
ร่างสูงกำยำที่กำลังสาวเท้ายาวๆ นำอยู่หยุดกึกแล้วหันมามอง พร้อมยื่นมืออันแข็งแรงมาตรงหน้าเธอ
“จับมือผมสิ”
ต้องตะวันยืนนิ่ง ไม่แน่ใจว่าจะยังไงดี แล้วเขาก็คว้ามือเธอไปกุมเดินนำต่อ แต่ฝีเท้าช้าลงกว่าเมื่อครู่มาก คันดินกั้นระหว่างบ่อบัวช่วงนี้แคบจริงๆ ถ้าพลาดพลั้งลื่นไปคงได้ตกบ่อบัวอีกรอบแน่
“อุทยานมีพื้นที่ประมาณเกือบๆ ห้าร้อยไร่ ตรงนี้ขุดบ่อไว้ปลูกบัวให้เป็นแม่พันธุ์พ่อพันธุ์โดยเฉพาะ” นายคิวเล่า
ต้องตะวันมองบ่อบัวรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงรายเป็นระเบียบสุดสายตา ชายหนุ่มพาเธอเดินมาจนถึงบ่อหนึ่งที่เห็นบัวสีชมพูขึ้นเป็นแนวจึงปล่อยมือ
“บัวฝรั่ง เพอร์รี่ส์ไฟรโอปอล (Perry’s Fire Opal)” เขาว่า
ต้องตะวันพยักหน้า “ฉันชอบสีชมพูของมัน สดใสดูสว่างดี พันธุ์นี้เคยได้รางวัลที่หนึ่งของสมาคมบัวและไม้น้ำสากลด้วยนะ”
“ครับ” เขาตอบสั้นๆ แล้วถกกางเกงผ้าขายาวขึ้นเหนือเข่า “ผมจะลงไปบ่อนั้นก่อน บัวต้นพ่ออยู่ในนั้น”
ต้องตะวันหันไปมองบ่อข้างๆ กัน มีป้ายเลขห้าตัวเบ้อเริ่ม ทุกบ่อมีหมายเลขกำกับเพื่อไม่ให้สับสนในการดูแล นายคิวลุยน้ำครึ่งเข่าถึงบัวดอกหนึ่งสีน้ำเงินอมม่วงมีถุงผ้าแพรโปร่งคลุมไว้เรียบร้อย ข้างในเห็นกลีบดอกชัดเจน เธอรู้ว่านั่นคือบัวพันธุ์โคโลราต้า (Colorata) บัวพันธุ์ผสมฝีมือคนไทย
วันนี้เธอตามนายคิวมาดูการผสมพันธุ์บัว แสนพลคุยไว้นักหนาว่าคนงานคนนี้มีฝีมือด้านนี้ นายคิวดึงถุงแพรออกจากดอกบัวโคโลราตา เขาเรียกเธอให้เข้าไปดูใกล้ๆ
“น้ำต้อยตรงกลางแห้งไปแล้ว อย่างนี้เกสรตัวเมียก็จะผสมไม่ได้อีก” เขาชี้ให้ดูข้างในดอกตรงอับเรณูที่เห็นเป็นก้านเรียวเล็กมีตุ่มสีเหลืองๆ เห็นละอองเกสรตัวผู้เกาะทั่วไป
“ผมจะตัดก้านอับเรณู คุณเอาช้อนรองให้ผมหน่อย”
คิวเขยิบมายืนติดคันดิน ต้องตะวันนั่งยองลงยื่นมือที่ถือช้อนพลาสติกรองอย่างระมัดระวังขณะที่เขาบรรจงง้างกรรไกรตัดก้านอับเรณูให้ร่วงลงในช้อนที่เธอวางรองอยู่ใกล้ๆ เธอรู้ว่าเขาต้องเบามืออย่างที่สุดไม่ให้ละอองเกสรตัวผู้ร่วงออกจากอับเรณู เมื่อได้เรียบร้อยเขาก็รีบขึ้นมาแล้วลงไปอีกบ่อที่มีบัวสีชมพูชูกันสลอน
ต้องตะวันประคองมือที่ถือช้อนกาแฟอีกมือหนึ่งป้องบังลม เดินช้าอย่างที่สุดกลัวละอองเกสรจะปลิดปลิวไปหมด เธอมองชายหนุ่มถอดถุงผ้าแพรที่คลุมบัวสีชมพูสดดอกหนึ่งออก เขายื่นมือมาทางเธอ
“ขอช้อนให้ผมหน่อย”
ต้องตะวันย่อตัวลงนั่งให้ชิดริมตลิ่ง เขาลุยน้ำมาหาใกล้ๆ ยกมือขึ้นป้องลมด้วยความระแวดระวังไม่ให้ละอองเกสรปลิวไปได้ ทั้งสองคนแทบจะประสานมือกัน มือกร้านแต่ดูแข็งแรงของเขาโอบรอบมือเธอไปโดยปริยาย
“อุ๊ย ฉันมือสั่น ทำไงดี” อยู่ๆ เธอก็ประหม่าขึ้นมา
“ไม่เป็นไรคุณ อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวผมจัดการเอง”
นายคิวดึงบัวให้เข้ามาใกล้ แล้วเขาก็จับมือเธอที่ถือช้อนอยู่ยื่นเข้าไปชิดกับดอกบัวสีชมพูสวย มืออีกข้างป้องลม เขาพลิกมือเธอให้เทก้านอับเรณูของบัวโคโลราตาลงไปในแอ่งน้ำต้อยใจกลางบัวเพอร์รี่ส์ไฟรโอปอล
“เรียบร้อย” เขาปล่อยมือเธอ “คุณถอยไปยืนตรงนั้นดีกว่า ดินตรงนี้อ่อนเดี๋ยวลื่นลงมาอีก”
ต้องตะวันค้อน นายคิวไม่สนใจเธออีก เขาหยิบพู่กันเบอร์เล็กจากในกระเป๋ากางเกงแล้วตั้งใจกวนแอ่งน้ำต้อยเบาๆ เหมือนผสมสีอย่างไรอย่างนั้น วิธีการคลุกเคล้าละอองเกสรตัวผู้บนอับเรณูให้กระจายผสมกับเกสรตัวเมียทั่วๆ
“คลุมผ้าแพรบนดอกแม่อีกครั้ง แมลงจะได้ไม่มาถ่ายละอองเกสรซ้ำ” เขาพูดไปก็ผูกผ้าไป
เมื่อนายคิวขึ้นมาบนคันดินแล้วเขาก็หยิบกระดาษแข็งที่เจาะรูร้อยเชือกไว้เรียบร้อยยื่นให้เธอพร้อมปากกา
“เขียนชื่อพ่อกับแม่พันธุ์ให้ผมหน่อยสิ ผมไม่ถนัด”
เธอรับกระดาษมาเขียนให้อย่างไม่มีปัญหา ชื่อแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ วันและเวลาในการผสมพันธุ์ หลักการพื้นฐานในการเขียนป้ายบันทึกเก็บข้อมูลการผสม
คิวมองอักษรที่เธอเขียน ทำเป็นพูดลอยๆ “อืม ลายมือกับหน้าตานี่ไม่ค่อยไปด้วยกันนะ”
“นายว่าอะไรนะ” ต้องตะวันจ้องเขม็ง
คนที่ดูมอมแมมอมยิ้ม “ก็หน้าสวย แต่ลายมือยังกับไก่เขี่ย”
“นายคิว!” เธอเงื้อมือขึ้น เขารีบเขยิบตัวไปนั่งยองบนคันดิน เอื้อมมือเอาป้ายไปผูกไว้กับก้านดอกแล้วคล้องเชือกกับไม้ไผ่ที่ปักเสียบไว้ใกล้ๆ เป็นที่รู้กันว่าดอกจะบานอีกประมาณสามวันแล้วหุบ สองสามวันต่อมาจะค่อยๆ จมลงใต้น้ำ การผูกไว้กับเสาทำให้ตามดอกขึ้นมาดูได้ง่าย
“อีกสองอาทิตย์นะกว่าจะรู้หมู่รู้จ่า” เธอเปรย
“ถ้าดอกเน่าก็จบ” คิวพูดอย่างไม่ได้รู้สึกอะไร คนที่ผ่านการผสมพันธุ์บัวมานักต่อนักอย่างเขาคงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ต้องตะวันไม่เคยผสมพันธุ์บัวจริงๆ มาก่อน รู้แต่ทฤษฎี ลึกๆ เธอตื่นเต้นไม่น้อย
“ถ้ากลีบเลี้ยงกลีบดอกยังอยู่ก็โอเคใช่ไหม” เธอถามให้แน่ใจ
“ยังไม่แน่ ต้องลองบีบฐานรองดอก ถ้าแข็งก็น่าจะมีแนวโน้มติดฝัก ต้องรอต่ออีกสองอาทิตย์ ถ้ารังไข่ในฐานรองดอกขยายตัวโตเป็นฝักก็ชัวร์มีเมล็ดข้างในแน่นอน”
“ก็สักเดือนสินะกว่าจะเห็นผล” เธอนับนิ้ว
“ครับ จนติดฝักก็ประมาณนั้น”
“แล้วจะทันงานวันแม่เหรอ” ต้องตะวันขมวดคิ้ว
นายคิวอมยิ้มนิดๆ “ผมผสมไว้เยอะ นู่นพวกติดฝักอยู่บ่อนั้นเยอะแยะ ยังมีที่เป็นกล้าแล้วในแปลง ไม่เห็นต้องห่วงเลย”
เธอค่อยสบายใจ ทั้งสองเดินมาจวนถึงถนนดินเพื่อกลับไปแปลงบัวใหญ่ เขากลับแตะแขนเธอเบาๆ
“ไปดูอะไรกับผมหน่อย” เขาพาเลี้ยวไปตามแนวตลิ่งสู่บ่อบัวที่ไม่มีหมายเลข แต่มีรูปวาดดอกบัวสีน้ำเงินบนแผ่นปูนตั้งประดับมุมหนึ่ง ภายในบ่อมีบัวหลายพันธุ์หลากสีขึ้นละลานตา
คิวนั่งลงขอบบ่อชี้มือไปยังรูปวาดนั้น
“เคยได้ยิน สยามบลูฮาร์ดดี้ ไหม” เขาถาม
“เคยสิ บัวฝรั่งดอกสีน้ำเงินต้นแรกของโลก ผสมโดยฝีมือคนไทย อาจารย์ไพรัตน์ ทรงพานิช” เธอว่าเป็นฉากๆ ก็เรียนทฤษฎีจบมาหมาดๆ
“นั่นละ เขาผสมอะไรกับอะไรรู้ไหม”
ต้องตะวันกลอกตา ยิ้มแหยๆ นายคิวชี้มือไปยังบัวสีชมพูสดขอบบ่อ
“ระหว่างสุปราณีพิงค์ บัวฝรั่งออกดอกสีชมพู กับ...” เขาวาดมือไปยังบัวสีน้ำเงินอมม่วงอีกมุมหนึ่งของบ่อ “บัวผันชนิดหนึ่ง ได้ลูกผสมที่ยืนยันจากการตรวจสอบทางสัณฐานวิทยา และสกัดดีเอ็นเอ ว่าเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ของบัวสกุลย่อยจริง”
“ใช่ๆ ท่านได้รางวัลฮอลล์ออฟเฟรมจากสมาคมบัวและไม้น้ำสากลด้วยจำได้”
ต้องตะวันต่อความแล้วหันไปมองหน้าเขาค้างอย่างนั้น “เดี๋ยวนะ...นายพูดมาแต่ละอย่าง ต้องคนที่เรียนทางนี้มาเลยนะ นายไปจบอะไรจากไหนมา นายเป็นคนงานแน่เหรอ”
“เฮ้ย!” เขาสะดุ้ง “เป็นคนงานประจำอุทยานนิลปัทม์นี่ละ แต่ชอบอ่านหนังสือ อ่านอะไรไปเรื่อย หาความรู้ใส่ตัวน่ะคุณ ผิดด้วยเหรอครับ” เขายื่นหน้ามาใกล้ๆ อย่างล้อเลียน จมูกโด่งกับริมฝีปากบางๆ ที่ทำท่ายียวนดูน่าหมั่นไส้
เธอแค่ทำตาโตๆ ใส่แล้วถอยห่างจากเขา รู้สึกดังไฟช็อตเมื่อใบหน้าคมๆ อยู่ไม่ห่าง แล้วนายคิวก็คว้าแขนเธอ
“ระวัง! อย่าถอยไปมากกว่านั้น เดี๋ยวตกบ่อกันพอดี”
ต้องตะวันตกใจเพราะกำลังยืนหมิ่นเหม่บนตลิ่งที่ดินอ่อนยวบ เขาดึงเธอเข้าหาตัวทำให้เซพิงไหล่หนาๆ คิวไม่เบี่ยงตัวหลบหากก้มลงมาพูดเสียใกล้จนลมหายใจระแก้มเลยทีเดียว
“เรามาลองผสมบัวให้ได้สีน้ำเงินอีกครั้งไหม น่าเสียดาย สยามบลูฮาร์ดดี้มีแค่ต้นเดียวในโลก ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติไม่ได้ สุดท้ายก็สูญพันธุ์ไป บางทีเราอาจจะได้บัวสีน้ำเงินแท้อีกครั้งก็ได้นะ”
ต้องตะวันหลุบตาลง สายตาอยู่แต่คันดินและบ่อบัว ร่างสูง ไหล่หนาและอกกำยำที่เธอพักพิงอยู่ทำให้รู้สึกแปลกแปร่ง หัวใจเต้นถี่รัวอย่างไรไม่รู้ เธอขยับตัว แต่มือของเขาโอบไม่คลาย
“ว่าไง”
“นายก็ทำสิ ฉัน..ฉันไม่ค่อยเป็นเท่าไร”
“ผมเป็นคนลงมืออยู่แล้ว” เขาตอบแล้วคลายมือออก ก่อนจะพูดต่อ “แต่อยากให้คุณมาช่วยกันดู เผื่อเหลือเผื่อขาดอะไรจะได้เบิกได้คล่องตัว ไม่ต้องแจ้งไปถึงคุณแสนพล”
หญิงสาวลอบถอนหายใจ โธ่นึกว่าเรื่องอะไร “ปกติป้าทองกับลุงทวนก็จดรายการของที่ขาดมาให้ฉันอยู่แล้ว นายขาดอะไรก็จดมา ฉันจะรวบรวมแจ้งพี่พลให้คนไปซื้อในเมือง”
“รู้ไหมคนซื้อน่ะใคร” เขาเหล่มอง
“ใครล่ะ นายเหรอ” เธอมองอย่างไม่แน่ใจ
เขาตอบด้วยการยักคิ้ว
“งั้นก็ดีแล้วนี่” เธอว่า
“ดีอะไร เสียเวลา บอกกันหลายทอด”
นายคิวบ่นไปก็ดึงกางเกงที่ชุ่มโชกไม่ให้ลากพื้น เธอมองน้ำหยดติ๋งๆ จากชายผ้าทำให้เขาเดินลำบาก
“นายไปเปลี่ยนกางเกงไหม” เธอแนะ
เขาก้มดูขาตัวเองแต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเสื้อผ้า “ตอนนี้ของหมดหลายอย่างเลย ผมทำรายการรวมของที่ป้ากับลุงสั่งไว้ด้วยแล้ว”
ทั้งสองเดินกลับมาถึงแปลงเพาะกล้าบัวพอดี คิวก้าวเข้าไปในเต็นท์หยิบกระดาษเอสี่สองสามแผ่นยื่นให้เธอ
“ได้ เดี๋ยวฉันแจ้งเบิกกับพี่พลพรุ่งนี้เช้า” ต้องตะวันกำลังจะคว้ากระดาษจากมือเขา ทว่านายคิวชักมือกลับไม่ยอมส่งให้
“บอกแล้วว่าถ้ารอแจ้งจะช้า”
เธอเชิดหน้าขึ้น ลดมือลงอย่างหงุดหงิดกับท่าทางวางมาดของเขา
“อ้าว ทีงี้ไม่กลัว เพาะกล้าไม่ทันไม่รู้ด้วยนะเดี๋ยวไม่มีแจกวันงาน” เขาขู่
“ไม่ทันอะไรก็นายบอกเองว่ามีเยอะแยะ”
“อ้าวคุณ” เขาเลิกคิ้ว “ของอย่างนี้ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด เกิดอยู่ๆ หอยลงแมลงลงกล้าตายยกแปลงทำไงล่ะครับ”
คำขู่ของเขาทำให้เธอขมวดคิ้วอีกครั้ง แล้วใบหน้าที่มีหนวดกับเคราสั้นๆ ใต้คางก็โน้มมาใกล้
“เราจะไปซื้อของด้วยกันพรุ่งนี้เย็น”
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **