
ใกล้สว่างเต็มทีแล้ว เพียงแต่แสงแรกของวันยังชำแรกไม่ถึงพื้นล่างของขุนเขาเพราะป่าที่หนาทึบ แต่คนชำนาญป่าอาศัยความคล่องแคล่วไต่แตะไปตามก้อนหินไล่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปยืนอยู่บนหลังคาของเอวขัน บริเวณดินเพียงที่เป็นเสมือนเกาะน้อยๆ ลอยอยู่กลางป่า พื้นที่ราวบ้านหลังหนึ่ง ใต้เท้าคือพื้นดินร่วนปนทรายนุ่มเท้า มีกอหญ้าขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ
รุกข์หมุนกายเพื่อปรับองศาการมองเห็นไปไกลแสนไกล เบื้องบนคือยอดขุนเขาใหญ่ พื้นที่สูงสุดของผาพยับเมฆที่เรียกว่า ‘ทับรอยเสือ’ เบื้องหลังคืออำเภอดงขมิ้นที่ยังคงหลับใหล เห็นเพียงแสงไฟตามถนนวิบวับห่างไกล ขวามือเขา ใกล้ตาแต่ไกลตีนมากโขคือที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาพยับเมฆ แสงไฟที่เขาเห็นอยู่ลิบๆ คงเป็นเสาสัญญาณด้านหน้าที่ทำการฯ
ป่าดงพงไพรช่างกว้างใหญ่ไพศาลจนบางครั้งบีบให้มนุษย์อย่างเขารู้สึกต่ำต้อยยิ่งนัก แต่หนึ่งในความเป็นมนุษย์ที่ติดอยู่ในสันดานหนีไม่พ้นความอยากเอาชนะ ในความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ รุกข์ยังอยากค้นหาและเอาชนะ
นี่ล่ะเหตุผลที่เขาหันหลังให้ความศิวิไลซ์และบ่ายหน้าเข้าป่ามาทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ที่บางครั้งยังไม่แน่ใจว่าเขากำลังปกปักษ์รักษาอะไรอยู่ หรือแค่ทำหน้าที่รับราชการรับเงินเดือนไปวันๆ
นับวันป่าจะยิ่งลึกลับมากขึ้นทุกที
สายตาคมกวาดไปในความทึมทะมึนของขุนเขาที่เริ่มตื่นจากค่ำคืนแสนคึกคัก ว่ากันว่าป่าหลับกลางวันและตื่นในยามราตรีอันลี้ลับ ไม่ง่ายเลยที่จะหาใครสักคนในขุนเขาอันซับซ้อนนี่ กี่ร้อยถ้ำ กี่ซอกหลืบหินและหุบเหวที่พระรูปนั้นอาจจะซุกตัวซ่อนอยู่ได้
หากพระเก่งมีฝีมือสมชื่อ ต่อให้หาแรมเดือนก็อาจหาไม่พบ ยกเว้น เสียแต่ว่าพระไม่ได้จงใจจะหลบซ่อนจริง หรือไม่ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับในป่าแห่งนี้ บางครั้งผาพยับเมฆก็มีวิธีขับไล่อาคันตุกะที่ไม่พึงปรารถนาได้อย่างน่าสะพรึง กลัว
รุกข์กัดกรามแน่น ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการตามหาพรานเสนี พ่อผู้หายตัวไปอย่างลึกลับทำให้เขาต้องคิดอย่างถี่ถ้วน
หากเขาเป็นพระรูปนั้น เขาจะหนีไปทางไหน หรือหนีไปพึ่งใคร
หนีไปพึ่งใครอย่างนั้นหรือ...
“เออ! บ้าฉิบ โง่อยู่ได้ตั้งนาน” รุกข์เบิกตากว้าง เมื่อดวงตาคมกวาดไปพบกับพื้นที่ป่าที่คุ้นเคย โขดหินหลังคาถ้ำที่อยู่ไกลลิบลับ ต่ำลงไปจากที่เขายืนมากนัก สมองก็เกิดปัญญาขึ้น
หากเขาเป็นผู้ต้องสงสัยที่ทุกคนตามล่า ทั้งยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อย เขาจะหนีไปตายคนเดียวหรือจะหนีไปพึ่งใคร
ใครที่ปฏิเสธเขาไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นโจรป่าหรือพระสงฆ์
“คมคาย! อิสระ! คมคายเร็วเข้า ต้องไปแล้วโว้ย” เสียงพิทักษ์ป่าหนุ่มดังลั่นจนเจ้าไก่ป่าคู่หนึ่งแตกกระเจิงบินไปกันคนละทิศละทาง ร่างสูงกระโดดจากหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนตามความสูงชันน่าหวาดเสียวจนลงมาถึงตีนเอวขันอย่างว่องไว
“คมคาย อิสระ อยู่ไหนวะ”
“ต้มกาแฟอยู่นี่ครับหัวหน้า พี่คมไปทำธุระส่วนตัว”
“ไปเรียกมันมาเร็วๆ เราต้องไปแล้ว”
“พี่คมเว้ย! พี่...อ้าวมานั่นแล้ว”
“ว่าไงหัวหน้า เสียงเอะอะดังไปถึงลำธาร มีตัวอะไรโผล่มาอีกเหรอ”
“เปล่า คมคายถ้ามึงบาดเจ็บตอนนี้มึงจะไปหาใครให้ช่วย”
“อุย ทำไมแช่ง”
“อย่าพูดเล่น ตอบ!”
“ป่าไม้สิครับ”
“ไอ้ห่า มึงอยู่ไกลถึงเอวขัน คิดว่าจะรอดไปถึงอุทยานฯ เรอะ ที่สำคัญถ้าคนที่ล่ามึงคือป่าไม้อย่างกู มึงจะหนีตายไปพึ่งใคร”
“โอ๊ย หนีคนอย่างหัวหน้าก็ต้องพึ่งพระเท่านั้นล่ะครับผม”
“เออ!” หัวหน้าพูดพลางเหวี่ยงเป้ที่พิงหินใหญ่ก้อนหนึ่งขึ้นบนบ่า
“พระ...เออ...ผมต้องไปพึ่งพระ...พระคือที่พึ่ง หลวงพี่นพ ใช่ ฉิบหาย พระรูปนั้นรู้จักหลวงพี่แน่”
“หัวหน้าหมายความว่าพระเก่งอาจจะหนีไปถ้ำพระเหรอครับ” อิสระปะติดปะต่อเรื่องราว
“เออ! ทำไมคิดไม่ออกแต่แรกวะ โง่ฉิบหาย”
ปึก!
กำปั้นหนักทุบลงบนหินก้อนใหญ่ที่พิงอยู่กับส่วนที่คอดกิ่วของเอวขัน
โครม!
“ฉิบหาย หินถล่ม! หัวหน้าหลบ”
ครืน!
สิ้นเสียงร้องของคมคาย หินทรายก้อนใหญ่ที่รุกข์กระแทกกำปั้นใส่ก็พังทลายลงมาแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจัดกระจายจนฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“หัวหน้าเป็นไงบ้างครับ” อิสระถลันเข้ามาหาร่างสูงกำยำที่ล้มอยู่ตรงกองหินเกลื่อน ทั่วทั้งกายคลุกฝุ่นและดิน เขาชันกายลุกขึ้นสะบัดศีรษะไปมา
“ผีผลักเหรอวะ ล้มลงมาได้หินก้อนมหึมา หรือหัวหน้ามีกำลังภายใน ชกหินถล่มได้” คมคายเดินเข้าไปพิศมองบริเวณที่หินใหญ่ก้อนนั้นเคยพิงอยู่ใกล้ๆ ด้วยความงุนงง
“ถล่มได้ไงพี่ ยังกับแผ่นดินไหว”
“เฮ้ย หัวหน้า ดูนั่นสิ” คมคายตาเหลือก ชี้มือไปที่ผนังเอวขัน ส่วนที่เคยมีหินก้อนนั้นบังไว้
“ใครมาสลักชื่อหัวหน้าไว้วะ รุกข์ พนมไพร ชัดแจ่ม”
“เออ จริงด้วยหัวหน้า!” อิสระถลันเข้าไปดูบ้าง ตัวอักษรที่สลักไว้อย่างประณีตบนเนื้อหินเป็นรูปลายลักษณ์ที่ชัดเจน ขนาดสักคืบหนึ่ง
‘รุกข์ พนมไพร’
รุกข์หายจากอาการมึนงงที่ถูกหินก้อนใหญ่ถล่มใส่ในบัดดล เขากระโจนผ่านก้อนหินระเกะระกะ ล้มลุกคลุกคลานเข้าไปที่ผาหินที่มีชื่อของตนเองสลักไว้อย่างเด่นชัดราวกับจะกระโดดออกมาทักทาย รุกข์คุกเข่าลงมองใกล้ๆ ไล้ปลายนิ้วแกร่งกร้านไปตามตัวอักษรเหล่านั้น
“พ่อ...พ่อเคยมาที่นี่”
ในวัยเจ็ดขวบปีเดียวกันกับที่พ่อหายตัวไป รุกข์ขึ้นเขากับพ่อเป็นครั้งสุดท้าย เขาอ้อนพ่อขอขาดเรียนและพ่อก็ไม่อิดเอื้อนคัดค้านแม้แต่น้อย รุกข์น้อยในวันนั้นพกดินสอสีๆ มาด้วยหลายแท่ง เขาเขียนชื่อที่ครูที่โรงเรียนเพิ่งสอนบนก้อนหินในขณะที่พวกเขานั่งพักอยู่กลางป่า
‘อย่าขีดเขียนหินแบบนั่นสิลูก มันสกปรกไม่น่ามองเลยสักนิด’
‘แต่ผมอยากให้คนรู้ว่ารุกข์เคยมาที่นี่’
‘งั้นเรอะ’ พ่อขันที่เขารู้จักอยากอวดความเก่งในการเดินป่าของตนตั้งแต่ยังเยาว์ ‘ถ้าอย่างนั้นใช้ไอ้นี่ สลักไว้เลย รุกข์จะได้อยู่ที่นี่ไปนานแสนนาน’
พ่อยื่นมีดที่ตีเองจากเหล็กกล้าให้เขา เด็กชายสลักชื่อด้วยตัวหนังสือยึกยือจนสำเร็จ ทุกครั้งที่ผ่านไปที่ป่าบริเวณนั้นพิทักษ์ป่าหนุ่มยังกลับไปยกหินก้อนหนึ่งออกเพื่อมองดูอดีตของตนกับพ่อที่สลักลงบนผาหินอย่างเศร้าสร้อย
“หัวหน้าครับ” คมคายเห็นคนเป็นหัวหน้าเหม่อลอยก็อดเดินเข้ามาเรียกไม่ได้
“พ่อกูเคยมาที่นี่คม พ่อพรานเสนี พนมไพร พ่อกูเคยมาที่เอวขัน” เสียงห้าวแหบเครือ
“ครับ” คมคายเม้มปากแน่น ห้าหกปีที่ทำงานด้วยกัน เขาไม่เคยเห็นจุดเปราะบางของหัวหน้าเลยสักครั้ง อิสระเบือนหน้าหนี
“มีด...มีดต้องอยู่แถวนี้ คม อิสระ ช่วยกูหามีดพกเล่มหนึ่งที มีดที่พ่อใช้สลักชื่อกู มันต้องอยู่แถวนี้” มือแกร่งกวาดก้อนหินน้อยใหญ่ออกด้วยมือเปล่า ปัดกวาดค้นหาใต้หินทุกก้อน
“หัวหน้า...หัวหน้าครับใจเย็นๆ”
“เร็วเข้าสิวะ ช่วยหามีดพกของพ่อกู”
“ได้ครับหัวหน้า ได้” ทั้งสองกวาดเศษหินดินหญ้าออก แทบจะพลิกหินทุกก้อนเพื่อหามีดพกที่รุกข์ว่า
“โอ๊ะ!” อาการปวดปลาบแล่นจี๋ขึ้นมาที่ปลายนิ้ว ตามด้วยความมึนชาและอุ่นร้อนของเลือดสดๆ
“เจอแล้วมีดพกของพ่อ เจอแล้ว” เขาดึงมีดคมปลาบสะท้อนแสงเช้าออกมาจากใต้ก้อนหินอาบด้วยเลือดที่ไหลเปรอะข้อมือแดงฉาน คมคายกับอิสระอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง!