
ป๊อกๆๆๆ
เสียงเคาะราวไม้ไผ่ดังสะท้อนหุบผา รุกข์ดึงง้างราวไม้ไผ่ที่ผุเสียหายออก “พวกเราพักเที่ยงตรงนี้ ซ่อมราวไม้ไผ่ให้แน่นหนา ที่ผุหรือคลอนแคลนรื้อออกทำใหม่หมดจะได้รับน้ำหนักเด็กที่มาเข้าค่ายได้” เสียงออกคำสั่งดังอยู่ด้านหน้าสุดแล้ว พิทักษ์ป่าชายทั้งสามก็แยกย้ายกันเดินหายไปทางดงไผ่สูงเพื่อตัดลำไผ่มาซ่อมราวทางเดินริมผา ตามคำสั่งของหัวหน้าที่ไม่รู้ว่าเดินลับหายไปทางไหนแล้ว
“สุภาพสตรีอย่างเราๆ ก็คงหนีไม่พ้นงานครัวสินะคะ” จีราพรพูด ก่อนจะพาสองคนเดินลงมาที่ลานดินด้านล่าง
“ตรงนี้ทำเลดี ใช้หินสามก้อนนี่เป็นฐานก่อไฟ เดี๋ยวพี่ขอไปเก็บฟืนก่อนนะ น้องๆ รื้อๆ ดูเสบียงในถุงนี่ก็แล้วกันฮะ” สุพรรษเอ่ยพลางยิ้มจนตาหยี ทำท่าจะผละไป แต่จีราพรรื้อกระเป๋าหยิบกล่องอะไรสักอย่างออกมายื่นให้
“ใช้เตาแก๊สแบบพกพานี่เถอะค่ะ สะดวกดี”
“อืม มันก็ดีนะน้องจี้ แต่เมนูที่พี่เตรียมมามันพวกปิ้งย่าง หมกถ่านไฟอะไรทำนองนี้ เอาไงดี” สุพรรษครุ่นคิด อินถวาเห็นผักกับปลากระป๋องในถุงเสบียงก็นึกเมนูหนึ่งขึ้นมาได้
“ใช้เตาแก๊สทำต้มยำผักปลากระป๋องเผ็ดๆ ดีไหมคะ”
“อะฮ้า เยี่ยม” สุพรรษดีดนิ้วเปาะ “งั้นเดี๋ยวพี่ไปหาผักป่ามาเพิ่มเองสักสองสามอย่าง นี่ตำน้ำพริกมาด้วยนะ รับรองว่าเด็ด” สุพรรษโอ่แล้วก็คว้ามีดพร้าแบบตีเองเดินลัดเลาะลงไปทางลำห้วย
เสียงพิทักษ์ป่าชายตัดไม้ดังโป๊กๆ สลับกับเสียงลากลำไผ่และพูดคุยกันประสาชายหนุ่มอย่างออกรสออกชาติ เหมือนจะลืมไปแล้วว่ามีผู้หญิงสาวมาด้วยถึงสามคน จีราพรนั้นชินเสียแล้ว สงสารก็แต่น้องใหม่ของอุทยานฯ ที่นั่งรื้อนั่นเลือกนี่ ทำเป็นไม่ได้ยิน พิทักษ์ป่าสาวนั่งลงชวนอินถวาคุยไปเตรียมทำกับข้าวป่าไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลิน
อีกฟากหนึ่งไม่ไกลกันนัก อิสระกับพิทักษ์ป่าชายอีกนายกำลังช่วยกันมัดและลากลำไม้ไผ่ป่าที่ริดกิ่งและใบออกเรียบร้อยแล้วขึ้นไปบนระเบียงใต้ร่มมะค่าโน่น คมคายเดินแบกมีดพร้าและอุปกรณ์ตามมา ปิดท้ายด้วยร่างสูงล่ำสันของหัวหน้ารุกข์
“ตรวจตราดูให้ดีก่อนนะ อย่าให้มีจุดไหนคลาดสายตาไปได้ คนมากน้ำหนักรวมเยอะ อาจเป็นอันตราย ทั้งพื้นและราวระเบียงต้องให้แน่นหนา”
“ครับหัวหน้า”
“คมคาย”
“ชะอุ๊ย แหะๆ” คนที่เดินก้มตัว พยายามล่องหนไปทางที่สองสาวกำลังหุงหาอาหารชะงักกึกเหมือนโดนกระชากคอจากด้านหลัง
“จะไปไหน”
“ทำกับข้าวครับผม”
“ผู้หญิงตั้งสามคน ทำอาหารเลี้ยงคนเจ็ดคนไม่ได้ ก็อย่าคิดจะเลี้ยงเด็กเป็นร้อยเลยวะ เอ็งไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ขึ้นไปช่วยสองคนนั่นรื้อราวไม้เก่าๆ ลงมาก่อน กินข้าวเสร็จค่อยเริ่มซ่อมแซม”
“ได้ครับผม” คมคายรับคำแล้วรีบสาวเท้าขึ้นไปบนระเบียงชมทิวทัศน์นั่นทันที
รุกข์ปรายตามองไปทางด้านที่กำลังหุงหาอาหาร จีราพรกับสุพรรษเป็นพิทักษ์ป่าหญิงที่เขาไว้ใจได้ หากมีเหตุจำเป็นต้องให้ผู้หญิงเดินป่าด้วย เขาจะเลือกสองคนนี้เสมอ จีราพรนั้นแม้พื้นเพจะเป็นคนกรุงเทพฯ และมีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างบอบบางแต่หล่อนปราดเปรียวและมีน้ำอดน้ำทนสมกับที่เรียนวนศาสตร์มา ส่วนสุพรรษ ทุกคนรู้ดีว่าแม้กายเป็นหญิงแต่หัวใจของนุ้ยหล่อไม่แพ้พิทักษ์ป่าหนุ่มคนใด
ทั้งสองช่างแตกต่างจากผู้หญิงร่างบอบบางผู้มีหน้าตาอ่อนเยาว์ราวเด็กน้อยทั้งนิสัยยังดื้อรั้นไม่แพ้กัน อย่างอินถวา หญิงสาวที่เขาพบเจอทีไรเป็นต้องเจอเรื่องประหลาดตามมาด้วยทุกครั้ง ไหนจะบรรดาสัมภเวสีต่างๆ แล้วยังงูเงี้ยวเขี้ยวขออีก อย่าว่าแต่ให้เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเลย แค่ให้มาเดินป่าดงพงไพรอย่างนักท่องเที่ยว หล่อนยังไม่เหมาะ
คนที่ทำตัวเป็นเหยื่อหอมหวานให้อาถรรพ์ป่างาบได้ตลอดเวลาแบบนี้จะรอดได้อย่างไรกัน
แต่คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันที่คมคายเลือกเจ้าหล่อนมาด้วย เพราะบรรดาเด็กนักเรียนมัธยมปลายกับคณะอาจารย์ที่จะติดตามกันมานั่น เท่าที่เคยมีประสบการณ์มาล้วนประเมินป่าแค่แหล่งศึกษาความงามตามธรรมชาติเท่านั้น
ไม่มีใครตระหนักว่าสิ่งที่สวยงามยืนยงมาหลายชั่วคนอย่างผาพยับเมฆ ย่อมมีพิษสงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
----------
กลิ่นหอมของเนื้อแดดเดียวย่างของโปรดของรุกข์ลอยมาตามลม ท้องไส้คนที่ได้ข้าวต้มเละๆ น้ำเจิ่งฝีมือคมคายกับกาแฟแก้วเดียวเป็นมื้อเช้าเริ่มร้องประท้วง รุกข์เดินขึ้นไปบนระเบียง รื้อเป้ที่วางพิงโคนต้นมะค่า ดึงเอาแก้วมัคที่ปิดฝามิดชิดขึ้นมาเปิดฝา สูดดมกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่ยังอุ่นๆ ระหว่างที่ยกจิบแก้หิว
ว่าจะถามคมคายหลายครั้งแล้วว่าไปได้แก้วเก็บความร้อนนี่มาจากไหน สวย แถมยังใช้งานดีด้วยสิ
“สาวๆ ดูนี่สิ พี่นุ้ยได้ผักมาเพียบเลย แกงป่ากันไหม ผักหนามยอดอวบๆ เป็นกำ ได้นี่มาด้วย ยอดกะทกรกป่า ลวกจิ้มน้ำพริกอร่อยนะ” สุพรรษหอบผักต่างๆ มาวางลงข้างๆ จีราพรกำลังย่างเนื้อแดดเดียว อินถวาจึงมาช่วยล้างผักพลางถามนั่นถามนี่เกี่ยวกับผักป่าและสรรพคุณต่างๆ จนสุพรรษคุยเพลิน
“อะแฮ่ม นุ้ยเอ๊ย พวกพี่หิวแล้วนา...กับข้าวได้หรือยัง” คมคายทนมองสาวหล่อพะเน้าพะนอน้องใหม่ไม่ไหว ร้องถามขึ้น สุพรรษโบกไม้โบกมือให้รีบๆ ลงมาตั้งวงกัน
“เชิญครับหัวหน้า ทุกคน น้ำพริกป่าเผ็ด ต้มยำปลากระป๋องสูตรเด็ดของน้องจี้ใส่ผักป่าตามมีตามเกิด แล้วก็เนื้อแดดเดียวย่าง”
“เด็ดไปเลยพี่นุ้ย” อิสระบอก ทุกคนรีบล้างไม้ล้างมือล้อมวงกันเข้ามาจัดการมื้อเที่ยงที่แสนอร่อยเป็นพิเศษเพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงาน อินถวาพยายามชิมอาหารทุกอย่างที่เผ็ดร้อนเสียจนน้ำตาแทบไหล แต่ก็อร่อยอย่างเหลือเชื่อ ผักหนามมีหนามตะปุ่มตะป่ำสมชื่อ หน้าตาไม่น่ารับประทาน รสชาติขมนิดๆ เฝื่อนลิ้นหน่อยแต่พอใส่กับแกงเผ็ดกลับเข้ากันดี หล่อนชอบผักกะทกรกป่าเป็นพิเศษ มันเป็นเถายาวอย่างตำลึงแต่มีขน รสชาติหวานดีและมีกลิ่นหอมพิเศษเฉพาะตัว
“น้องอิน น้ำไหมครับ เผ็ดเหรอ” คมคายถาม ทำท่าจะหันไปเปิดกระเป๋าตัวเอง หยิบขวดน้ำมาให้หล่อน
“อินมีมาด้วยค่ะ นี่ไงคะ ยังดื่มได้ไม่ถึงครึ่งเลย”
ทุกคนมองขวดใส่น้ำใสๆ แบบใช้พกพาไปออกกำลังกายของหล่อน ความจุไม่น่าจะเกินหนึ่งลิตร คมคายมองหัวหน้าผู้เข้มงวด ดวงตาคู่นั้นวาววับไม่สบอารมณ์ ก่อนจะลุกไปนั่งดื่มน้ำอยู่ที่ก้อนหินแถวนั้น
“น้องอินดื่มให้หมดเถอะฮะ เดินทางไกลเสียเหงื่อมาก ต้องได้น้ำทดแทนให้เพียงพอ ถ้าไม่พอเอาที่พี่ไปอีกได้ ขวดเล็กๆ นั่นดื่มให้หมดเถอะ” สุพรรษพูดกับหล่อน
“ค่ะ แต่ถ้าเกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาก็คงลำบากเหมือนกันนะคะ” อินถวาพูดเสียงค่อยกับสุพรรษและจีราพร ทั้งสองบอกเบาๆ ว่าไม่ต้องห่วง หากมีใครในพวกหล่อนอยากทำธุระก็ช่วยจัดการดูต้นทางให้ กระนั้นอินถวาก็ยังจิบน้ำแต่น้อย
“หัวหน้าครับ ระเบียงกับราวพังเยอะเหมือนกันนะครับ คงใช้เวลาอีกสักชั่วโมงเป็นอย่างน้อย” รุกข์พยักหน้ารับรู้พลางหันไปสั่งการกับสุพรรษ
“นุ้ยกับจี้เดี๋ยวพาอินถวาขึ้นไปสำรวจทางเดินบนลานดุสิตาก่อนก็แล้วกัน ทางนี้เรียบร้อยแล้วจะตามไปสมทบ จะได้ไม่เสียเวลารอกัน”
“ได้ครับผม”
“ได้ค่ะ”
ทั้งสองรับคำแล้วพิทักษ์ป่าสาวทั้งสามก็ช่วยกันเก็บกวาดบริเวณนั้นให้ไร้ร่องรอยการหุงหาอาหาร เสร็จแล้วก็พากันเดินแยกขึ้นมุ่งหน้าไปยังลานดุสิตาซึ่งอยู่เหนือหน้าผาบริเวณที่ตั้งของระเบียงชมวิวนั้น ทั้งสามต้องเดินวนตามทางเดินระหว่างซอกหินแตกที่ทั้งแคบและชื้นมีก้อนหินระเกะระกะทำให้อินถวาเดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลให้จีราพรที่เดินอยู่ด้านหน้าพลอยชะลอฝีเท้าลงด้วย สุพรรษไม่เร่งรีบอะไร จึงชวนคนไม่เคยป่าคุยให้คลายความเหนื่อย
“น้องอินเคยเห็นดอกดุสิตาไหมฮะ”
“ไม่เคยค่ะ ชื่อเพราะจริง”
“ชื่อพระราชทานจากพระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลที่เก้า เดี๋ยวน้องอินน่าจะได้เห็นดอกบานบ้าง ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้คงกำลังเริ่ม หน้าหนาวจะสวยมากบานเต็มไปหมดมีดอกอื่นๆ ด้วย” คำพูดประโยคนั้นของสุพรรษทำให้ขาที่กำลังจะหมดแรงป่ายปีนกลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีก มือบางเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ รากไม้รายทางที่แข็งแรงเหนี่ยวตัวไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จีราพรเดินไปยืนอยู่บนจุดข้างบนนั้นแล้วมองกลับมาทางหล่อนและสุพรรษยิ้มๆ
อินถวารู้ได้ทันทีว่าบนนั้นจะต้องวิเศษสุด หล่อนเหนี่ยวรากไม้งอหงิกหากแน่นเหนียว รั้งร่างด้วยกำลังสุดแรงเหวี่ยงตัวขึ้นไปยืนบนลานหินกว้าง สายลมเย็นพัดพลิ้วหอบกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่านานาชนิดมาเชื้อเชิญ ดวงตาสีนิลเบิกกว้างเปล่งประกาย ริมฝีปากได้รูปอิ่มเอิบคลี่ออกอุทาน
“ลานดุสิตา สวยจริง”
“ใช่ค่ะ ถึงแล้วลานดุสิตา จุดหมายปลายทางของการสำรวจเส้นทางธรรมชาติของเรา”
อินถวากวาดสายตามองไปรอบๆ ลานหินกว้าง ที่บางจุดเป็นแอ่งน้ำขังตื้นๆ บางจุดเป็นผืนดินบางๆ ชุ่มแฉะเหมาะแก่การเกิดของดอกหญ้าต่างๆ ที่เริ่มชูช่อดอกปลิวไสวในสายลม ทั่วบริเวณมีต้นไม้แก่รูปร่างแคระแกร็นและก้อนหินทรงประหลาดกระจายอยู่ทั่วไป มองเผินๆ คล้ายสวนหินแบบเซ็นของญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน
“นี่ดอกดุสิตาค่ะ เริ่มออกดอกบ้างแล้วจริงๆ ด้วย กว่าเด็กๆ จะเข้าค่ายก็คงบานงามพอดี” จีราพรชี้ชวนให้ดูดอกไม้ก้านยาวๆ ดอกจิ๋วกลีบบางสีม่วงเข้มที่ออกกระจายกันไป
“รอหนาวอีกหน่อยนะฮะ ดอกไม้พวกนี้ชอบอากาศหนาว ยิ่งมีหมอกลงหนาๆ ยิ่งชอบ ปีนี้ท่าจะหนาวหนักและนานด้วย น้องอินจะได้เห็นดอกไม้สวยๆ ของอุทยานเราอีกเยอะ ระวังตรงนั้นด้วยฮะ มีตะไคร่น้ำแฉะจะลื้นเอา ด้านล่างเป็นแผ่นหิน”
“ขอบคุณค่ะ อินจะจำไว้เตือนเด็กๆ” อินถวาเพิ่งเห็นประโยชน์ของรองเท้าบูตเครื่องแบบที่ทั้งหนักและเทอะทะก็คราวนี้เอง
“ความจริงมีอีกหลายดอกค่ะ จี้จะไปเก็บภาพเก็บข้อมูลไปรายงานหัวหน้า แล้วก็เลยไปดูลานกิจกรรมฟากโน้นด้วย ฝากพี่นุ้ยกับคุณอินดูทางเดินด้วยนะคะ”
“ได้ฮะ”
“ค่ะ”
จีราพรแยกตัวไปแล้ว อินถวามองตามด้วยความทึ่ง ตลอดระยะเวลาครึ่งค่อนวันหญิงสาวรูปร่างอรชรคนนี้ไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีเหนื่อยล้า หล่อนดูคล่องแคล่ว กลมกลืนกับพิทักษ์ป่าคนอื่นอย่างน่าชื่นชม
“รายนั้นสายเลือดรักษ์ธรรมชาติแรง เขาเป็นรุ่นน้องของหัวหน้ารุกข์ จบวนศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน อิสระด้วยอีกคน” สุพรรษชวนคุยขณะพาหล่อนเดินลัดเลาะไปยังบริเวณที่จะเริ่มงาน
“แล้วพี่นุ้ยกับคุณคมคายล่ะคะ”
“มวยวัดฮะ”
“คะ?”
“ฮ่าๆ ก็เราเรียนสาขาอื่น แต่พอมีตำแหน่งที่ใช้วุฒิที่จบสมัครได้ เราก็สอบเข้ามาทำงานฮะ”
“อ๋อค่ะ แบบนี้ก็เก่งนะคะ เรียนไม่ตรงสายยังสอบได้อีก”
“แหม...น้องอินชมจนพี่ลอยแล้ว ให้พี่คมได้ยินไม่ได้นะ ตัวลอยแน่ๆ มาๆ เรามาทำงานกันก่อน เดี๋ยวหัวหน้าตามมาเห็นงานไม่เสร็จจะโดนดุเอา”
“ได้ค่ะ” อินถวาวางเป้สนามไว้ข้างเป้ของสุพรรษพี่เลี้ยงใจดีคนใหม่ของตนแล้วเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ที่อินถวาสังเกตเห็นว่ามีคนเอาก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นมาวางเรียงต่อๆ กันซ้ายขวาให้เป็นช่องทางเดินขนาดครึ่งวาเห็นจะได้
“แนวทางเดินธรรมชาติไงล่ะน้องอิน เราทำไว้เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวออกนอกเส้นทางไปเหยียบดงดอกหญ้า หรืออาจลื่นล้มตกแอ่งน้ำเป็นอันตรายได้”
“อืม ดีจังค่ะ น่ารักด้วย ดูสิ ทอดยาวลัดเลาะไปจนสุดลานหินโน่นเลย”
“อะฮะ นี่ล่ะงานของเรา สำรวจตรวจตรา ซ่อมแซม ตรงไหนที่หินอาจจะถูกคนหรือสัตว์เตะออก โดนน้ำฝนซัดหรือมีกิ่งไม้เกะกะ ก็เก็บกวาดจัดใหม่ให้เป็นแนวทางเดินที่ชัดเจน ไหวไหมฮะ”
“สบายมากค่ะ แค่นี้เอง ลงมือเลยนะคะ”
สุพรรษบอกให้หล่อนดูแลเส้นทางด้านขวามือ ในขณะที่ตนเองเวียนไปทางซ้ายและว่าเส้นทางจะบรรจบกันที่ลานด้านบนซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงสุดที่มองเห็นได้ไกลถึงตัวอำเภอดงขมิ้น อินถวารีบเรียงก้อนหินเพื่อจะได้ไปถึงจุดนั้นไวๆ แต่ทำไปหล่อนก็อดชมดอกไม้ใบหญ้าไปอย่างเพลิดเพลินไม่ได้ สุพรรษเหลือบมองน้องใหม่บ่อยครั้ง เห็นหล่อนดูสนุกกับงานดีก็ไม่ห่วงอีก ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนจนเวลาผ่านไปพักใหญ่
“อุ๊ย ใบไม้สีเหลืองสวยเชียว ปลิวมาจากไหนนี่” อินถวาอุทานเมื่อเห็นใบไม้สีเหลืองสดแปลกตาหล่นตรงหน้า หล่อนแหงนหน้าจากแนวก้อนหิน เหลียวซ้ายแลขวาไม่นานก็เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่กำลังทิ้งใบสีน้ำตาลแดงและเหลืองลงพื้นดินตามแรงลมปลายฤดูอย่างอ้อยอิ่ง อินถวามองกลับไปที่เป้สนาม ทั้งกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ และขวดน้ำของหล่อนอยู่ที่นั่น
ไกลโข ไม่เป็นไรยังไม่ถ่ายรูปก็ได้ แค่ชมด้วยตาไปก่อน วันเข้าค่ายค่อยมาเก็บภาพใหม่ หวังว่าจะยังไม่ร่วงหมดนะ
หล่อนนึกแล้วก็เดินออกนอกเส้นทางตรงไปที่ต้นไม้สีเหลืองทองต้นที่แอบอยู่หลังก้อนหินสูงท่วมหัวรูปร่างตีนกิ่วหัวตะปู เมื่อไปถึงจึงได้เห็นว่าที่โคนต้นขนาดเท่าตัวหล่อนนั้นมีเถาวัลย์ชนิดหนึ่งขนาดเท่าแขนผู้ชายตัวใหญ่ๆ พันรอบแถมยังเลื้อยลงดินลากมาพันตีนก้อนหินใหญ่รัดไว้ราวกับงูยักษ์

