
ตัดภาพไปที่บ่ายวันเดียวกัน
จากที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ไปตามนัดเด็ดขาด แต่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่าเธอต้องมานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ในห้องแนะแนวเป็นที่เรียบร้อย แล้วปลอบตัวเองในใจว่า ยังไงก็ต้องทำตามแผนของตัวเองให้ถึงที่สุด เธอจะไม่มีทางยอมแพ้ แม้ว่าตอนนี้จะต้องมาทำอะไรที่ไม่อยากทำเลยก็ตาม
ใบหน้าสวยที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องสำอางบางๆ นั้นเรียบเฉย ไร้อารมณ์ ดวงตาเหม่อลอยมองไปที่หน้าต่างบานใหญ่ด้านนอก ในขณะที่สามีของตัวเองกำลังคุยกับอาจารย์ฝ่ายแนะแนวอย่างสนิทสนม
หญิงวัยกลางคนสวมแว่นตาหนาเตอะกำลังสาธยายรายละเอียดของหลักสูตรระยะสั้นอย่างกระตือรือร้น สลับกับคำถามจากศตวรรษที่ดูจะสนใจในรายละเอียดพวกนั้นมากกว่าเธอเสียอีก ซึ่งเสียงเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูมิลินทร์แม้แต่น้อย
ให้ตายเถอะ ฉันมานั่งทำอะไรที่นี่นะ
เธอนึกถึงคำพูดที่ตัวเองตะคอกใส่โทรศัพท์เมื่อเช้า แล้วถอนหายใจออกมา พลางกวาดตามองไปรอบห้องที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เธอกำลังนั่งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้อยากมาเลยสักนิด ซึ่งมันเกิดจากการซ้อนแผนของสามีตัวดี!
“คุณสนใจหลักสูตรไหนเป็นพิเศษไหมคะ” หลังจากอธิบายอยู่นาน อาจารย์แนะแนวก็หันไปถามคนเรียน
“เอ่อ...ขอศึกษาข้อมูลก่อนนะคะ น่าเรียนทุกหลักสูตรเลย” หญิงสาวยิ้มแกนๆ พลางมองดูหลักสูตรอย่างเลื่อนลอย
“ผมว่ามี่น่าจะสนใจหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนะครับ”
เอาอีกแล้วความรู้สึกนี้ การถูกเขาคิดแทนทุกอย่าง ถูกควบคุมความคิด ตีกรอบให้กับชีวิตคู่อย่างน่าอึดอัด เธอไม่อยากให้เขาชักจูงอีกแล้ว จึงพยายามสุดชีวิตที่จะต่อต้าน
“มี่สนใจอันนี้มากกว่าค่ะ” มิลินทร์ชี้ไปที่หนึ่งในหลักสูตรตรงหน้าจอแบบส่งๆ อย่างน้อยก็ขอให้ไม่ใช่หลักสูตรที่สามีเลือกให้ก็พอ
และผลของการเลือกแบบไม่คิด มันก็ทำให้ทั้งอาจารย์แนะแนวกับสามีทำหน้าประหลาดใจ
“หลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมศาสตร์เหรอคะ”
มิลินทร์ชะงักแล้วหันไปมองหน้าจอ ก่อนจะเห็นว่าปลายนิ้วของเธอนั้นชี้ไปที่หลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมศาสตร์สำหรับมัธยมปลาย เธอจึงรีบแก้ตัวพัลวัน
“อุ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ คือมัน...” ยิ่งพยายามหาทางแก้ตัว มันยิ่งเหมือนกับคำพูดนั้นกำลังผูกมัดตัวเองเข้าไปทุกที เธอไม่ได้อยากเรียน แต่ก็ไม่อยากให้เสียน้ำใจอาจารย์แนะแนวที่อุตส่าห์แนะนำทุกอย่างให้อย่างแข็งขัน ไม่นะ เธอกำลังจะพ่ายแพ้ และตระหนักว่าการทำให้สามีทนไม่ไหวนั้น เป็นเธอเนี่ยแหละที่ทำตัวเอง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเห็นใจหรือสมเพช พอเห็นว่ามิลินทร์ไปไม่เป็น ศตวรรษก็เอ่ยอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมว่ามี่คงมีหลักสูตรในใจแล้ว”
เขาค้อมศีรษะให้อาจารย์แนะแนว ก่อนจะพาเธอออกมาจากห้อง มิลินทร์อยากจะขอบคุณเขาที่ลากเธอออกมา และยอมรับกับความพ่ายแพ้ในแผนการที่พังอย่างไม่เป็นท่า
----------
หลังจากนั้น มิลินทร์ก็ต้องไปสารภาพกับสามีว่าเธอไม่ได้สนใจเรียนจริงๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้โกรธหรือแสดงความไม่พอใจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ศตวรรษกลับให้กำลังใจเธอ และแสดงถึงความเห็นใจที่เธอต้องทำงานอยู่แต่กับบ้าน พร้อมกับบอกว่าหากเบื่อมากก็ไปหาเขาได้ทุกเมื่อ
นี่มันปิดประตูแพ้ทุกทางเลยนี่หว่า...
คิดแล้วมิลินทร์ก็กลับมาฟุบหน้าลงกับโต๊ะกาแฟอย่างหมดอาลัยตายอยากในคาเฟ่เดิม พร้อมกับเพื่อนกลุ่มเดิม ซึ่งกำลังมองหน้ากันอย่างเป็นห่วงระคนเอือมระอาเล็กน้อย ขนมเค้กตรงหน้าไม่มีใครแตะเลยสักคำ หลังจากที่เธอเล่าถึงความพ่ายแพ้ของแผนบุกมหาวิทยาลัยและเรื่องโพสต์อิตให้ฟัง
“โธ่เอ๊ย! นี่มันอะไรกันวะเนี่ย ผัวแกนี่ฉลาดจริงๆ นะมี่ ทำตัวเป็นผัวที่แสนดีแสนเข้าใจ แบบนี้แกจะทำยังไงได้วะ” อสมาเท้าคางอย่างคิดไม่ตก ไม่รู้แผนตีจากสามีนี่จะสำเร็จได้ด้วยวิธีไหนกันแน่
“หรือจารย์เต้เขาจับทางแกได้แล้ววะมี่” แพรวาอดคิดไม่ได้ อย่างที่รู้ว่าศตวรรษไม่ใช่คนโง่ แถมยังน่าจะฉลาดเป็นกรดด้วย เรื่องภรรยาเปลี่ยนไปทำไมเขาจะจับไม่ได้ จะมีก็แต่มิลินทร์เนี่ยแหละ เมื่อไรจะรู้ตัว...
“ฉันยอมแพ้แล้ว ไม่ว่าฉันจะทำอะไร เขาก็ดักทางได้ตลอด โทรศัพท์ก็ยื่นให้ง่ายๆ พอไปเฝ้าที่ทำงานก็นัดอาจารย์แนะแนวให้เสร็จสรรพ แถมมองฉันอย่างภาคภูมิใจที่เมียเกิดใฝ่รู้ขึ้นมา จะทำยังไงให้เขาเกลียดได้เนี่ย” คนถูกซ้อนแผนทำหน้าบูดบึ้ง
“ยอมแพ้อะไร นี่มันเพิ่งยกแรกเองนะมี่ แกจะมาถอยตอนนี้ไม่ได้” อสมาทำสีหน้าจริงจัง
“แต่ฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็นตัวตลกอะแก ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ดักทางได้หมด บางทีแผนนี้มันอาจไร้ค่าแต่แรกแล้วก็ได้”
ได้ฟังน้ำเสียงท้อแท้ของเพื่อน แพรวาก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมา พลางตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ
“ไม่ใช่แผนแกห่วยหรอก แต่อาจารย์เต้ฉลาดเกินไปจริงๆ หรือไม่ก็ซื่อจนเชื่อทุกอย่างที่เมียพูด เขาแค่คิดว่าเขาทำดีที่สุดแล้วในแบบของเขา แต่ความดีของเขานั่นแหละที่กลายเป็นการควบคุมที่ทำให้แกอึดอัด” แพรวาย้ำเตือนถึงจุดยืนในการหย่า
ใช่แล้ว...เธอไม่ได้อยากหย่าเพราะความเบื่อ แต่เป็นเพราะการควบคุมที่เกินพอดีของเขา กับการวางใจที่เห็นเธออยู่ในกรอบแล้วก็ทำห่างเหิน เห็นได้ชัดจากที่เขาตัดสินใจแนะนำอาจารย์แนะแนวให้ เพียงแค่เธอไป เขาก็ไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าเธอสนใจอะไร แค่ทำตามที่เขาต้องการ นี่แหละคือสิ่งที่ศตวรรษพึงพอใจ
“จริงด้วย”
“นั่นแหละ! แกก็ต้องหาทางแก้กลับ อย่าให้เขาควบคุมแกได้แบบนี้ แผนที่ผ่านมามันแค่เบาๆ เขาเลยยังพอรับมือได้ไง”
“แล้วฉันจะทำอะไรได้อีกอะ หมดมุกแล้วนะ” พูดแล้วมิลินทร์ก็ห่อไหล่จนเหลือตัวเล็กนิดเดียว
แพรวากับอสมามองหน้ากันอย่างเห็นใจเพื่อน ทั้งสองสาวตัดสินใจแล้วที่จะเคียงข้างมิลินทร์อย่างเต็มที่
“แกยังไม่หมดมุกหรอกมี่ ในเมื่อแผนธรรมดามันไม่เวิร์ก แกแค่ต้องทำให้มันพิสดารมากกว่านี้”
แพรวาแตะบ่าคนที่กำลังท้อถอย ส่วนอสมาก็เป็นฝ่ายให้กำลังใจเพื่อนบ้าง
“ใช่! ต้องจัดหนักกว่าเดิม ทำให้เขาเห็นว่าชีวิตที่ไร้ระเบียบ ไร้การควบคุม มันบ้าแค่ไหน”
เมื่อรู้ว่ามีคนอยู่ข้างเธออย่างเต็มที่ มิลินทร์ก็รู้สึกใจสู้ขึ้นมาอีกหน่อย เธอมองหน้าเพื่อนทั้งสองที่อยู่กับเธอเสมอด้วยรอยยิ้มเล็กๆ แม้จะยังรู้สึกท้อแท้ ทว่าแววตาที่เชื่อมั่นจากเพื่อนมันก็ทำให้เธอเกิดแรงฮึดขึ้นมา
“จำเงื่อนไขของแกได้ไหม ห้ามบอกเลิกเอง ห้ามมีใครนอกใจ และต้องหย่ากันแบบเพื่อน นี่แหละคือความท้าทาย” แพรวาเรียกความเชื่อมั่น และเห็นว่าดวงตาของมิลินทร์มีน้ำใสๆ เอ่อคลอ
“พวกแก...”
อสมาไม่ยอมให้เพื่อนอยู่ในความเศร้านาน เธอยื่นกาแฟให้กับมิลินทร์ แล้วแสดงสีหน้าที่บ่งบอกถึงแรงผลักดันที่มีให้เสมอ
“ดื่มซะ! แล้วกลับไปคิดแผนใหม่ แผนที่มันจะทำให้เต้ทนไม่ไหวจริงๆ ถ้าแบบธรรมดามันไม่ได้ผล ก็ต้องบ้าให้สุดไปเลย!”
คำพูดของเพื่อนช่วยปลุกใจมิลินทร์ได้มาก เธอรับแก้วกาแฟมาถือไว้ในมือ จ้องมองกาแฟสีเข้มในแก้ว ก่อนจะยกดื่มรวดเดียวจนหมด พร้อมกับแรงใจที่จะมองหาแผนการใหม่อันจะทำให้ชีวิตของเธอกับสามีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
----------
“มี่...แกแน่ใจนะว่าแผนนี้จะเวิร์ก ดูแต่ละคนสิ เหมือนแก๊งโจรปล้นแบงก์มากกว่ามาซุ่มมองเสียอีก”
แพรวาเอ่ยถามขณะที่กำลังพากันหลบอยู่หลังเสาในโถงทางเดินชั้นล่างของอาคารคณะบริหารธุรกิจ สายตาเหลือบมองมิลินทร์ที่อยู่ในชุดเสื้อฮู้ดตัวใหญ่สีเทา หมวกแก๊ปที่ถูกกดต่ำลงมาเพื่อปิดบังใบหน้า และมีแว่นกันแดดอันโตพาดอยู่บนสันจมูก
ทั้งสามเดินลับๆ ล่อๆ อยู่ในโถงทางเดินใต้ตึกคณะของศตวรรษมาพักใหญ่แล้ว ด้านข้างแพรวาคืออสมาที่สวมผ้าพันคอลายเสือคลุมหน้าเกือบมิด ส่วนเธอเองก็สวมหน้ากากอนามัยสีดำกับหมวกไหมพรม ทั้งที่เป็นช่วงกลางวันแสกๆ แท้ๆ ทั้งสามสาวพยายามทำตัวให้กลมกลืนที่สุด แต่กลับดูสะดุดตายิ่งกว่าใคร
“ใจเย็นๆ ก่อนแพร ไอ้มี่มันคงอยากสร้างบรรยากาศ” อสมากระซิบบอกอย่างคนที่ดูจะมีความสุขกว่าใครในที่นี้ ส่วนคนต้นคิดอย่างมิลินทร์เองก็พยายามกวาดตามองหาร่างของสามีไปด้วย
“ฉันต้องทำให้เต้เห็นว่าฉันอยู่รอบตัวเขา แบบที่เขาจะขัดไม่ได้ นี่แหละคือแผนวิญญาณตามติดของฉัน”
“เพื่ออะไรวะ” แพรวายังไม่เข้าใจ ไอ้แผนตามติดเพื่อให้สามีรำคาญน่ะพอเข้าใจได้ แต่ต้องมาแต่งตัวแปลกๆ ทำตัวมีพิรุธนี่ มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ถ้ารู้ว่าต้องมาทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ เมื่อวานเธอคงไม่ให้กำลังใจเพื่อนไปขนาดนั้นแน่
“เป็นแก ถ้าเห็นเมียทำตัวบ้าๆ บอๆ แบบนี้ แกจะรำคาญไหมล่ะ”
มิลินทร์เฉลย ใช่แหละการทำแบบนี้มันบ้า แต่เพราะมันบ้าเนี่ยแหละ เธอถึงมั่นใจว่าจะได้ผล ศตวรรษต้องคาดไม่ถึงแน่ว่าภรรยาจะทำอะไรนอกกรอบขนาดนี้
“ใช่...อันนี้ฉันสนับสนุนความคิดไอ้มี่”
อสมาพูดอย่างสบายใจ ส่วนคนที่เข้าข้างมิลินทร์มาตลอดอย่างแพรวาได้แต่ถอนหายใจ ก็เธอต้องทิ้งวันทำงานอันแสนมีค่าเพื่อมาทำตัวบ้าๆ ตามใจเพื่อน
“ให้ตายเหอะ นี่ฉันต้องลางานมาเพื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้เนี่ยนะ”
“ก็แกบอกให้คิดแผนที่มันพิสดาร” มิลินทร์สวนกลับทันควัน
“ฉันหมายถึงให้ผัวแกคาดไม่ถึง ไม่ใช่มาซุ่มทำตัวเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขาแบบนี้”
“เอาน่า...แกเงียบก่อน” อสมาจุปากให้ทุกคนเงียบ
แล้วทันใดนั้นเอง ทั้งสามก็เห็นร่างสูงโปร่งของศตวรรษเดินมาอย่างไม่เร่งรีบนัก เขายังคงเป็นอาจารย์ที่ลูกศิษย์เคารพรักเสมอ เห็นได้จากที่มีนักศึกษาต่างทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง รวมถึงสายตาชื่นชมที่มองมาทางเขา แน่ล่ะ ก็อาจารย์ทั้งหล่อและครบเครื่องขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องให้ความสนใจเป็นธรรมดา
ซึ่งแพรวาเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ที่วันนี้เขาจะต้องมาเจอภรรยาตัวเองในเวอร์ชันที่ไม่มีทางคาดถึง
“แก เขาเดินมาแล้ว”
คนต้นเรื่องสะกิดเพื่อนเบาๆ แล้วทั้งสามก็พากันทำเป็นมองไม่เห็นศตวรรษ ในขณะที่เขากำลังเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยทักทายภรรยาตัวเองด้วยเสียงที่ไม่ถึงกับดังมาก แต่ก็พอที่จะเรียกความสนใจจากผู้คนบริเวณนั้นได้
“ที่รัก มาทำอะไรที่นี่ครับ” เขาเอ่ยทักเหมือนปกติทุกครั้ง สายตาคมกริบกวาดมองคนตัวเล็กที่พยายามซ่อนตัวอยู่หลังเสา และรู้ได้ในทันทีว่าเป็นใคร
ที่น่าแปลกใจก็คือเขากลับทำเหมือนพวกเธอไม่ได้ทำตัวแปลกไปเลย ผิดกับมิลินทร์ที่สะดุ้งสุดตัว เธอรีบดึงหมวกแก๊ปกับแว่นกันแดดออก แพรวากับอสมาเองก็รีบถอดผ้าพันคอและหน้ากากออกอย่างลุกลี้ลุกลน
“อาจารย์เต้ขา...บังเอิญจังเลยนะคะ”
อสมายิ้มหวานใส่ ส่วนแพรวาก็พยายามเอ่ยทักเขาอย่างเป็นกันเองในแบบที่ว่าเผลอยกมือไหว้ผัวเพื่อนไปด้วย
“สวัสดีค่ะอาจารย์เต้”
“บังเอิญมากเลยนะครับ ทั้งหมวก ทั้งแว่นกันแดด นี่ถ้าผมไม่จำกลิ่นน้ำหอมได้ก็คงจำไม่ได้จริงๆ ว่าที่รักปลอมตัวมา” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มสว่างจ้า แล้วมองไปยังภรรยาตัวเอง
“เต้เนี่ย...รู้ทันมี่ตลอด” มิลินทร์แสร้งทำเป็นยิ้มหวาน “คือ...มี่กับเพื่อนๆ แค่แวะมาหาอะไรดื่มน่ะค่ะ พอดีเมื่อวานมี่เห็นเต้บอกว่าเบื่อๆ มี่เลยอยากชวนเต้เปลี่ยนบรรยากาศ มาหาอะไรอร่อยๆ กินกัน แบบ...นั่งดื่มกาแฟด้วยกันก็น่าจะดีนะคะ”
“อ๋อ...กาแฟเหรอ” ศตวรรษทำท่าครุ่นคิดก่อนจะชี้ไปยังมุมหนึ่งของอาคาร “ใต้ถุนคณะมีร้านกาแฟอยู่นะ ไม่แพงด้วย แต่ก็ใกล้จะปิดตัวแล้วละ สิ้นเดือนนี้เขาก็จะย้ายออกแล้ว”
เขาบอกอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่ว่าแม้แพรวากับอสมาจะพยายามมองหาความไม่พอใจจากเขา แต่ก็กลับไม่เจอเลยสักนิด หากไม่ได้ฟังเรื่องราวจากเพื่อนรักมา ก็คงไม่มีทางรู้เลยว่านี่หรือคือคนที่มิลินทร์อยากหย่า
ส่วนมิลินทร์พอได้ยินสิ่งที่สามีบอก ก็เหมือนเธอจะเจอหนทางสว่างขึ้นมาทันที แววตาเต็มไปด้วยประกายความคิดบางอย่างที่กำลังผุดขึ้นมา
“จริงเหรอคะเต้! ที่บอกว่าร้านกาแฟใต้ตึกจะย้ายออก”
ท่าทางของมิลินทร์ที่มีแววตื่นเต้นจนแทบปิดไม่มิด นำพามาซึ่งความสงสัยแก่เพื่อนทั้งสอง
“มี่...”
พอเห็นสายตาของเพื่อนที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย มิลินทร์ก็แอบยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะมองไปยังร้านกาแฟที่กำลังจะหมดสัญญาเช่าในอีกไม่นาน ด้วยความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว เพราะนี่คือโอกาสที่จะบุกรุกความเป็นส่วนตัวของสามีอย่างแนบเนียนที่สุด และจะต้องทำให้เขายอมเอ่ยปากขอหย่ากับเธอได้แน่
ร้านกาแฟใต้ตึกคณะสิ้นเดือนนี้จะย้ายออก อะฮ่า! แผนต่อไปเห็นทีจะเริ่มที่นี่แหละ
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **