่อย หรือแม้แต่ในเวลาที่เธองอแงใส่เขา แล้วเขาก็ยอมตามใจทุกครั้ง
ทว่า...แม้ตอนนี้จะยังคงเหมือนเดิม แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันช่างจืดชืดเหลือเกิน
มิลินทร์เหลือบตามองไปยังโต๊ะที่สามีเธอเอาไว้ต่อโมเดล ว่าตามตรงมันเคยอยู่ในห้องทำงานของเธอ เพียงแต่เขาไม่อาจทนดูเศษผ้าที่กองอยู่บนพื้น กับเสียงจักรเย็บผ้าเวลาเธอทำงานได้ ก็เลยมาลงเอยที่โถงนั่งเล่นแทน แต่ถึงอย่างนั้นในสตูดิโอทำงานก็ยังมีเรือไททานิกลำใหญ่ ที่ศตวรรษไม่รู้จะเอาไปวางไว้ไหน เธอแลเห็นเขากำลังนั่งจดจ่ออยู่กับชิ้นส่วนเล็กๆ ขณะที่มือข้างหนึ่งหมุนแหวนแต่งงานบนนิ้วโดยไม่รู้ตัว
“เต้คะ” เธอเรียกเขาเบาๆ ดูว่าเขาเอาจิตวิญญาณไปสิงกับโมเดลปราสาทแล้วหรือยัง โชคยังดีที่ยังตอบกลับมา
“หืม?” เขาตอบโดยที่ตายังจดจ่ออยู่กับการจัดวางตัวต่อให้เข้าที่
อันที่จริงมิลินทร์ก็ไม่มีอะไรจะคุยกับเขาสักเท่าไร เพียงแต่ไม่อยากให้บ้านเงียบก็เท่านั้น เธอลองเลื่อนหาสิ่งที่น่าสนใจจากไทม์ไลน์ในโซเชียลมีเดีย จนได้เจอเข้ากับภาพกุ้งแม่น้ำเผาตัวโต
“อยากไปกินกุ้งแม่น้ำที่อยุธยาจังเลยค่ะ จำร้านที่เราเคยไปกันได้ไหมคะ”
ได้ผล...ในที่สุดเขาก็ละสายตาจากโมเดลปราสาทนั่นสักที ถึงจะเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็เถอะ
“ที่รักอยากไปเหรอ”
“ค่ะ” เธอพยักหน้า “นานแล้วนะที่เราไม่ได้ออกต่างจังหวัดด้วยกัน”
ศตวรรษทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“สุดสัปดาห์นี้ผมมีสัมมนาด้วยสิ ที่รักเลื่อนไปก่อนได้ไหมครับ”
“แต่ใช้เวลาไปกลับไม่นานเองนะคะ รอเต้เลิกจากสัมมนาแล้วเราค่อยไปกันก็ได้ แค่ไปกินมื้อเย็นก็ยังดี”
“ไม่รู้สินะ...” เขาทำท่าครุ่นคิด จนเธอนึกออกว่าถ้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่สำเร็จลุล่วง คงไม่มีวันลากเขาไปไหนได้แน่ และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเขาหันมาหาทางออกให้กับเธอ
“หรือถ้าทนไม่ไหว ที่รักจะไปกับเพื่อนก็ได้เลยนะ เอาบัตรเครดิตผมไปใช้ได้ตามสบายเลย”
มิลินทร์อยากจะเดินไปตะโกนใส่หน้าสามีเสียเหลือเกินว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องการเสียที่ไหน แต่ก็อย่างว่าถ้าไม่นัดก่อนมีหรือเขาจะมีเวลาให้ ต่อให้ไม่มีสัมมนา ศตวรรษก็หาเรื่องไม่ไปได้อยู่ดี ถ้าไม่ใช่โมเดล ก็คงเล่นเกมที่ยังไม่จบ หรือไม่เช่นนั้นก็อุดอู้อยู่กับบ่อปลาคาร์ปแสนรักตลอดวัน
“งั้นมี่รอก็ได้ค่ะ”
เสียงของเธอคงไปสะกิดต่อมอะไรสักอย่างของศตวรรษเข้า พอเธอพูดจบ เขาก็หันมามองเธออย่างพินิจพิเคราะห์
“ทำตัวน่ารักแบบนี้ อยากได้อะไรหรือเปล่าครับที่รัก”
นึกว่าจะสนใจ ที่ไหนได้เขาเข้าใจไปว่าเธอต้องการรางวัลเสียอย่างนั้น มิลินทร์กลอกตาแล้วถอนหายใจอย่างปลงตก ยิ่งพอเห็นเขากลับไปสนใจต่อโมเดลเหมือนเดิม เธอก็ได้แต่บอกตัวเองว่า...สิ้นหวังแล้ว
“ไม่มีค่ะ มี่ง่วงแล้ว ไปนอนก่อนนะคะ”
เธอพยายามใส่ความประชดประชันหวังให้เขารู้ตัว ทว่าศตวรรษกลับพยักหน้าแบบที่ไม่ได้ใส่ใจสีหน้าภรรยาเลยสักนิด ก่อนจะรู้ตัวว่าทุกอย่างมันดูเงียบแปลกๆ แต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อเธอเดินขึ้นไปยังห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย
----------
เช้าวันต่อมา ทุกสิ่งก็ยังคงดำเนินต่อไปตามแบบแผน มิลินทร์ยังคงนั่งจิบกาแฟ เพียงแต่ย้ายจากในบ้านมานั่งที่สวน ฟังเสียงปั๊มน้ำจากเครื่องกรองบ่อปลาคาร์ปกำลังไหลลงอย่างสม่ำเสมอ พลางมองดูแผ่นหลังของสามีที่กำลังง่วนอยู่กับการให้อาหาร รวมถึงตรวจสุขภาพปลาทุกตัว
เขากำลังทำในสิ่งที่ทำทุกเช้า ทำอาหาร ดื่มกาแฟ ดูปลาคาร์ป และเริ่มต้นวันใหม่ราวกับว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีสัญญาณของความผิดปกติใดๆ ปรากฏบนใบหน้าคมสันนั้นเลยแม้แต่น้อย
“วันนี้ช่วงเย็นมี่จะไปหาเพื่อนนะคะ” เธอเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง ระหว่างที่มองเขากำลังให้อาหารปลา
“แพรกับเหมี่ยวน่ะเหรอ ได้สิครับ” ศตวรรษอนุญาตทันที เพราะถ้าพูดถึงเพื่อน มิลินทร์ก็มีเพียงแค่อสมากับแพรวาเท่านั้น เพราะหากเป็นคนอื่นเธอจะพูดชื่อด้วยเสมอ
“แล้วเต้จะกลับกี่โมงคะ”
“ก็เวลาเดิมนะ ที่รักอยากให้ผมไปรับเหรอ” เสียงของเขาตอบกลับมา ขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ปลาคาร์ปหลากสีที่ว่ายวนอยู่ในบ่อใหญ่ นั่นก็เป็นภาพที่เธอเห็นจนชินตาแล้ว
“ไม่หรอกค่ะ มี่ขับรถไปเองดีกว่า งั้นมี่ไม่อยู่กินข้าวเย็นด้วยนะคะ”
“โอเค งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ผมสั่งข้าวในแอปฯ เอาแล้วกัน”
ศตวรรษตอบอย่างว่าง่าย แน่ล่ะ เขาไม่เคยมีปัญหาไม่ว่าเธอจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม หากยังอยู่ในกรอบที่เขากำหนดไว้ ซึ่งมิลินทร์อยากจะฉีกกรอบนั้นออกมาใจจะขาด อย่างน้อยก็ควรจะมีปากเสียงกันบ้างก็ยังดี
“เต้คะ...เรื่องอยุธยา” เธอถามเขาอีกครั้ง เผื่อว่าสามีจะเปลี่ยนใจ ทั้งที่รู้ว่า...ไม่มีทาง
“เดี๋ยวผมหาตารางว่างก่อนนะที่รัก”
เหมือนเดิม...เขาตอบโดยที่สายตายังอยู่กับปลาในบ่อ ปล่อยให้เธออยู่ตรงนั้นราวกับเป็นอากาศธาตุ
“ก็ได้ค่ะ...”
อันที่จริงแล้ว เธอไม่ได้ต้องการให้เขาแสดงความเป็นห่วงจนเกินจริง ไม่ได้อยากให้เขาโผเข้ามากอดแล้วพูดปลอบใจด้วยคำหวานเลี่ยน เหมือนกับที่เคยทำเวลาเธอแกล้งทำตัวงอแง เธอไม่ได้ต้องการอะไรที่ซับซ้อนขนาดนั้นเลย
เธอแค่อยากให้เขาสบตา... แค่อยากให้เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจังเสียทีว่า ‘มี่เป็นยังไงบ้าง’
แต่สิ่งที่เขาทำก็คือการเดินกลับเข้าไปในห้องครัว ก่อนจะตะโกนออกมาว่า
“ที่รักอย่าลืมกินข้าวต้มให้หมดถ้วยนะครับ”
“ค่ะ” เธอตอบรับ ก็คงเป็นเพราะเขาเห็นว่าเธอยังไม่ได้แตะข้าวต้มที่เขาทำให้นั่นแหละ จากนั้นมิลินทร์ก็เดินเข้าไปในครัว แล้วเห็นว่าสามีกำลังเดินสวนออกมา
“เต้ไม่มากินด้วยกันเหรอคะ” เธอหันไปถาม
“เดี๋ยวผมใส่ยาให้ปลาก่อนครับ ที่รักกินก่อนได้เลย”
แล้วศตวรรษก็เดินไปยังบ่อปลาตามเดิม ปล่อยให้มิลินทร์ถอนหายใจก่อนจะนั่งประจำตำแหน่งเดิมที่โต๊ะกินข้าว ด้วยความรู้สึกเหงาที่ค่อยๆ ก่อตัว แม้จะไม่ได้รุนแรง แต่ก็คงเหมือนกับน้ำที่หยดลงหินทุกวัน จากนั้นมันก็จะกัดกร่อนลงไปทีละน้อย จนในที่สุดก็อาจไม่เหลืออะไร
“ไม่เป็นไร ฉันชินแล้ว...”
เธอปลอบใจตัวเอง แล้วค่อยตักข้าวต้มคำแรกเข้าปาก ฟังเสียงน้ำพุกลางบ่อปลาที่อยู่ไกลๆ และแน่นอน...เสียงของเธอไม่เคยไปถึงสามีสักครั้ง
----------
เย็นวันนั้น มิลินทร์มานั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาในคอนโดฯ ของแพรวา กอดหมอนใบโตแน่น ขณะบ่นให้เพื่อนสาวทั้งสองฟัง ที่บอกว่าจะไปหาเพื่อนของเธอ ก็คือการมานั่งกินส้มตำกับอสมาและแพรวาหลังจากที่ทั้งสองเลิกงาน ส่วนตัวเธอเอง หลังจากขลุกอยู่ในสตูดิโอที่บ้านมาทั้งวัน พอเห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงขับรถออกมาก็เท่านั้น
“ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!”
ยังไม่ทันที่ส้มตำจะเข้าปาก มิลินทร์ก็โวยวายขึ้นมาอย่างเหลืออด จนเพื่อนทั้งสองต่างตกใจกันถ้วนหน้า
“เป็นอะไรไอ้มี่ ผีเข้าหรือไง”
“แก...ฉันมีผัวนะ ไม่ใช่รูมเมตหารบ้านกันอยู่” มิลินทร์ยังระเบิดอารมณ์ต่อ ยิ่งคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาในทุกวันก็แทบอยากขยี้หัวตัวเองเป็นการระบาย
“ไหนบอกว่าสามีรักนักหนาไง” อสมารีบเอาส้มตำเข้าปากก่อนที่อีกฝ่ายจะบ้าจนคว่ำโต๊ะ
“ก็ใช่ เขาก็บอกรักฉันทุกวัน แต่แม่ง...ทำเหมือนฉันเป็นตุ๊กตา”
“หมายความว่าไง ตุ๊กตายางงี้เหรอ” เจ้าของห้องถาม ซึ่งก็ทำให้คนไม่เคยมีแฟนอย่างอสมาเขินหน้าแดง เอามือตีเพื่อนเบาๆ
“ไอ้แพร ทะลึ่ง! พูดอะไรออกมา”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิ นี่เหมือนตุ๊กตาในศาลพระภูมิมากกว่า แค่ไม่จุดธูปไหว้ฉันด้วยก็ดีแค่ไหนแล้ว ทุกวันนี้เหมือนคนแชร์บ้านกันอยู่ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีเซอร์ไพรส์ ไม่มี...”
“เซ็กซ์” แพรวาพูดตามตรง แล้วมันก็ทำให้มิลินทร์นิ่งไปสักสามวินาที ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างเป็นธรรมชาติค่อยๆ หม่นลง เหมือนกับจะยอมรับ
“ใช่ ไม่มีเลยยยย...” คนพูดลากเสียงยาว ให้รู้ได้ถึงความนานสมกับที่เธอต้องเจอ
“หยากไย่ไม่ขึ้นไปแล้วเหรอวะ” อสมาแกล้งเย้า แน่นอนว่าแพรวาก็เอาด้วย
“ไม่งั้นก็ตันไปแล้วมั้ง”
“ฉันไม่รู้ว่าจะมีมันไปทำไมแล้วนะ...ไอ้เนี่ย” ผู้ประสบภัยจากความเหินห่างของกิจกรรมรักมองลงต่ำ แล้วชี้นิ้วไปที่กลางเป้ากางเกงของตัวเอง
เห็นท่าทางของเพื่อน แพรวาก็เริ่มครุ่นคิด ถึงเธอจะไม่มีสามี แต่ก็ใช่ว่าจะขาดประสบการณ์รัก และอย่างที่มิลินทร์เจออยู่ตอนนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก
“นี่มันสัญญาณอันตรายแล้วนะ ตกลงแกแต่งงานกันหรือทำสัญญาร่วมเช่าบ้านกันแน่”
“ไม่รู้ว่ะ แต่ที่แน่ๆ คือฉันไม่ไหวแล้ว ฉันอยากหย่า!” มิลินทร์ประกาศกร้าวอย่างเหลืออด
คนที่คอยรับฟังทั้งสองได้แต่มองหน้ากัน การหย่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คิดแล้วจะทำได้เลย
“แกแน่ใจเหรอว่าอยากหย่าจริง” แพรวาเป็นฝ่ายถามออกมาก่อน และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อมิลินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น
“ไม่รู้ว่ะ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันแบบนี้ สักวันฉันคงเฉาตาย”
“พ่อแกคงยอมหรอก” อสมาพูดถึงคนที่น่าจะมีปัญหาเป็นคนแรก
“โอ๊ย คนอย่างนายพลพิชิตศักดิ์น่ะเหรอ ตามใจลูกสาวยังกับอะไรดี เผลอๆ จะรีบมารับไอ้มี่กลับบ้านเลยเหอะ” แพรวาไม่คิดอย่างที่อสมาบอก เพราะรู้ดีว่าลูกสาวคนเดียวของพลตรีพิชิตศักดิ์นั้นถูกตามใจมามากแค่ไหน ก็พวกเธอรู้จักกันมาตั้งแต่ประถม เห็นๆ กันอยู่ว่ามิลินทร์นั้นถูกพ่อสปอยล์มาตลอด
ทว่าเจ้าตัวกลับเงียบไป คล้ายจะรู้ดีว่าบางอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
“ก็ไม่แน่ว่ะ”
“ยังไงวะ”
“พวกแกก็รู้ว่าพ่อฉันหัวโบราณ แล้วก็รักหน้าตาตัวเองจะตาย สมัยฉันเปลี่ยนแฟนบ่อยๆ ก็โดนพ่อบ่นจนหูชา แล้วเรื่องแต่งงานพ่อเคยพูดว่ายังไงรู้ไหม”
มิลินทร์ขยับมานั่งตัวตรง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงเริ่มเลียนเสียงพ่อตัวเอง
“มี่แต่งแล้วแต่งเลยนะ อย่าคิดมาหย่า!”
ทั้งหมดที่ฟังเข้าใจได้ในทันทีว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น ด้วยว่าก่อนแต่งงาน มิลินทร์นับว่าเป็นสาวแซ่บที่เปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น ทำเอาผู้เป็นพ่ออย่างพลตรีพิชิตศักดิ์เป็นห่วงตลอดเวลา ไหนจะต้องคอยไล่พวกผู้ชายที่โดนเขี่ยทิ้งให้ลูกสาวอีก ที่มิลินทร์แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“แถมตอนนี้ย่าฉันก็หลงเต้หนักมาก ตอนแรกแทบไม่อยากเห็นหน้า แต่ตอนนี้เหรอ อวยกันสามบ้านแปดบ้าน” มิลินทร์ยังบ่นถึงเรื่องที่ทำให้การหย่าร้างเป็นไปได้ยากมากกว่าเดิม อย่างว่าชีวิตแต่งงานนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่ยังหมายรวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย
พอเห็นว่าอุปสรรคนั้นใหญ่กว่าที่คิด เหล่าเพื่อนสาวก็ได้แต่ถอนใจออกมา
“โอเค สรุปคือ พ่อไม่ให้หย่า ย่าก็เอ็นดูหลานเขยมาก แล้วไหนผัวจะดีเกินไปอีก เอาจริงนะมี่ จารย์เต้มันเคยนอกใจแกบ้างไหม” แพรวาตั้งคำถาม อย่างน้อยถ้าศตวรรษมีเรื่องแย่ๆ บ้าง ก็อาจทำให้เธอหาทางได้ง่ายขึ้น
ทว่ามิลินทร์กลับหัวเสียหนักกว่าเดิม
“ไม่เคย! เดี๋ยวนี้เหล้าก็ไม่ดื่ม เที่ยวก็เลิกแล้ว ไม่สูบบุหรี่ แถมไม่เจ้าชู้อีกต่างหาก”
“โห ผัวดีขนาดนี้แกจะหย่าทำไมวะ” อสมาแย้ง ก็ผู้ชายดีๆ สมัยนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ แต่เพื่อนรักกลับทำเหมือนโลกจะพังซะงั้น
“เพราะมันน่าเบื่อไง!!!”
มิลินทร์โวยวายออกมา เพราะความจริงมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดเลย
“ชีวิตคู่มันก็ต้องมีความตื่นเต้นบ้างสิ ไม่ใช่ว่ากลับบ้านมากินข้าวเสร็จก็ต่างคนต่างอยู่ อีกคนก็ขลุกอยู่แต่กับโมเดล เล่นเกมบ้าง แล้วก็ไปให้อาหารปลาคาร์ป” เธอเล่าอย่างเหลืออดกับชีวิตคู่ที่เป็นไปอย่างราบเรียบ จนเรียกว่าไม่มีอะไรให้รู้สึกตื่นเต้นสักนิด ซึ่งก็น่าแปลกที่คนขี้เบื่ออย่างเธอทนมาได้เกือบสามปี
“เออว่ะ แค่ฟังก็น่าเบื่อแล้ว” อสมาพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้นถ้าจารย์เต้กลับมาตื่นเต้นขึ้น แกยังอยากหย่าอยู่ไหม” แพรวาที่นั่งเก็บข้อมูลอยู่ เริ่มตกตะกอนความคิดได้ อย่างที่เห็นว่ามิลินทร์แค่เบื่อ เรื่องเลิกกันอย่างจริงจังอาจไม่ใช่ทางออก
“หมายความว่าไง ตื่นเต้นขึ้น” มิลินทร์ยังคงสงสัย
“ก็หมายความว่า ถ้าพวกเราลองคิดแผนที่จะทำให้ผัวแกเปลี่ยนไป จะว่าไง” เจ้าของความคิดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา ขณะเดียวกันมิลินทร์ก็จ้องหน้าเพื่อนรักด้วยสมองที่เต็มไปด้วยคำถาม ถ้าศตวรรษกลับมาตื่นเต้นงั้นหรือ เธอคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจะเป็นแนวไหน เพราะไอ้ความตื่นเต้นอย่างคู่ข้าวใหม่ปลามัน เธอก็แทบจะลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว
หรือว่านี่...จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนทั้งหมดกันนะ
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **