
บึงน้ำปรากฏตรงหน้า กว้างใหญ่จนไม่เห็นอีกฟากฝั่งเลย กว้างกว่าบึงที่รังสรรค์ขึ้นเองจากการขุดอย่างหลายๆ สระบัวในอุทยาน เธอคิดว่าบึงนี้น่าจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ นายคิวพามาตรงจุดที่มีสะพานไม้ทอดยาวลงไป ตลิ่งด้านนี้มีบัวหลวงขึ้นอยู่ก็จริงแต่ไม่มาก แค่บริเวณใกล้ตลิ่งเท่านั้น หากสุดสายตาคือผิวน้ำกว้างทั้งหมดจนน่าจะเรียกว่าทะเลสาบ
“ว้าว” ต้องตะวันอุทาน “ไม่เคยคิดว่าในอุทยานจะมีบึงใหญ่ขนาดนี้ พี่พลไม่เคยพูดถึง หรือว่า...” เธอขมวดคิ้ว มองคนข้างตัวที่ยืนพิงแนวกั้นสบายๆ “...ตรงนี้นอกเขตไปแล้ว”
เขาส่ายหน้า “อยู่ในอุทยานนี่ละอย่าทำหน้าตกใจอย่างนั้นสิ” เขายืดตัวขึ้นยืนตรง เอี้ยวอกหนาๆ มาหา “คุณกลัวผมมากเลยเหรอ”
ต้องตะวันเลิ่กลั่กเมื่อเขาสืบเท้ามาใกล้ “ค...ใครว่า กลัวอะไร ฉันจะกลัวนายทำไม”
“อ้าว” เขายิ้มแปลก เหมือนเห็นเด็กที่ปิดความรู้สึกไม่มิด ดวงตาคมมีประกายยามจ้องเธออย่างตั้งใจ “ก็ท่าทาง น้ำเสียง แววตาคุณ...มันฟ้อง”
เธอทำเสียงในลำคอ ไหนๆ ก็รู้แล้ว “ใช่” เธอตอบไปชัดๆ ซะเลย
เขาชะงักไปนิด เพียงแวบเดียวสีหน้าก็ยียวนเหมือนเดิม “ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก ผมยังไม่อยากตกงาน”
“นั่นเหตุผลเหรอ” เธอถามเสียงแข็ง
“โธ่คุณ เลิกกังวลสักที มายืนตรงนี้สิ”
เขาไม่สนใจอะไรอีก เดินไปอย่างกระตือรือร้น ท่าทีกันเองนั้นทำให้ต้องตะวันเดินตามไปอย่างลืมหัวข้อที่เพิ่งโต้เถียงกันอยู่
“ได้กลิ่นอะไรหอมๆ ไหม” เขาถามขณะพาเธอมายืนอยู่ด้านหนึ่งของสะพานไม้ จุดที่มีกอบัวหลวงขึ้นชิดติดกัน บัวตรงนี้สีขาวนวล แม้ไม่มีไฟส่องสว่าง แต่จันทร์เต็มดวงให้แสงสะท้อนกลีบดอกชัดเจน
“หอมจริงๆ ด้วย กลิ่นบัวเหรอ” เธอทำจมูกฟุดฟิด
“ครับ” เขาว่า ชี้มือไปยังดอกบัวตูมสวย “เคยได้ยินไหม เห็นบัวขาวพราวอยู่ในบึงใหญ่
เธอหลุดหัวเราะจนเขาหันมามอง “เอ่อ ขอโทษ”
“เชยใช่ไหม มุกนี้” เขาเลิกคิ้วนิดๆ ต้องตะวันทำตาโตกลบเกลื่อน ทำสีหน้าให้รู้ว่าไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย
เขาเอามือล้วงกระเป๋าแล้วทอดสายตามองไปบนเวิ้งน้ำกว้าง “พ่อผมชอบเพลงนี้ พ่อผมชอบดอกบัว”
“อ๋อ นายก็เลยชอบบัว มาทำงานที่นี่” เธอทึกทัก
เขาเพียงแค่เหลือบมาแล้วดวงตาคมคายก็มอบให้กับบัวขาวกลางบึงเช่นเดิม “ตรงนี้จะได้กลิ่นมากที่สุด ผมได้ยินว่ามีคนเอาไปสกัดเป็นน้ำหอมด้วย”
“ใช่ เขาใช้กลีบกับเกสรบัวหลวง กลิ่นเย็นสดชื่นคล้ายๆ มิ้นต์” เธอว่า เพราะเคยซื้อมาใช้จากที่เห็นโฆษณาขายในอินเทอร์เน็ต
“คุณชอบบัวเหมือนกัน?” เขาทำเสียงสูงเชิงถาม
“ชอบ ไม่ใช่แค่บัวนะ”
ต้องตะวันมองไปไกลๆ แทนที่จะสบตาคนตรงหน้า
“ฉันชอบดอกไม้ ต้นไม้ สวน ชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติน่ะ” เธอเบนสายตากลับมา ดวงตาคมคายยังอยู่บนหน้าเธอ
“ต้นไม้ใบหญ้าคือธรรมชาติที่มีชีวิต จับต้องได้ เราปลูกก็ได้เห็นการเจริญเติบโต เห็นการเปลี่ยนแปลง เหมือนเลี้ยงเด็ก เลี้ยงลูกสักคน”
ริมฝีปากบางเฉียบที่มักไม่แสดงอารมณ์เหยียดยิ้มกว้าง พาดวงตาคมอ่อนโยน “คุณเปรียบเทียบได้ดี” เขาหันไปมองบัวหลวง “เจ้าพวกนี้ก็คือลูกๆ ของเรา”
ต้องตะวันตาโตมองเขา คำพูดแปร่งๆ พิกล
“บัวทั้งหมดในอุทยาน ก็คือลูกของทุกคนที่ช่วยกันดูแล” เขาอธิบาย คงเห็นสีหน้าของเธอ เขาเดินต่อไปจนอยู่กันกลางสะพาน ลมเย็นบริสุทธิ์ที่พาเอาความชื้นของไอน้ำปะทะใบหน้า กลิ่นบัวหอมอ่อนๆ ช่างผ่อนคลาย
“เดิมผมก็ไม่ค่อยเข้าใจพ่อกับแม่ที่ขลุกอยู่กับอ่างบัวทั้งวันทั้งคืน รดน้ำ ริดใบ ใส่ปุ๋ย ผมก็เห็นมันออกดอกไปเรื่อยๆ แต่พอมาทำเองถึงรู้ว่ามันมีรายละเอียดเยอะ”
“แล้วพ่อกับแม่นายไปไหนแล้วล่ะ” เธอถาม
เขาเหม่อไปนานก่อนจะตอบ “ไม่รู้ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาก็ทิ้งผมไป”
ต้องตะวันอ้าปากค้าง รู้สึกผิด ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรเขาก็พูดต่อ
“ผมไม่สนแล้วล่ะ มาอยู่ที่นี่ดูแลบัวก็มีความสุขดี มีข้าวมีที่พักสบายจะตาย” เสียงเขากลับมาเหมือนเดิม ไม่หม่นและแผ่วอย่างเมื่อครู่
“ฉันขอโทษ”
เขาไหวไหล่ ส่ายหน้านิดๆ “ไม่มีอะไร” แล้วหมุนตัวกลับ แตะไหล่เธอเบาๆ
“กลับเถอะ น้ำค้างมากเดี๋ยวเป็นหวัด”
เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินเร็วๆ นำไป ต้องตะวันไม่ได้พูดอะไรอีก หันไปมองบึงกว้างอันสวยงามเพื่อจะบอกลา สายตาพลันเห็นเรือลำน้อยอยู่สุดทางของปลายสะพาน น่าจะมีบันไดเล็กๆ ลงไปกลางน้ำได้ ลำเรือลอยไปมามีเชือกผูกไว้กับคอสะพาน น่าแปลก แสดงว่าต้องมีคนมาพายเรือเล่นในบึงนี้ หรือสุดฝั่งโน้นที่ไกลลับตาจะมีอะไรให้ต้องใช้เรือพายไป อาจจะเป็นทุ่งดอกบัวก็ได้กระมัง
----------
กาแฟร้อนให้ควันสีขาวเอื่อยๆ ลอยขึ้นมาจากแก้วพลาสติกสีฟ้า เข้ากันกับจานรองสี่เหลี่ยมที่มีช่องวางแก้วพอดิบพอดี พื้นที่ว่างข้างๆ มีขนมปังไส้สังขยาก้อนเล็กในห่อพลาสติก ขนมว่างยามประชุมที่เห็นจนชินตาตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้เกือบเดือน
“โพรโมชันสำหรับเดือนหน้า เนื่องจากมีวันแม่ เราจะให้ทุกคนที่พาแม่มาเที่ยวชมอุทยานนิลปัทม์ได้รับส่วนลดพิเศษ...” แสนพลแจ้งเปอร์เซ็นต์การลดทั้งของมารดาและบุตร โดยย้ำว่าต้องมีการเช็กบัตรประชาชนและลงทะเบียนให้แน่นอน ป้องกันการใช้สิทธิ์ซ้ำและไม่ใช่แม่ลูกกันจริงๆ
“ดีนมีโพรเจกต์นำเสนอด้วยหรือเปล่าเดือนนี้” แสนพลหันไปทาง ปภาณที่นั่งฟังนิ่ง หลังไหล่ยืดตรงแทบจะตลอดเวลา ต้องตะวันอดแซวในใจไม่ได้ ว่าเขาเหมือนนักเรียนเตรียมทหารที่ยืนอกผายไหล่ผึ่งรอรถประจำทาง
“ครับ ผมมีกิจกรรมแม่ลูกมานำเสนอครับ” นั่นไง ขนาดตอบคำถามในที่ประชุมยังไหล่ตรงแด่วขนาดนั้น
ปภาณเสนอกิจกรรมให้คู่แม่ลูกได้ร่วมกันปลูกบัวลงกระถาง ถ่ายรูปกับฉากที่จัดไว้ให้ หล่อปูนปลาสเตอร์รูปดอกบัวชนิดต่างๆ และไฮไลต์คือการประกวดร้องเพลงทั้งรุ่นแม่และรุ่นลูก
“ผมยังคิดว่าของที่ระลึกสำหรับคู่แม่ลูกที่ชนะการประกวด น่าจะเป็นกล้าบัว ดีไหมครับน้องต้อง”
“ได้ค่ะ แต่ให้ต้องไปเช็กก่อนนะคะว่าที่แปลงตอนนี้มีบัวอะไรอยู่เท่าไร” เธอตอบ ในใจคิดถึงว่าจะมีของพอหรือเปล่า
“มีหลายพันธุ์เลยละต้อง คนงานเราขยัน เพาะพันธุ์ไว้เรื่อยๆ ไม่มีขาด” แสนพลหันมาบอกราวเห็นสีหน้ากังวลของเธอ “นายคิวน่ะ ต้องรู้จักแล้วนี่ มือผสมพันธุ์บัวของอุทยานเรา ลองคุยกับเขาให้เตรียมไว้ได้ครับ”
เธอรับปาก จดบันทึกหน้าที่และงานของตัวเอง แสนพลยังเพิ่มเติมโพรโมชันเรื่องอาหารและของที่ระลึกของอุทยาน ให้ร้านค้าได้ออกความเห็นร่วมกัน
“วันดี จัดบัญชีแยกของที่ระลึกที่รวมอยู่ในโพรโมชันวันแม่ กับของที่ลดราคาด้วย หมดงานจะได้คำนวณยอดง่ายๆ”
ต้องตะวันเพิ่งได้เห็นวันดีอีกครั้งในห้องประชุมวันนี้ ยังนึกแปลกใจอยู่ว่าสาวนุ่งสั้นเปรี้ยวปรี๊ดที่เจอที่โรงครัววันก่อนคือใคร ที่แท้ก็เป็นพนักงานประจำร้านของที่ระลึกนั่นเอง ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ ต้องตะวันยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปเดินในร้านขายของที่ระลึกของอุทยานเลย วันๆ อยู่แต่กับบ่อกับแปลงบัว
เธอมองวันดีเพลินตา เพราะความช่างแต่งตัว เสื้อยืดเจ้าหล่อนรัดจนเห็นหน้าอกเต่งตูม มีแจ็กเก็ตยีนเอวลอยปิดครึ่งๆ กลางๆ ลายผ้าปักมีเลื่อมสีชมพูแวววาว ปอยผมหนึ่งไฮไลต์สีชมพูอ่อนเป็นเส้นยาวลงมาข้างแก้มอูมทำให้ดวงหน้ากลม ขนตาน่าจะใส่ขนตาปลอมเพราะดำและงอนเช้ง
“วันจัดไว้แล้วค่ะ กำลังลงบัญชี พรุ่งนี้ส่งให้คุณพลได้เลยค่ะ” สำเนียงเสียงพูดฉอเลาะ จริตจะก้านพอตัว แวบหนึ่งที่ดวงตาปัดมาสคาร่าจนขอบตาเด่นชัดแลเลยมาทางเธอ ต้องตะวันกลับรู้สึกว่าสายตานั้นไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร
แสนพลเรียกถามเธอเรื่องกล้าบัวอีกครั้งทำให้ต้องเลิกสนใจวันดีไปโดยปริยาย จนประชุมเสร็จสิ้นทุกคนก็แยกย้ายไปอย่างรวดเร็ว
“ต้องครับ” ปภาณเรียกไว้ขณะที่หญิงสาวเดินออกจากห้องประชุม “เมื่อวาน...”
“คะพี่ดีน”
“พอดี...เมื่อวานพี่กลับจากกรุงเทพฯ มาตอนค่ำๆ หน่อย...บังเอิญเห็นคนงานคนนั้น เขาเดินไปส่งต้องเหรอ” เสียงปภาณอ้ำอึ้งกว่าจะเอ่ยจบประโยค
“ค่ะ” เธอตอบอย่างรวดเร็ว แล้วก้าวยาวๆ ต่อเหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ
“ต้องครับต้อง” ร่างสูง อกผายไหล่ผึ่งก้าวยาวๆ มาเคียงข้าง “พี่ว่า ต้องระวังๆ ตัวหน่อยนะครับ นายนั่นดูชอบมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ต้อง”
“พี่ดีนคะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เมื่อวานบังเอิญต้องเดินมาจากโรงครัว นายคิวช่วยหิ้วถุงอาหารมาส่งแค่นั้นเอง”
คิ้วเข้มขมวด สีหน้าไม่แล้วใจ เขากำลังจะพูดอะไรสักอย่างต้องตะวันขัดเสียก่อน
“ต้องดูแลตัวเองได้ค่ะ ขอตัวไปเตรียมกล้าบัวก่อนนะคะ”
เธอไม่รอฟังคำใดจากเขาอีก แม้รู้ว่าปภาณจะห่วงหรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องตะวันไม่ชอบให้ใครมาคุมประพฤติ สังเกตสังกากันทุกฝีก้าวอย่างนี้ ปภาณคงน่าจะรู้ตัวบ้างไม่มากก็น้อยละ
----------
ประชุมเลิกสี่โมงเย็นพอดิบพอดี ผู้คนที่เข้ามาเที่ยวชมอุทยานเริ่มบางตา อีกเพียงชั่วโมงเดียวก็ได้เวลาปิดแล้ว ต้องตะวันตรงไปยังแปลงเพาะพันธุ์บัว
“ป้าทอง นายคิวไปไหนคะ”
“น่าจะลงบึงนะคุณต้อง แดดร่มลมตกพอดี”
อุทยานนิลปัทม์มีหลายบึงด้วยกัน บึงแม่พันธุ์พ่อพันธุ์อยู่ไม่ไกลไปจากแปลงเพาะนัก เดินอ้อมไปเล็กน้อยก็ถึง บ่อนี้ไม่ใหญ่มาก ไว้เลี้ยงบัวหลายสายพันธุ์ อย่างบัวหลวง บัวผัน บัวจงกลนี
“นายอยู่ตรงนี้จริงๆ ด้วย” เธอทักเมื่อเห็นคนงานหนุ่มในชุดเสื้อยืดเทากางเกงขาสั้น ลงไปลุยน้ำอยู่ในบ่อที่ลึกถึงเข่า ก้มๆ เงยๆ อยู่กับบัวดอกหนึ่ง
เขายังคงท่าทางอย่างนั้น ไม่ได้ยิน หรือทำเป็นไม่ได้ยิน ต้องตะวันก้าวเข้าไปให้ใกล้ตลิ่งยิ่งขึ้นจึงเห็นว่าเขากำลังเอาผ้าแพรหุ้มบัวดอกหนึ่งอยู่ ข้างๆ กันคือกลุ่มบัวนิลบัวขาบที่ให้ดอกสีม่วง น้ำเงินม่วง และครามชูช่อเหนือน้ำสลอน เธอรู้ว่าเขากำลังเลือกแม่พันธุ์ การคลุมแพรเช่นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงมาเอาเกสรไปผสมพันธุ์ตามธรรมชาติก่อน
ขณะเธอก้าวไปอีกนิดเพื่อมองให้ชัดขึ้น ดินริมตลิ่งกลับอ่อนตัวทำให้เท้าลื่นไหลพรืดลงไป
“ว้าย!”
“คุณ!”
ต้องตะวันตกใจสุดขีดคิดว่าจมบ่อบัวทั้งตัวแล้ว นายคิวไวมากไม่รู้ปราดมาทางไหนแต่คว้าตัวเธอกอดไว้ ทำให้อย่างน้อยๆ ก็แค่ครึ่งล่างของเธอที่จมอยู่ในน้ำ แต่ก็ทำใจหายใจคว่ำอยู่เหมือนกัน
เวลานี้เมื่อไม่จมทั้งตัวก็ค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง ความรู้สึกต่อมาคืออาย อายหนักมากจริงๆ ยิ่งตอนนี้นายคิวกำลังกอดเอวเธอไว้แน่น หากสีหน้าขรึมค่อนไปทางเครียดทำให้เธอค่อยคลายประหม่า จู่ๆ เขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มเดินลุยน้ำโน้มตัววางเธอบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่มริมตลิ่ง
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เขาถาม ขณะพยุงตัวขึ้นจากบ่อ นั่งลงข้างๆ มองเธออย่างสำรวจ เธอส่ายหน้ายิก
เขาเลิกคิ้ว “แน่ใจ ยืนก่อน” เขายื่นมือออกมารอ ต้องตะวันลังเล แต่เพราะเปียกไปครึ่งตัว เกือบทั้งตัวมากกว่า ก็ตอนตกน้ำกระเพื่อมเปียกเสื้อจนถึงหน้าอก ดีว่าเสื้อยืดคอโปโลสีม่วงเข้มเลยไม่โป๊ เธอยอมจับมือเขายึดไว้ขณะยืน
“ไม่เจ็บ” เธอกล้อมแกล้ม ขัดๆ บ้างนิดหน่อยตามแข้งขา
“ลองก้าวดูหน่อย” เขาบอก ยังคงจับมือเธอไว้
นายคนนี้รอบคอบดีแฮะ ท่าทางก็สุภาพ ต้องตะวันอดคิดไม่ได้ เป็นคนงานที่มารยาทดีจัง
“เดินได้ไม่เป็นไรจริงๆ ขอบคุณ” เธอดึงมือออก เขาปล่อยง่ายดาย แต่สายตายังเหมือนไม่ค่อยมั่นใจ
“ฉันไม่เจ็บอะไรจริงๆ ตกใจแล้วก็...” เธอเม้มปากกลอกตา “อายมาก”
เขายิ้ม ยิ้มแบบไม่เปิดปาก ไม่เห็นฟัน แต่แปลกที่เธอเห็นดวงตาขรึมๆ คู่นั้นยิ้มไปด้วย “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ รอตรงนี้เดี๋ยวผมมา”
ไม่นานนายคิวก็ขับรถกอล์ฟสีขาวเข้ามารับ พร้อมยื่นผ้าฝ้ายทอมือผืนใหญ่ให้
“คลุมซะ” เขาบอก
“ขอบคุณ” ผ้าเนื้อดีทีเดียว แบบเดียวกับที่เธอเห็นขายในร้านผลิตภัณฑ์พื้นเมืองมีชื่อ
ขณะขับผ่านถนนภายในที่ไม่มีลูกค้าแล้ว เพราะเลยเวลาปิดอุทยานมาพักใหญ่ เขาก็หันมองเธอเป็นระยะ
“หนาวหรือเปล่า” เขาถาม
“นิดหน่อย”
เขาทำหน้ายุ่งๆ หรี่ตาลงแล้วหันมองทาง “ถึงห้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้ไดร์เป่าตัวให้อุ่นหน่อย เป่าเสื้อที่จะใส่ให้อุ่นด้วย ผมทำอย่างนั้นเวลาลงบ่อนานๆ”
ต้องตะวันอมยิ้ม “เคล็ดลับนายนี่แปลกดี ได้ เดี๋ยวฉันลองทำ”
รถจอดลงหน้าที่พัก เขาเดินมาส่งถึงหน้าห้อง
“เลยอดดูนายเพาะพันธุ์บัวเลย เราต้องใช้กล้าบัวในงานวันแม่ด้วยนะ” เธอพูด
“พรุ่งนี้หรือวันอื่นก็ได้ ผมว่างให้คุณตลอด”
คำพูดนายนี่แปลกดีแฮะ ต้องตะวันพับผ้าจะส่งคืน
“ไม่ต้อง คุณเก็บไว้ ผมให้”
เธอชะงักมือเล็กน้อย สัมผัสผ้าเปียกชื้น “งั้น เดี๋ยวฉันซักให้ก่อนแล้วค่อยคืนอีกที ขอบคุณนะ” ต้องตะวันรีบเดินเข้าบ้าน ไม่ได้หนาวเหน็บอะไร แต่สายตาของนายคิวมันทำให้รู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง
เธอคาดหวังได้ยินเสียงรถกอล์ฟเคลื่อนตัวออกไป แต่ไม่เลย มีแต่ความเงียบ เธอไขกุญแจแง้มประตูอดเหลียวมองไม่ได้ เขายังคงนั่งนิ่งหลังพวงมาลัย มองตรงมาอยู่อย่างนั้น ต้องตะวันยิ้มให้เขานิดๆ อย่างไม่ให้เสียมารยาทก่อนก้าวเข้าไปแล้วรีบงับประตูปิด เสียงรถกอล์ฟสตาร์ตแล้วจากไปตามคาด หากเธอยังคงยืนพิงหลังกับประตู
ความรู้สึกอุ่นๆ วาบๆ กลางอก ร้อนใบหน้า นี่เธอไม่ใช่เด็กสาวแรกรุ่นสักหน่อย กับแค่มีคนช่วยเหลือแล้วมาส่งถึงที่พัก ก็แค่เอื้อเฟื้ออย่างมีคุณธรรมแก่ผองเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน...จะคิดอะไรมากไปทำไมกันเชียว
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **