
กลิ่นควันโขมงจากสเต๊กไหม้เกรียมแบบชาร์โคลคลุ้งไปทั่วห้องครัว พร้อมกับเสียงหวีดแหลมของสัญญาณเตือนควันไฟที่ดังระงมไม่หยุด ฉันมองซากอาหารตรงหน้าด้วยความภูมิใจ อย่างน้อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตึกตักวิ่งมาจากห้องนั่งเล่น นี่แหละที่ทำให้เขาคนนั้นละสายตาออกมาจากโมเดลเสียที
พอสีหน้าตื่นตะหนกโผล่มา นึกว่าจะต่อว่าอะไร แต่เขากลับถอนหายใจอย่างโล่งอกเสียอย่างนั้น
“ที่รัก...อยากทำอาหารเองก็น่าจะบอกกันหน่อย ไม่งั้นให้ผมสอนก็ได้”
เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้น ตามมาด้วยสัมผัสอบอุ่นที่โอบรอบเอวฉันจากด้านหลัง วงแขนแข็งแรงของเขารัดแน่นขึ้น ทีแรกก็นึกว่าเขานึกมันเขี้ยวกับสิ่งที่ฉันทำจนอยากรัดให้ตาย แต่ทว่าเขากลับหอมแก้มฉันเบาๆ ราวกับว่ากลิ่นไหม้เกรียมและเสียงหวีดของเครื่องตรวจจับควันไฟเป็นอะไรที่เขาชื่นชอบ
“ขอโทษค่ะ พอดีเห็นหมักเนื้อเอาไว้นานแล้วไม่มาทำสักที...” ฉันว่าพลางยกสมาร์ตวอตช์ขึ้นมาดู เขาจะได้เห็นว่านี่มันเลยเที่ยงมานานแล้ว และใครบางคนกำลังลืมหน้าที่ของตัวเอง
“อ้าว ขอโทษนะผมลืมไปเลย งั้นเที่ยงนี้เราสั่งของอร่อยมากินกันนะ”
เขาบอกพร้อมกับหอมแก้มฉันอีกฟอด ฉันได้แต่ถอนหายใจพรืดใหญ่ นี่มันครั้งที่เท่าไรแล้วนะ ที่เวลาเขาใช้สมาธิจมกับโมเดลอะไรสักอย่าง จะต้องเป็นอันลืมหน้าที่ตัวเองทุกครั้งไป แล้วทำไมคุณสามีตัวดีนี่ถึงได้ยังยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ได้ ทั้งที่เป็นต้นเหตุทำให้ฉันหิวอยู่แท้ๆ
----------
ในชีวิตนี้ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าการได้สามีที่เหมือนเป็นแรร์ไอเทมจะเป็นเรื่องชวนหงุดหงิดเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้นการจะทำให้เขาไม่พอใจ หรือได้เห็นเขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญกว่าการแก้สมการฟิสิกส์ควอนตัมเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อสามีฉันดันเป็นประเภทที่รักเมียจนไม่ว่าเมียจะพยายามสร้างเรื่องร้ายกาจ หรือเรียกร้องความสนใจแค่ไหน เขาก็ยังยิ้มรับอยู่ดี
แต่นั่นยังไม่เท่ากับ...เวลาที่เขาจมอยู่กับเกมที่ชอบ หรือเหนือยิ่งไปกว่านั้น...โมเดลตัวต่อที่มีรายละเอียดสูง ซึ่งเขามักจะบอกกับฉันว่า ยิ่งต่อยากเท่าไรก็เหมือนเขาใกล้ได้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ และมันจะไม่เป็นอะไรเลย หากเขาไม่เอาชีวิตเข้าไปทุ่มเทกับมันจนลืมทุกสิ่ง
เป็นแบบนี้ ฉันจึงต้องคิดแผนดึงสติสามีให้กลับมาสู่โลกปัจจุบันเป็นพักๆ
ไม่ว่าจะเป็นแผนการขี้เกียจทำงานบ้าน อย่างน้อยการที่เขาได้เห็นบ้านรกจนหายใจไม่ออก จะทำให้เขาละความสนใจจากงานอดิเรกแล้วหยิบจับอะไร หรือไม่ก็ให้ความสนใจฉันบ้าง แต่วันหนึ่งกลับมีพัสดุมาส่งเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดแบบอัตโนมัติ พร้อมกับรอยยิ้มอย่างภาคภูมิ
“ที่รักรู้ไหม ว่ารุ่นนี้ทำงานเงียบมากเลยนะ แถมแรงดูดฝุ่นก็มากกว่าทุกรุ่นเลยด้วย แบบนี้จะได้ช่วยประหยัดแรงที่รักมากขึ้นไง”
และใช่...มันไม่ได้ผล
เมื่อมีแผนแรกแน่นอนว่าต้องมีแผนสอง จากที่ฉันพยายามบอกให้เขารู้ว่าการเสียเงินกับโมเดลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวที่หายากๆ นั้นมันเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ทว่าเขากลับย้อนว่าบ้านเราไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง และเขาก็วางแผนการเงินมาเป็นอย่างดีแล้ว
ซึ่งมันก็จริง...ฉันเถียงไม่ได้เลยว่าเขาบริหารการเงินตัวเองอย่างดีจนน่าทึ่งทีเดียว
ดังนั้นฉันเลยประชดด้วยการใช้เงินให้ฟุ่มเฟือยที่สุด โดยการซื้อลิปสติกรุ่นลิมิติดอิดิชันครบทุกเฉดสี หวังให้เขารู้สึกว่าฉันเป็นภาระ และมองว่าฉันเป็นเมียที่ล้างผลาญผัว จะได้รู้สึกบ้างว่าการเห็นสามีตัวเองซื้อโมเดลราคาเป็นหมื่นหรือเฉียดแสนในบางตัวมันเป็นอย่างไร แต่เขากลับโอนเงินเข้าบัญชีให้เพิ่มและบอกว่า
“ดีจังที่ที่รักใช้เงินซื้อความสุขบ้าง ผมบอกแล้วว่าเวลาที่เราซื้อในสิ่งที่รักบ้าง มันจะทำให้เรามีความสุขใช่ไหมล่ะ ถ้าอยากได้เงินซื้ออะไรเพิ่มบอกผมได้เลยนะ แล้วก็อย่าลืมลงบัญชีไว้ด้วยนะครับ”
โว้ย...อยากจะล้างผลาญให้หมดตัวเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าฉันกลัวตัวเองหมดตัวไปด้วยนี่สิ
ตามมาด้วยแผนสาม และนับไม่ถ้วนที่พังไม่เป็นท่า ไม่ใช่เพราะฉันไม่ตั้งใจ หรือแผนไม่ดีพอ แต่เพราะผู้ชายตรงหน้านี่มันประหลาดเกินไป หรือฉันเองนี่แหละที่ประหลาด?
ฉันไม่ใช่ภรรยาที่อยากยั่วโมโหสามีสักเท่าไรหรอกนะ เพราะปัญหาของฉันไม่ได้อยู่ที่ว่าสามีไม่รัก แต่อยู่ที่ว่าเขารักมาก จนบางครั้งก็วางใจภรรยาตัวเองมากไปจนเหมือนเฉยชาในบางที และไม่ว่าฉันจะวางแผนทำให้เขาโกรธหรือเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีพิสดารแค่ไหน เขาก็ยังคงยิ้มกริ่มราวกับว่าแผนทั้งหมดของฉันมันน่าเอ็นดูเป็นบ้า
สามีของฉันไม่เคยโกรธ ไม่เคยบ่น ไม่เคยแม้แต่จะแสดงความไม่พอใจอย่างจริงจังเลยสักครั้ง สิ่งที่เขาทำมีเพียงยิ้มจนตาหยี แล้วก็ตอบกลับด้วยประโยคที่ชวนให้คนฟังอยากหาอะไรฟาดหน้า นี่มันอึดอัดยิ่งกว่าโดนด่าด้วยซ้ำ
และตอนนี้คำว่า ‘ที่รัก’ ของเขา คือคำสาปสำหรับชีวิตแต่งงานของฉัน
ชีวิตฉันควรจะมีสีสันแบบคู่แต่งงานทั่วไป รักกันบ้าง ร้อนแรงใส่กันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ขัดแย้งกันสักหน่อยแล้วกลับมาทำความเข้าใจกันด้วยเหตุผล แต่ทุกครั้งที่ฉันพยายามจะทำให้เขาใส่ใจเมียตัวเองหรือแม้แต่การยั่วโมโห เขากลับยิ่งวางใจ แล้วปล่อยให้ฉันลอยเท้งเต้งอยู่ในบ้านที่อีกคนเอาแต่สนใจอยู่กับกิจกรรมของตัวเองอย่างสบายใจ
----------
บางวัน...ฉันได้แต่นั่งมองแผ่นหลังกว้างๆ ของผู้ชายคนนี้ อย่างตอนนี้ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าตามหน้าที่ เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกพับแขนขึ้นอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแข็งแรงที่มักจะกระตุกเบาๆ เวลาเขาผัดข้าว หรือหั่นผัก
เขาหล่อมาก...ใช่ นั้นเป็นข้อดีข้อแรกที่ตกฉันได้อย่างจัง
เขารวยมาก...ใช่ ถึงไม่ใช่ระดับมหาเศรษฐี แต่ก็มีเงินเก็บชนิดที่ว่าหากฉันรัดคอเขาให้ตาย ก็คงมีเงินใช้ตลอดชาติ
เขาใจดี สปอร์ต ชอบเปย์...นั่นก็ใช่ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ฉันดูเหมือนตัวร้ายทุกครั้ง ที่พยายามล้างผลาญเขา
เขาทำอาหารอร่อย...เออ ก็ใช่อีก นี่แหละที่ทำให้ฉันหาข้ออ้างเรื่องปากท้องมาว่าเขาไม่ได้
เขาเก่งงานบ้าน ไม่ถือตัว...อือ ถึงฉันจะพยายามเป็นแม่บ้าน แต่บอกได้เลยว่าทักษะของเขาเหนือกว่าฉันทุกอย่าง
เขามีงานอดิเรกที่รักมาก...ไอ้นี่แหละคือข้อเสียที่น่าหงุดหงิดที่สุดในโลก
ใครจะไปคิดว่าความไว้ใจของสามีจะกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโบแดงในชีวิตคู่ได้ ฉันไม่เคยได้ยินคำบ่น ไม่เคยเห็นเขาแสดงความไม่พอใจจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง มีแต่รอยยิ้มกริ่ม สายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู และคำพูดหวานหยดย้อยที่ชวนให้อยากหาอะไรมาอุดปากเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด ทั้งหมดนี้มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกเอาความดีของเขามาบีบคอให้ตายช้าๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ที่รักครับ มื้อเช้าวันนี้เป็นไข่กระทะนะ”
เขายกจานไข่กระทะวางลงตรงหน้าฉัน พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ทำให้ใบหน้าคมสันของเขาดูอ่อนโยนจนน่าหมั่นไส้
“ลองชิมดูสิครับว่าอร่อยไหม”
ฉันตักไข่เข้าปาก พยายามทำหน้าตายให้มากที่สุด
“ก็พอใช้ได้ค่ะ...”
“แค่พอใช้ได้เองเหรอ เสียดายจัง อุตส่าห์ตั้งใจทำเป็นพิเศษนะเนี่ย” เขาทำหน้าผิดหวัง แต่แววตาไม่ได้แสดงความเสียใจแม้แต่น้อย ริมฝีปากยังคงยิ้มบางๆ เหมือนคนที่มั่นใจในฝีมือตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม
“อยากให้ชมว่าอร่อยเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์เหมือนเชฟมิชลินเหรอคะ” ฉันเชิดหน้าขึ้นพยายามรักษาโทนเสียงให้ดูไม่พอใจที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เปล่าครับ แค่อยากให้ชมว่าอร่อยเฉยๆ ก็พอ” เขาเลิกคิ้ว ยิ้มยั่วๆ กับดวงตาที่เป็นประกาย “แต่ถ้าชมว่าสามีน่ารักที่สุดผมก็ยินดีนะ”
เขาเสริมประโยคที่ทำให้ฉันอยากจะเอาไข่กระทะนี่โปะหน้าเขาจริงๆ ทำไมเขาถึงได้มองข้ามความหงุดหงิดของฉันไปได้ทุกครั้งแบบนี้ แต่พอถึงเวลาที่อยากให้สนใจ เขาดันปล่อยปละละเลยฉันเสียอย่างนั้น และทุกความพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจ กลับกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับเขาไปเสียหมด
จะว่าไป...ไข่กระทะเหมือนจะไม่ค่อยมีผักเลย
ฉันวางช้อนส้อมลงแล้วเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบมะเขือเทศสดออกมาจากนั้นก็หั่น และไม่รู้เพราะความซุ่มซ่ามหรืออะไร แทนที่มีดจะกดเข้าไปในเนื้อมะเขือเทศ มันกลับเฉี่ยวไปโดนนิ้วฉันเอง
“โอ๊ย!...” ฉันรีบวางมีดแล้วกุมนิ้วชี้ที่มีเลือดซึมออกมาตามแนวเฉือน แต่ไม่เท่ากับความตระหนกตกใจอันเกินพอดีจากอีกคนหนึ่ง
“ที่รัก! น...นั่นเลือดใช่ไหม...ทำยังไงดี โทร.เรียกรถโรงพยาบาลไหม”
สามีที่แสนสุขุมของฉันกลายเป็นคนตัวสั่นลนลานไปหมด มือไม้สั่น ก่อนจะโยนทิชชูทั้งกล่องมาให้โดยไม่มองแผลของเมียตัวเองแม้แต่น้อย
“เอากล่องปฐมพยาบาลมาก็พอค่ะ ช่วยหยิบให้หน่อยสิคะ”
“ได้ไง เลือดออกแล้ว ต้องติดเชื้อแน่ๆ จะนิ้วขาดไหม โทรศัพท์อยู่ไหน ผมจะโทร.เรียกรถ ไม่สิ ไม่ทันแน่ งั้นกุญแจรถล่ะ เราต้องรีบไปโรงพยาบาล”
“ใจเย็นก่อนค่ะ” ฉันจับมือเขาไว้ ก่อนจะให้เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา “ค่อยๆ หายใจนะคะ เข้า...ออก...แบบนั้นแหละ ไม่มีอะไรน่ากังวลค่ะ แผลนิดเดียวเอง ล้างแผลปิดปลาสเตอร์ก็พอแล้ว”
“ปิดปลาสเตอร์ก็พอแล้ว...โอเค”
เขาทวนตามที่ฉันบอก แล้วก็เป็นฉันที่ต้องเดินไปหากล่องปฐมพยาบาลทำแผลด้วยตัวเองจนเสร็จ ใช่...สามีฉันเป็นคนกลัวเลือดแบบชนิดว่าแค่เห็นก็จิตตกได้ และพอเห็นว่าฉันทำแผลเรียบร้อยไม่มีเลือดให้เห็นแล้ว เขาจึงค่อยเบาใจลงไป และก็ไอ้อาการกลัวเลือดนี่เอง...ที่ทำให้ฉันหงุดหงิดใจอีกเรื่อง
นี่แหละคือชีวิตคู่ของฉัน ถึงจะดูไม่มีปัญหาใหญ่ แต่มันยังมีเรื่องจุกจิกกว่านั้นอีกมาก พอเรื่องไม่พอใจเล็กๆ มารวมกันแล้ว เชื่อเถอะ...มันนำพามาซึ่งเรื่องใหญ่กว่านั้นมาก โดยเฉพาะกับบางเรื่องที่เขาพยายามทำทุกอย่าง รวมถึงการเจ้ากี้เจ้าการบางเรื่อง ทั้งหมดก็เพื่อทดแทนเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันกับเขามีความเห็นไม่ตรงกันตลอด
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **