ทดลองอ่าน บังบด : ตอนที่ 19

 

 

ตอนที่ 19

 

 

“หัวหน้า” คมคายมองร่างคนที่หลับไปแล้วค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้รุกข์ ดวงตากวาดมองไปในความมืดรอบด้านอย่างระแวดระวัง มือกำปืนลูกซองยาวมั่น

“หัวหน้า”

“เรียกหาอะไรของมึงวะ” คนที่เอนกายพิงก้อนหิน จ้องมองเปลวไฟเต้นระริกตรงหน้าถามเสียงเข้ม

“ไอ้อิสระมันไปเจออะไรมาครับ”

“มึงไม่อยากรู้หรอก” รุกข์แยกยิ้มเหี้ยมเกรียม เยือกเย็น

“หัวหน้า!”

“รีบนอนซะคมคาย ถ้าไม่อยากเจอเหมือนอิสระ”

“ละ...แล้วหัวหน้าล่ะ”

“มึงคิดว่ายังไงล่ะ” คำถามนั้นทำให้คมคายนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ

“ผมไม่นอน เป็นไงเป็นกันวะ ผมจะช่วยหัวหน้า ผมไม่กลัวหรอก มีไอ้นี่อยู่ทั้งดุ้น” คมคายชูอาวุธคู่กายขึ้นเรียกแรงใจให้ตนเองแม้ปลายเสียงยังสั่นๆ คนเป็นหัวหน้าระบายลมหายใจหนักๆ

“คมคายมึงทำงานอะไร”

“ถามได้ พิทักษ์ป่าไงหัวหน้า ทำงานมาด้วยกันห้าหกปีแล้วนา”

“ดี จำไว้ให้มั่นว่ามึงคือผู้พิทักษ์ป่า ถ้ามึงจะตื่นอยู่กับกู ใจมึงต้องตื่นด้วย ไม่ว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร อย่าผลีผลาม ให้ฟังกูคนเดียว ทำได้ไหม”

“ได้ครับ” คมคายรับคำเสียงหนักแน่นไร้วี่แววคนขี้เล่น

“ดี”

ป่าในความมืดมิดโรยสายหมอกหนาและควันจางๆ ที่ล่องลอยมาจากสักที่หนึ่งและลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือเอวขัน บรรยากาศเริ่มอึดอัดและแน่นหนักจนหายใจลำบาก รุกข์ผ่านประสบการณ์อาถรรพ์ป่ามาไม่น้อยและเข้าใจว่าอาจพานพบเรื่องแบบนี้ได้เสมอบนเขาลูกนี้ แต่ความกราดเกรี้ยวผิดปกติวิสัยประกอบกับบรรยากาศที่บีบคั้นรอบด้านดูมุ่งหมาย มากกว่าแสดงอาถรรพ์ของป่าจากเจ้าที่เจ้าทางที่อาจขุ่นข้องหมองใจกับการมาของพวกเขา หรือการหลอกล้อเล่นของผีป่าผีไพรทั่วไป มันเหมือนการจงใจมุ่งเป้าเพื่อที่จะทำร้ายพวกเขาโดยตรงเสียมากกว่า

“ฮือๆๆ” เสียงครางดังมาจากร่างสูงโปร่งที่นอนขดตัวงอเข้าเรื่อยๆ ราวกับหนาวเหน็บแทบขาดใจทั้งๆ ที่อยู่ไม่ห่างกองไฟเท่าใดนัก

“อิสระ มึงเป็นอะไรวะ ตื่นๆ”

“หนาวพี่หนาว หนาวจนใจจะขาดแล้ว พี่มีผ้าห่มอีกไหม ผมหนาวมาก” ร่างหนุ่มสั่นสะท้าน เสียงที่เปล่งออกมาปะปนกับเสียงฟันกระทบกึกๆ คมคายหันไปค้นหาผ้าห่มอีกผืน แต่พลันสายตาไปพบกับสิ่งหนึ่งเข้า

แฮ่!

“สัตว์! หมามาจากไหนวะ ออกไปไอ้หมาบ้า” คมคายผุดลุกเมื่อเห็นหมาพันธุ์ทางน้ำลายยืดตัวนั้นกระโจนเข้ามายืนตรงหน้าห่างจากเขาไม่ถึงวา ตาของมันแดงฉานราวสีเลือด

“ระเบิดสมองมันเลยไอ้คม”

สิ้นเสียงหัวหน้าสั่งอย่างเหี้ยมเกรียม ปลายนิ้วคมคายก็กดเหนี่ยวไกปืนรัวสนั่น

ปัง!

ปัง!

แม่นราวจับวาง กระสุนเจาะกะโหลกศีรษะของหมาตัวนั้นกระจุย ร่างมันกระเด็นไปไกล

“แม่งตายแล้วหัวหน้า” คมคายอดเสียงสั่นไม่ได้ “โผล่ออกมาได้ไอ้สัตว์ ชะตาขาดเลยสิมึง”

“ไม่ต้องคิดมากคมคาย ฆ่าสิ่งที่ตายไปแล้วมึงไม่ผิดหรอก”

“ตายไปแล้ว!”

“เออ... รอเจ้านายมันมาก็แล้วกัน ถ้ากูสั่งยิง มือมึงต้องนิ่งแล้วใส่ไม่ต้องยั้ง เข้าใจไหม”

“ขะ...ครับหัวหน้า”

“พี่คม พี่คม” เสียงแหบแห้งสั่นกึกๆ

“อิสระ มึงเป็นยังไงบ้างวะ”

“ผมหนาว สุมไฟอีกหน่อย ได้ไหม”

“มึงไม่ได้หนาวที่กายหรอกอิสระ” เสียงของหัวหน้าทำให้อิสระเปิดเปลือกตาขึ้น

“หัวหน้า นั่นหมา หมาของป้าคนนั้น มันตายแล้ว จะ...เจ้าของมันต้องโกรธมากแน่ๆ โอย ผมกลัวหัวหน้า”

“มึงกลัวหน้าไหนวะ หมาขี้เรื้อนมันไม่มีเจ้าของหรอกมั้ง ป่านนี้ยังไม่มีหน้าไหนกล้าโผล่มาอีก” เสียงห้าวท้าทายดังกึกก้อง

โครม!

กิ่งไม้ขนาดใหญ่ร่วงลงมาจากไม้ใหญ่ต้นเดี่ยวบนหลังดินเพียงของเอวขัน กระแทกพื้นดินด้านหน้าตีนพานที่เป็นลานหินจนฝุ่นกระจายคลุ้งไปทั่ว เศษไม้หักกระเด็นไปทุกทิศทุกทาง ทั้งสามฟุบลงกับพื้นหิน คมคายเงยหน้าขึ้นกวาดสายตาไปรอบๆ สัญชาตญาณบอกว่ามีบางอย่างจ้องอยู่จากที่สูง ทำให้เขาแหงนหน้าขึ้นมองเพดานผาสูงของเอวขันอันคอดกิ่ว

“ฉิบหาย! ตัวห่าอะไรวะ หัวหน้า มาแล้ว”

แฮ่!

ปากแดงเถือกของร่างที่ขยุ้มอยู่บนเพดานแสยะยิ้ม ดวงตาทั้งสองข้างที่ครั้งหนึ่งคงเคยเป็นดวงตาของมนุษย์แดงปานสีเลือดสด หยดน้ำจากเส้นผมที่ยาวรุงรังและเสื้อผ้าที่เปียกปอนแนบร่างผอมเกร็งร่วงลงมาเป็นสาย

ผลุบ!

ของเหลวเละบางอย่างหล่นลงมาจากกระหยังสานไม้ไผ่ที่คาดอยู่ที่เอวบิดหัก กุ้งหอยปูปลาเน่ากองเลอะเทอะอยู่ไม่ห่างจากซากของหมาที่เพิ่งถูกระเบิดกะโหลกไปสดๆ ร้อนๆ น่าประหลาดที่หนังมันกลับเปื่อยยุ่ย ยุ่บยั่บไปด้วยหนอนอ้วนๆ ชอนไช กลิ่นเหม็นเก่าใหม่ปะปนกันคลุ้งชวนให้อาเจียน

“ฉิบหาย! อะไรของแม่งวะเนี่ย” คมคายถอยกรูด หัวหน้าจับหัวไหล่เขาไว้แน่น

“ไอ้คม มึงฟังกู ของพวกนี้แค่ลวงประสาทให้กลัว อย่าไปใส่ใจ ฟังกูคนเดียวพอ”

“ขะ...ครับหัวหน้า”

“พี่คม นั่นป้าหาปลาคนนั้น...ปะ...ปะ...ป้าครับขึ้นไปทำอะไรบนนั้น ป้ามาตามหาหมาใช่ไหม มันตายแล้ว พวกผมฆ่ามันไปแล้ว” อิสระตีอกชกตัวคร่ำครวญราวกับรู้สึกผิด

“ไอ้อิสระ ป้าบ้านมึงเรอะ เน่าขนาดนั้น”

“พี่คมอย่าพูด”

“อิสระ...มึงเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มึงมาดี เจ้าป่าเจ้าเขาคุ้มครอง ผีห่าซาตานอะไรก็ทำอะไรมึงไม่ได้ ตั้งสติดีๆ สู้กับมันให้ได้”

“แฮ่”

“อย่า...กลัวแล้ว”

“ไอ้พิทักษ์ป่าอิสระ มึงฟังกู ตั้งสติ สู้กับมัน” เสียงหัวหน้าดังสะท้านป่า

“ขะ...ครับ”

สติคำเดียวจากปากของหัวหน้ารุกข์ทำให้ร่างสั่นเทาของอิสระค่อยๆ สงบลง อิสระเอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบลูกซองยาวของตนมาประทับมั่น ปืนทั้งสามกระบอกหันไปทางร่างงองุ้มบิดเบี้ยวที่ขยุ้มเกาะอยู่บนผาหิน ดวงตาแดงฉาน กราดเกรี้ยว เสียงคำรามแหบๆ ในลำคอของมันชวนขนหัวลุก

“หัวหน้า ยิงผีมันจะตายไหม” คมคายกระซิบถาม มือกับตายังไม่ขยับจากไกปืนและเป้าหมาย

“ถ้าเจตนามึงอยากให้ตาย ยิงอะไรแม่งก็ตายห่าทั้งนั้น”

“บ๊ะ! แบบนี้ก็มันพ่ะย่ะค่ะ”

แฮ่!

เสียงที่เปล่งออกมาห่างไกลจากคำว่ามนุษย์มากมายนัก มันกำลังไต่ต่ำลงมาเรื่อยๆ

“ไม่ใช่ผีป่าธรรมดา ก็คงเป็นพวกผีห่าซาตานที่เป็นทาสรับใช้สินะ แกต้องการอะไร ขัดขวางไม่ให้พวกกูติดตามพระรูปนั้นไปได้หรือแค่จะข่มขู่ให้กลัว”

“พวกมึงตายยยย!” เสียงแหบแห้งในภาษามนุษย์จากเศษซากร่างที่หลงเหลือยิ่งทำให้น่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น

“ทำเกินหน้าที่ไปหรือเปล่าป้า ตกลงเขาให้มาฆ่าหรือมาขัดขวางกันแน่” คมคายชักจะรำคาญ

“มึง! ตายซะ” ร่างนั้นปล่อยมือจากผาหิน ปล่อยร่างให้ร่วงลงมาหารุกข์ที่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

“ยิง!”

ปัง!

ปัง!

ปัง!

ห่ากระสุนจากลูกซองยาวพุ่งเข้าใส่ร่างผอมแห้งอย่างแม่นยำ แรงส่งทำให้มันกระเด็นห่างจากรุกข์ไปหล่นกระแทกลงข้างๆ ซากหมาเน่าตัวนั้นพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวนสะท้านไปทั้งเอวขันด้วยความเจ็บปวด ร่างเกร็งกระตุกก่อนที่จะเน่าเปื่อยไปในสภาพเดียวกันกับหมาตัวนั้น

“มะ...มันตายไหมครับหัวหน้า”

“สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว ฝีมือไม่เบานะคมคาย อิสระ”

“ยิงไปเพราะกลัวตายมากกว่าหัวหน้า กระโดดลงมาใส่แบบนั้นขืนไม่ยิงแกคงฉีกเราเป็นชิ้นๆ แน่ บรื๋ออออ! น่ากลัวฉิบหาย”

“นี่ล่ะป่า นายอยู่ป่ามานานน่าจะพอรู้บ้างนะ”

“ก็พอรู้ครับหัวหน้า แต่มันไม่จะจะขนาดนี้ แม่เจ้าโว้ยหัวใจแทบวาย ตั้งใจจะมาปะทะกับพระมือมีดดันมาเจออีป้าผีดิบแมงมุมเข้าให้ อ้าวนั่นหัวหน้าจะเผามันเลยเหรอครับ”

“ใช่ เผาให้สิ้นซาก เคยได้ยินไหมว่างูพิษแค่กระดูกยังมีพิษ และไฟล้างได้ทุกสิ่ง” รุกข์โยนฟืนสุมเข้าใส่อีก

ไม่นานเปลวไฟสีแดงฉานก็ลุกโชนเหนือร่างผอมเกร็งของอดีตคนกับหมา ไฟทำหน้าที่ของมันอย่างขันแข็งไม่นานก็ล้างจนสิ้นซากเหลือเพียงเถ้าถ่าน หมอกหนาที่ปกคลุมเริ่มคลายตัวลง อากาศเย็นแจ่มใสสบาย ยอดไม้โยกคลอนตามแรงลมหน้าฝนอย่างปกติ

“โอย คืนแรกก็ประสาทจะแดกแล้วพี่คม”

“เออ นี่ล่ะผาพยับเมฆ”

“สติตัวเดียวจริงๆ ครับ แค่คิดว่าถ้าป้าแกกลายร่างตอนผมอยู่ข้างล่างนั่นคนเดียว ผมก็บรื๋อแล้ว”

“ฮ่าๆ อย่างนั้นเอานี่ซะหน่อย ผมติดมาด้วยจะได้อุ่นท้องคลายหนาว เฮ้อ...หนาวๆ อย่างนี้อยากมีเมียสักคน” ตอนท้ายคมคายร้องเป็นเพลงลงลูกคออย่างสบายอารมณ์ราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อชั่วโมงก่อน

รุกข์ยกสุรารสแรงกวาดลูกคอลงไปร้อนจนถึงท้องไส้ อุ่นวาบไปทั้งกายจริงอย่างคมคายว่า เขาเอนกายลงพิงเสาหินของเอวขัน ใกล้ๆ คือลูกซองยาว ปลายเท้าคือเปลวไฟอุ่นจัด ไกลออกไปคือกองเถ้าถ่านที่กำลังมอดไหม้

“มีคนไม่อยากให้พวกเราตามพระรูปนั้นทัน”

“ฝีมือพระเก่งเหรอครับ” อิสระถาม

“ไม่น่าใช่ ถ้าเก่งขนาดนั้นคงให้หวยเองแล้ว ไม่มาเสียเวลารับใช้หลวงพ่อนั่นหรอก”

“อืม น่าคิด แล้วฝีมือใครล่ะครับ หรือว่าเป็นหลวงพ่อใบ้หวยรูปนั้น”

“นั่นก็อาการร่อแร่นะพี่คม”

“เออ นั่นสิวะ แล้วฝีมือใครกันแน่”

“เดี๋ยวก็รู้ ไอ้พวกคนเล่นของพวกนี้มันชอบอวดวิชา คงอดกลั้นเก็บความลับได้ไม่นานหรอก”

“มันส่งผีดิบอีป้ามาแบบนี้ แสดงว่าพวกเราใกล้จะถึงตัวพระเก่งแล้วสินะครับ”

“ก็อาจเป็นได้”

“ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ผาพยับเมฆยังกับแดนสนธยา มีแต่เรื่องลึกลับชอบกล ตั้งแต่พรานไกรไปยืนตายบนต้นไม้แล้ว มันเหมือนป่าช้าแตกยังไงไม่รู้” คมคายตั้งข้อสังเกต

“อืม” รุกข์ทำเสียงในลำคอ ข้อสังเกตของคมคายเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจเขามาพักใหญ่แล้ว ทำไมอยู่ดีๆ ผาพยับเมฆก็กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผีห่าซาตานพวกนี้ได้ รุกข์เข้าใจความเป็นไปตามวิถีเหนือธรรมชาติ วิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วแต่ยังมีจิตผูกพันต่อคน สิ่งของ หรือสถานที่ใดที่หนึ่งก็อาจเลือกที่จะสิงสู่อยู่ต่อเพื่อปกปักษ์รักษาสิ่งเหล่านั้น แต่พวกเขาจะไม่ทำร้ายใครหากของรักของหวงไม่ถูกล่วงล้ำก่อน ไม่เหมือนผีร้ายพวกนี้

“เอาจริงๆ นะหัวหน้า ผมจะไม่ว่าอะไรเลยถ้าผาพยับเมฆจะมีพวกนางไม้สวยๆ งามๆ มาเดินดินบ้าง แต่นี่ผีผมไม่ไหวจริงๆ อย่าให้เจออีกเลยสาธุ”

“นางไม้กับผีต่างกันตรงไหนวะ”

“เอ่อ...งั้นไม่เอานางไม้ เอานางฟ้าแทนก็ได้ นางฟ้าอย่างน้องอินถวา นางฟ้าของพี่คม นี่หัวหน้า ผมเห็นหน้าเธอทีไรหัวใจมันเต้นตุบๆ ตุบๆ เวลาอยู่ใกล้ๆ ได้กลิ่นนะ ผมไปไม่เป็นเลย คนอะไรสวยยันกลิ่น”

“ออกแนวลามกนะพี่คม”

“แล้วมันจริงไหมวะ”

“กลิ่น รูป โฉม เป็นของปรุงแต่งได้”

คมคายแอบทำหน้าเหนื่อยหน่าย เสียงของหัวหน้าถ้าไม่เข้มแบบนี้ก็คงไม่ต่างกับเสียงพระเทศน์

“แต่ผมว่าน้องอินเขาสวยแท้ สวยธรรมชาติ ผมบอกแล้วไงว่าเหมือนนางไม้ นางฟ้า จริงไหมวะอิสระ”

“เอ่อ ก็สวยครับ คุณอินสวยมาก”

“สวยแล้วดีตรงไหนวะ สวยแล้วมีภัยมาเข้าตัวล่ะไม่ว่า”

“อ้าวหัวหน้า ให้ตายผมก็ยอมถ้าได้แฟนสวยอย่างนั้น พูดก็พูดเถอะไอ้คมจะดูแลอย่างดี ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยล่ะ”

“แล้วถ้าไอ้ที่มารุมตอมไม่ใช่ริ้นไร แต่เป็นผีดิบอย่างเมื่อกี้ มึงยังจะรักอยู่ไหม”

“ไอ้หยาหัวหน้า สมมติอะไรน่ากลัวอย่างนั้นเล่า กระผมคนธรรมดาครับ ไม่ได้เหนือคนอย่างหัวหน้า เห็นทีจะทำได้แค่รักอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เอาเป็นว่าฝากหัวหน้าดูแลแทนก็แล้วกันนะครับ”

“อ้าวพี่คม ไม่รักจริงนี่หว่า”

“แล้วใครวะที่ตัวสั่นงันงกตอนที่อีป้าแมงมุมไต่ลงมาหา”

“ผมเอง แหะๆ”

“เออ แล้วเสือกมาว่ากู” คมคายกัดกับอิสระอีกสองสามคำก่อนที่ทั้งสองจะผล็อยหลับไป ปล่อยให้คนเป็นหัวหน้าเอนกายกอดอกมองเปลวไฟเต้นระริกที่ปลายตีนในความสงัดสงบของป่า กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ชนิดหนึ่งลอยมาตามสายลมเย็น เขาลอบสูดมันเข้าเบาๆ กลิ่นนั่นกลับทำให้ใบหน้าผุดผ่องของใครบางคนลอยเข้ามาในห้วงความคิด

สิ่งที่รบกวนจิตใจเขานักหนาก็คือแรงดึงดูดที่หล่อนมีต่อวิญญาณเร่ร่อนต่างๆ พวกมันรุมล้อมหล่อนเหมืองแมลงที่กรูเข้าหาผลไม้สุกงอมบนต้นไม้ที่มีเพียงลูกเดียว เหมือนภู่ภมรที่โฉบเข้าหาดอกไม้ที่หอมหวานเพียงดอกเดียวในดงดอกไม้

“คนอะไรขยันหาเรื่องใส่ตัว” เขาพึมพำที่ริมฝีปาก เมื่อปิดเปลือกตาลงใบหน้าซีดเผือดยามตื่นตระหนกสุดขีดของอีกฝ่ายในอ้อมแขนของเขาก็ผุดขึ้นมา แล้วมันก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของหล่อนในอารมณ์ต่างๆ กันที่หล่อนขยันแสดงออกกับเขา ทั้งๆ ที่มีสีหน้าเรียบละมุนได้กับคนอื่นๆ

ทั้งหน้าบึ้ง หน้างอ หน้าบูด ขัดใจ ดื้อรั้น ขี้แยครบถ้วน นี่น่ะเหรอนางฟ้าแสนดีของไอ้คม แม่เหล็กมหาภัยล่ะไม่ว่า!

 

**เปิดจองเล่ม ตั้งแต่วันนี้ - 7 เมษายน 2569
ลดราคาพิเศษ (ส่งฟรี) พร้อมของแถมโปสการ์ด + ที่คั่นลายปก

และที่คั่นหนังสือแม่เหล็ก Moyl “ไม่ซ้ำลาย” 1 ชิ้น
 
 

รายละเอียดสั่งจอง (คลิก)

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com