ทดลองอ่าน ร้อยแปดวิธีสามีตีจาก : ตอนที่ 4

 

 

ตอนที่ 4

 

 

คืนนั้นเองที่มิลินทร์ตัดสินใจจะพูดเรื่องนี้กับสามีอย่างจริงจัง เธออยากให้ชีวิตคู่มีสีสัน และการมีลูกก็เป็นทางหนึ่งที่อาจเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวขึ้นมาได้ อย่างที่บอกว่าบ้านหลังนี้พอมีแค่สองคนก็ออกจะดูเงียบเกินไป แล้วเธอกับเขาก็ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างต่างคนต่างอยู่จนดูห่างเหิน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นในตอนนี้ก็คือ ตรงห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ศตวรรษยังคงง่วนอยู่กับการต่อโมเดลเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจากโต๊ะทำงานมานั่งบนโซฟา ใช้ตะไบฝนชิ้นส่วนเล็กๆ อยู่ เพราะการที่นั่งเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานนานๆ มันทำให้เขารู้สึกเมื่อย ส่วนเธอก็ยังคงมองเขาเหมือนเดิม และหากไม่มีอะไรทำก็คงต้องไปไถหน้าจอมือถือจนกว่าจะง่วง

เอาล่ะ...ยังไงก็ต้องคุยให้รู้เรื่อง

มิลินทร์เรียกความมั่นใจให้ตัวเอง แล้วก็เดินไปนั่งตรงที่วางแขนของโซฟา ก่อนจะกอดคอสามีหลวมๆ

“เต้คะ”

“ครับที่รัก” ศตวรรษตอบกลับภรรยา โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ชิ้นส่วนในมือ

“รู้สึกไหมคะว่าบ้านเราเดี๋ยวนี้เงียบไปหน่อย” เธอเอ่ยเสียงหวานและนั่นก็ได้ผล เมื่อในที่สุดศตวรรษก็ละสายตาจากสิ่งนั้นแล้วหันมามองเธอ

“ที่รักรู้สึกอย่างนั้นเหรอ”

“ค่ะ บ้านหลังตั้งกว้าง มีแค่เราสองคน กับปลาคาร์ปของเต้เท่านั้นเอง มี่ว่า...” เธอทอดสายตามองไปรอบๆ บ้านที่มีแต่ความเงียบ แล้วจึงหันมาออดอ้อนเขา “เราน่าจะหาสมาชิกเพิ่มนะคะ”

คราวนี้เขาถึงกับวางชิ้นส่วนอย่างระมัดระวัง แล้วหันมาสอดแขนโอบเอวเธอเอาไว้

“ได้สิ ที่รักอยากเลี้ยงอะไรล่ะ หมาหรือแมวเดี๋ยวผมหาข้อมูลให้”

คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นทำเอามิลินทร์แทบเสียหลัก เธอไม่รู้ว่าเขาแกล้งโง่ หรือโง่จริงที่ไม่รู้ความต้องการของเธอ

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ แล้วก็ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงด้วย”

“หมายความว่ายังไง” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย แล้วก็เห็นใบหน้าสวยของภรรยายิ้มกว้างอย่างถูกใจ

“มี่อยากมีลูกค่ะ”

สิ้นเสียงหวาน ความเงียบก็เข้ามาในทันที มิลินทร์รู้เลยว่าหากเจ้าชิ้นส่วนโมเดลนั่นยังอยู่ในมือเขา มันจะตกลงพื้นอย่างไม่ต้องสงสัย จากนั้นเขาก็มองเธอด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เหมือนกับคนที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น

“ตอนนี้เลยเหรอ”

“ค่ะ มี่ว่ามันถึงเวลาแล้ว” เธอเอนกายมาเอาใจเขาให้มากขึ้น และพยายามโน้มน้าวใจสามีให้ได้ “เต้คะ เราแต่งงานกันมาเกือบสามปีแล้ว ลองคิดดูสิคะว่าถ้ามีเด็กน้อยน่ารักๆ วิ่งไปวิ่งมาในบ้าน บ้านของเราก็คงจะมีสีสันมากเลยใช่ไหมล่ะคะ”

“แต่มี่ครับเรื่องนั้น...”

สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นมา มิลินทร์รู้ดีว่าสามีกำลังจะพูดอะไร ก็จริงอยู่ว่าการที่เธอแท้งลูกถึงสองครั้งนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับทั้งเขาและเธออยู่มาก แม้ว่าจะเป็นการท้องแบบไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งมิลินทร์ก็ยอมรับว่าเมื่อก่อนเธอละเลยที่จะใส่ใจดูแลตัวเองจริง แล้วก็ปล่อยให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังจนส่งผลต่อร่างกาย ระยะหลังมานี้เธอจึงได้ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองอย่างดี และทำให้ร่างกายอยู่ในจุดที่เรียกว่าแข็งแรงอย่างเต็มที่

“ไม่ต้องห่วงเลยค่ะเต้ แต่ก่อนมี่อาจจะละเลยไปบ้าง แต่เดี๋ยวนี้มี่ดูแลสุขภาพดีมาก เต้ก็เห็นนี่คะว่าตอนนี้มี่แข็งแรงแค่ไหน ไม่ป่วยบ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย แถมอายุขนาดนี้ก็น่าจะกำลังดีที่จะมีลูกเลย ไม่ใช่เหรอคะ” น้ำเสียงของเธอตื่นเต้น แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่เธอคนเดียวที่คิดเช่นนั้น

“แต่...”

“นะคะ ถ้าเราไปปรึกษาหมอเฉพาะทางอย่างจริงจัง มี่ว่าเราน่าจะยังมีหวังนะ” เธอพยายามหว่านล้อม ไม่ใช่ไม่คิดว่าการแท้งสองครั้งนั้นหมายถึงทั้งเขาและเธออาจมีปัญหาบางอย่าง แต่มิลินทร์ได้หาข้อมูลมาบ้างแล้ว และก็พบว่าไม่ได้หมดหวังเสียทีเดียว  

พอเห็นว่าภรรยาตัวเองดูจริงจังกับเรื่องนี้ ศตวรรษก็ถอนหายใจออกมา

“ที่รักลืมไปแล้วเหรอครับ ว่าครั้งล่าสุดที่โรงพยาบาลน่ะ ที่รักพูดว่าอะไร...”

“อะไรเหรอคะ” สารภาพเลยว่ามิลินทร์ลืมไปแล้ว จนศตวรรษต้องเป็นฝ่ายเฉลยให้

“ที่รักไม่ชอบเด็ก แค่เห็นก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว”

“แต่ตอนนั้นมี่แค่ประชดเพราะกำลังเสียใจ มี่ไม่ได้...” ใช่สิ ตอนนั้นเธอเสียใจเรื่องแท้งลูก การได้เห็นคนที่สมหวังย่อมต้องอิจฉาและรู้สึกโมโหเป็นธรรมดา

“ล่าสุดมี่เรียกหลานผมว่าสัตว์ประหลาด” ศตวรรษเอ่ยต่อ จำได้ว่าตอนที่น้องสาวมาหาเขาที่บ้าน ตอนนั้นน้องอาทิตย์หลานแท้ๆ ของเขาอยู่ในวัยกำลังซน และนั่นทำให้เธอโมโหจนเกือบบ้านแตก

“มี่พูดไปงั้นเอง ก็หลานเต้น่ะซนมากจนเกือบทำของในสตูดิโอมี่พัง” ว่าแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนที่เด็กชายอาทิตย์เข้าไปในสตูดิโอทำงานของเธอ ไม่พอยังมือบอน ทำข้าวของเธอเสียหายไปหลายชิ้น ไม่ให้โมโหก็บ้าแล้ว

นึกว่าจะจบ แต่อยู่ๆ เหมือนศตวรรษจะเรียกข้อมูลจากหน่วยความจำมาไม่หยุด

“ตอนข้างบ้านเรามีลูกอ่อน ที่รักก็บอกว่าปวดหัวเพราะเสียงร้องของเด็ก”

“ก็ช่วงนั้นมี่มีงานออกแบบต้องรีบส่งลูกค้านี่คะ ทำงานดึกแถมต้องฟังเสียงร้องด้วย มี่เลยปวดหัว”

“แล้วที่รักก็เคยโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่หมาจรคาบเอาผ้าอ้อมเด็กมาฉีกเล่นหน้าบ้าน มี่บอกเองว่ามันน่าขยะแขยง”

“ก็อึเด็กเต็มหน้าบ้าน ใครไม่ขยะแขยงก็แปลกแล้วค่ะ”

แน่นอนว่าเธอหาเหตุผลให้กับทุกสิ่งที่สามีแย้งได้ ส่วนศตวรรษก็ได้แต่ถอนหายใจยาว แล้วตั้งใจพูดกับเธออย่างใจเย็น และมีเหตุผลที่สุด

“ที่รัก ฟังผมนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธการมีลูก แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดให้รอบคอบ ผมแค่อยากให้เราพร้อมจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะ...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “...ความเบื่อของที่รักเอง”

ฟังจากสิ่งที่เขาเปล่งออกมาแต่ละคำ มิลินทร์ถึงกับฉุนกึก เธอปล่อยแขนออกจากลำคอของสามี ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างขุ่นเคือง

“มี่ไม่ได้เบื่อสักหน่อย”

“งั้นก็ต้องรอเวลาครับ”

ศตวรรษตอบทันควัน แต่สำหรับคนที่รอมานานพอจนไม่เหลือความอดทนใดๆ ได้แต่มองหน้าสามีอย่างตัดพ้อ

“...แล้วเมื่อไหร่เราจะพร้อมล่ะคะ”

“อีกสักหน่อยนะ”

ผู้เป็นสามีลุกขึ้นมาแล้วลูบศีรษะเธอเบาๆ จากนั้นก็ก้มลงเก็บชิ้นส่วนที่วางไว้ ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนอย่างเคยเพื่อประกอบชิ้นส่วนที่เข้ากันพอดิบพอดี ใช้เวลาดื่มด่ำกับความสมบูรณ์แบบอย่างมีความสุข ปล่อยให้ร่างของภรรยายืนตัวแข็งทื่อ พร้อมกับมองสามีด้วยสีหน้าบึ้งตึงกับการถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

----------

วันนี้อสมามาได้เพียงคนเดียว เพราะแพรวาต้องประชุมกับลูกค้าต่อหลังเลิกงาน จึงไม่มีหน่วยปลอบใจ แต่ใครสน...ในเมื่อเธอตั้งใจมาหาที่ระบาย และอสมาก็เป็นเพื่อนที่รู้ใจไม่ต่างกับแพรวา

ดังนั้นเมื่อมาเจอกันที่ร้านประจำ พอสั่งกาแฟกันได้แล้ว มิลินทร์ก็ยกกาแฟขึ้นจิบอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก่อนถอนหายใจแรงจนเส้นผมที่หล่นมาปรกหน้าปลิวไปด้านข้าง

“ฉันพูดกับเต้เรื่องมีลูกแล้ว” มิลินทร์เป็นฝ่ายเริ่มก่อนเหมือนทุกครั้ง

“แล้วเขาว่าไง...”

“ปฏิเสธอย่างเดียวเลย”

“แกพูดจริง ฉันนึกว่าเต้อยากมีลูกซะอีก” อสมาถามอย่างสงสัย เพราะดูจากอายุของศตวรรษที่มากกว่าสามปี และหน้าที่การงานที่ก็ดูมั่นคง เธอคิดว่าเขาน่าจะอยู่ในช่วงการสร้างครอบครัวแล้ว

“ไม่เลย เขาค้านหัวชนฝา จนฉันหมดแรงจะพูด”

มิลินทร์หัวเสีย ส่วนคนฟังก็ได้แต่สงสัยว่าผู้หญิงลั้นลาอย่างเพื่อนเธอ ไฉนเป็นฝ่ายอยากมีลูกขึ้นมาได้

“แล้วทำไมอยู่ๆ แกนึกอยากมีลูกล่ะมี่ ฉันไม่เคยเห็นแกตั้งใจมีสักครั้ง อย่างสองครั้งที่แล้วแกก็บอกว่าพลาด”

“ก็ถ้ามีลูก บางทีชีวิตแต่งงานของฉันอาจมีอะไรตื่นเต้นขึ้นบ้างก็ได้” ใช่ อย่างที่เห็นว่าตอนนี้ชีวิตคู่ของเธอมันช่าง...น่าเบื่อยิ่งกว่าตอนนั่งเรียนวิชาที่ไม่รู้จะเรียนไปทำไม แล้วยังต้องตั้งหน้าตั้งตาเก็บคะแนนด้วย

“ถ้าคิดแบบนั้นก็พอเลย ถึงชีวิตคู่ของแกตอนนี้มันจะจืดชืด แต่จะมีลูกทั้งทีเพราะอยากให้ชีวิตตื่นเต้นเนี่ยนะ ฉันสงสารเด็กว่ะ”

“เอ้า! แล้วมันผิดตรงไหน” มิลินทร์เถียงขึ้นมา

“ผิดตรงที่แกไม่ชอบเด็ก” อสมาสวนกลับ และนั่นทำให้มิลินทร์ชะงัก เรื่องที่เธอไม่ถูกกับมนุษย์เด็กเป็นที่รู้กันไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเธอจะต้องไม่ชอบลูกตัวเองด้วยนี่

“ใครบอกว่าฉันไม่ชอบเด็ก”

“ปีที่แล้วแกบ่นว่าหลานตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดไม่ใช่เหรอ”

คนพูดย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกือบทำให้บ้านแตกมาแล้ว จะมีก็แต่มิลินทร์เนี่ยแหละที่ทำเหมือนลืมเรื่องนั้น

“นี่ฉันมาบ่นกับพวกแกด้วยเหรอ”

“ก็เออสิยะ!!” อสมาเอ่ยเสียงดัง เพราะจำได้ว่าตอนนั้นเธอกับแพรวาต้องคอยปลอบให้มิลินทร์ใจเย็นอยู่นานกว่าจะยอมสงบ ส่วนคนต้นเรื่องก็ได้แต่นั่งไหล่ห่อ ทำตัวเล็กตัวน้อยเหมือนว่าเธอไม่ได้ผิด พลางบ่นอุบอิบออกมา

“สตูดิโอทำงานฉันเกือบพัง เป็นใครไม่โมโหบ้าง”

“แต่ถ้ามีลูก แกต้องเจอเรื่องที่หนักกว่านั้นนะ แถมต้องเจอทุกวันด้วย”

“คราวก่อนที่ฉันท้อง แกไม่เห็นพูดแบบนี้เลย” มิลินทร์ยังคงเถียงอีก ไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงได้ขัดใจเธอนัก

“แกท้องได้ไม่ถึงสามเดือนเองมั้ง แล้วฉันก็ไม่อยากซ้ำเติมคนแท้งนี่” อสมาอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เป็นเธอหากแท้งไปสองครั้งคงเข็ดและเลิกหวังไปแล้ว

“แล้วมันผิดเหรอวะ ที่ฉันอยากมีลูกเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของฉันกับเต้น่ะ”

ใบหน้าสวยสลดลงไปเล็กน้อย ฝั่งเพื่อนสายขัดก็ได้แต่ถอนหายใจ หากแพรวาอยู่ด้วยคงตามใจกันจนเหลิง

“ดูละครหลังข่าวมากไปแล้วมั้ง มันไม่ได้สวยงามแบบนั้นหรอกนะ”

“พูดอย่างกับแกเคยมีครอบครัวแล้ว แฟนก็ยังไม่เคยมีเลย” มิลินทร์ยังรั้น เถียงไม่ได้ก็ไปจี้จุดเพื่อนแทน

“ถึงไม่มีก็ใช่ว่าจะสอนไม่ได้ ไม่เคยได้ยินเหรอว่าคนนอกมักจะมองปัญหาได้ดีกว่าน่ะ แล้วถ้าแกย้ำปมเรื่องแฟนฉันอีก ฉันจะเอาหลอดจิ้มตาแกให้บอดเลยคอยดู”

พออสมาเอาจริงขึ้นมา มิลินทร์ถึงได้เงียบไป ในความคิดของเธอ เธอตั้งใจมีลูกก็เพื่อความสุขของครอบครัวมันไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เมื่อเธอเงียบไปแล้วทำหน้าเหมือนจะเบะปากร้องไห้ อีกฝ่ายก็เริ่มจะเห็นใจขึ้นมา

“เอาล่ะ แกใจเย็นก่อน” อสมายื่นทิชชูให้เพื่อน “แล้วนี่จะทำยังไงกับเต้”

“ก็ต้องกลับไปคุยแหละ”

มิลินทร์กลับมาตอบด้วยความมั่นใจ บางทีการกลับไปคุยกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง ไม่แน่ว่าศตวรรษอาจเปิดใจรับฟังเธอบ้างก็ได้ ส่วนอสมาที่เห็นความตั้งใจของเพื่อนก็ได้แต่คิดอย่างหวาดหวั่น อย่างที่รู้ว่ามิลินทร์ถูกตามใจมาจนเคยตัว โดนสามีปฏิเสธบ่อยๆ แบบนี้ เธอก็เริ่มกังวลถึงเค้าลางอันน่ากลัวเสียแล้วสิ...

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com