
เหตุการณ์ในห้องนอนเมื่อคืนที่ผ่านมา นำพาบรรยากาศตึงเครียดสู่ครอบครัวที่มีอยู่แค่สองคน พาให้บ้านที่เงียบเหงาอยู่แล้ววังเวงไปถนัดตา แม้ทุกอย่างจะยังคงดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบแบบแผน แต่นั่นก็เป็นเพียงหน้าที่ที่พึงกระทำเท่านั้น
ตกเย็นหลังจากที่เลิกงานจากสตูดิโอตัวเอง มิลินทร์ก็ยังคงมานั่งเล่นอยู่บนโซฟาอย่างเงียบๆ วันนี้ไม่มีโต๊ะอาหารเย็น เนื่องจากศตวรรษมีสอนภาคค่ำ ส่วนเธอก็สั่งดิลิเวอรีมากินเองเรียบร้อย ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมองหน้ากันตอนกินข้าวให้อึดอัดไปกว่าเดิม
กว่าสามีของเธอจะกลับบ้านก็กินเวลาไปเกือบสี่ทุ่ม มิลินทร์เห็นร่างสามีลงจากรถ ก่อนจะเดินเข้าไปทักทายปลาในบ่อก่อนที่จะทักทายเมียตัวเองเสียอีก เธอได้แต่หัวเราะหึในลำคอ พอเขาเข้ามาในบ้านได้ ก็ตรงมาหาเธอพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ
“นี่อะไรคะ” เป็นเธอที่เอ่ยถามก่อน แน่นอนว่าไม่ได้รู้สึกดีเลยกับเอกสารนั่น
“ที่รัก ผมจริงจังนะเรื่องน้องอาทิตย์” ศตวรรษวางเอกสารลงบนโต๊ะกาแฟ ซึ่งมิลินทร์ไม่คิดแม้แต่จะหยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยซ้ำ
“มี่ก็จริงจังเรื่องลูกของเราค่ะ” เธอตอบเขาไปแค่นั้น ก่อนจะหันมาสนใจกับหน้าจอมือถือที่ได้แต่เลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่
“มี่...” เขาถอนหายใจแล้วพยายามข่มเสียงให้นุ่มนวลที่สุด “ผมคุยกับทนาย แล้วก็กำลังเตรียมเรื่องเอกสารขอรับรองเป็นผู้ปกครองชั่วคราว เราจะรับน้องอาทิตย์มาอยู่กับเราช่วงปิดเทอมนี้”
“เต้...มี่บอกไปแล้วนะคะว่ามี่ไม่เห็นด้วย” ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาคิดจริงจังขนาดนั้น มิลินทร์ได้แต่มองหน้าสามีด้วยแววตาเชิงต่อว่า ที่เขาไม่แม้แต่จะสนใจความเห็นของเธอเลย
และเมื่อเห็นเธอไม่ยอม ศตวรรษก็ขมวดคิ้วอย่างขัดใจ
“ทำไมล่ะ หรือว่าที่รักรังเกียจหลานผมงั้นเหรอ”
“เต้พูดอะไรน่ะ มี่ไม่ได้รังเกียจน้องอาทิตย์ มี่แค่ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเต้ จะเอาหลานมาแทนลูกมันใช้ไม่ได้นะคะ” ดวงตาคมสวยวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เธอไม่คิดรังเกียจเด็ก เพียงแต่ไม่คิดว่าวิธีการนี้จะถูกต้อง
“แทนที่อะไร ผมก็แค่เสนอทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ไงครับ ผมก็เห็นว่ามี่อยากมีลูก อยากลองเลี้ยงเด็กไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มก็มองเธอด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่ต่างกัน
บรรยากาศในบ้านเริ่มคุกรุ่นอีกครั้ง เพราะคราวนี้มิลินทร์ไม่คิดจะยอมเขาแน่ๆ
“อยากมีลูก กับอยากลองเลี้ยงเด็กมันไม่เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะเด็กที่เขามีพ่อมีแม่อยู่แล้ว เต้ยังจะเอาเขามาให้มี่ทดลองเลี้ยงอีก อย่างน้อยไม่นึกถึงใจมี่ก็ควรนึกถึงใจหลานบ้างเถอะค่ะ”
“ผมก็มีเหตุผลของผมนะ ตอนนี้เตยกำลังมีปัญหากับสามี ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นหย่าเลยก็ได้ ผมแค่ไม่อยากให้น้องอาทิตย์ต้องเห็นภาพพ่อแม่ทะเลาะกัน อย่างน้อยให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ อย่างพวกเรานี่ไงที่ไม่เคยทะเลาะกัน มันก็น่าจะทำให้เขามีความสุขมากขึ้นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้หลานอยู่กับคุณตาคุณยาย มันไม่สะดวกเท่าไรหรอกนะ” พูดจบก็ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจยาว
ไม่เคยทะเลาะกันกับผีสิยะ เมื่อก่อนเป็นฉันที่ยอมตลอด แต่ตอนนี้ให้ตายฉันก็ไม่ยอมแน่!
มิลินทร์ตั้งจุดยืนไว้ในใจ ก่อนที่จะข่มอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านไปกว่านี้
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะคะ ทำไมเต้ต้องเอาหลานมาที่นี่ด้วย”
“ก็ที่รักรบเร้าอยากจะมีลูกให้ได้ไม่ใช่หรือไง เห็นพูดอยู่ตลอด ผมเลยคิดว่าถ้าเราสามารถรับเด็กมาอุปการะเป็นการชั่วคราว ให้ที่รักได้ลองเลี้ยงดู ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบ ได้เห็นว่าเราจะบริหารจัดการชีวิตที่มีเด็กอยู่ด้วยได้ดีแค่ไหน มันก็จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเราพร้อมจริงๆ ก่อนที่จะมีลูกของเราเองในอนาคตไงครับ”
แล้วคำพูดของศตวรรษก็ทำให้เส้นความอดทนของมิลินทร์ที่บางอยู่แล้วขาดผึง เธอลุกขึ้นพรวดแล้วจ้องหน้าสามีอย่างเอาเรื่อง ผสานกับความโกรธจัดที่คุกรุ่นอยู่ในใจ ไม่ใช่แค่เรื่องลูก แต่รวมถึงเรื่องที่เขาไม่คิดฟังเธอด้วย
“นี่คือวิธีคิดของเต้เหรอคะ เต้คิดจะแก้ปัญหาให้มี่งั้นเหรอ งั้นบอกสิคะว่าอะไรคือปัญหาของมี่ มี่แค่ต้องการลูกของเราค่ะเต้ ลูกที่เกิดจากความรักของเรา ไม่ใช่เด็กที่เต้หามาให้เพื่อทดสอบความสามารถของมี่!”
พอเห็นภรรยาฉุนขาด แทนที่เขาจะทำให้เธอสงบ แต่เปล่าเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ศตวรรษขึ้นมาเผชิญหน้ากับเธอด้วย
“ผมก็แค่พยายามหาทางออกที่ดีที่สุด ผมก็แค่ต้องการความพร้อมเพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องซ้ำ ทำไมที่รักไม่เข้าใจผมบ้าง ทุกอย่างที่ผมทำก็เพื่อเรานะ”
“ไม่เข้าใจ? เต้ต่างหากที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย ไม่เคยเข้าใจว่ามี่ต้องการอะไร ไม่เคยเข้าใจว่ามี่รู้สึกยังไง เต้เห็นมี่เป็นเมียที่ต้องคอยควบคุม เต้ไม่เคยเข้าใจเลย!” เธอตะโกนใส่หน้าเขาสุดเสียงจนสั่นไปทั้งตัว
นั่นแหละที่ทำให้ศตวรรษเริ่มลดท่าทีลง อย่างที่รู้บทมิลินทร์จะปรี๊ดแตก เป็นใครหน้าไหนก็เอาไม่อยู่ทั้งนั้น
“มี่...ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ” เขาพยายามจะทำให้เธอเย็นลงแล้วคุยกันด้วยเหตุผล ทว่าเหมือนจะไม่ได้ผลเสียแล้ว
“คิดไม่คิดเต้ก็ทำไปแล้ว ถ้าเราคุยเรื่องนี้กันอีก รับรองบ้านแตกแน่!”
พูดจบเธอก็หันหลังให้วิ่งขึ้นไปห้องนอนอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ผู้เป็นสามียืนเคว้งอยู่กลางโถงรับแขก กับแฟ้มเอกสารที่เธอไม่คิดเปิดดูด้วยซ้ำ
----------
เมื่อการพูดคุยกันดีๆ ใช้ไม่ได้ผล บ่ายวันต่อมามิลินทร์จึงบึ่งรถไปยังบ้านครอบครัวสามีทันที เหตุเพราะเธอเชื่อว่าการที่เธอเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ให้รู้เรื่องกันไป มันอาจดีกว่าคุยกับสามีที่ไม่คิดฟัง อย่างน้อยต่อให้พ่อแม่สามีจะไม่พอใจ แต่เธอก็ได้พูดในสิ่งที่อยากพูด
เมื่อขับรถมาถึงบ้านของอดีตผู้ว่าฯ สมชายซึ่งอยู่แถวชานเมือง เป็นบ้านสองชั้นสีขาวทรงคลาสสิกตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่ร่มรื่น หลังคาสีน้ำเงินเข้มตัดกับผนังสะอาดตา รอบบ้านมีไม้ดอกและพุ่มไม้เขียวชอุ่มเรียงราย ดูแล้วให้ความรู้สึกเย็นสบายตั้งแต่ก้าวแรกที่มองเห็น
มิลินทร์ลงจากรถแล้วตรงเข้าไปในบ้านอย่างรีบร้อน วันนี้ผู้ว่าฯ สมชายพ่อของศตวรรษไม่อยู่ เหลือแต่เพียงคุณนายรัศมี แม่ของศตวรรษที่กำลังง่วนอยู่กับการตัดแต่งบอนไซ พอเด็กในบ้านนำเธอไปหา หญิงสาวก็รีบตรงดิ่งไปหาแม่สามีด้วยสีหน้ากังวล
“คุณแม่คะ” มิลินทร์ยกมือไหว้แม่สามี ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พอคุณนายรัศมีเห็นลูกสะใภ้ก็เอ่ยทักอย่างประหลาดใจ
“อ้าวมี่ มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก ทำไมไม่บอกแม่ก่อน แม่จะได้เตรียมของว่างไว้ให้” คุณนายรัศมีวางกรรไกรตัดกิ่งลงบนโต๊ะ แล้วก็เรียกให้คนรับใช้ยกออกไป
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่” เธอเอ่ยอย่างเกรงใจ ก่อนจะเข้าเรื่อง “พอดีมี่มาเรื่องน้องอาทิตย์น่ะค่ะ เห็นว่าน้องเตยมีปัญหา เลยฝากลูกไว้ที่นี่”
พูดถึงลูกสาวอีกคน คุณนายรัศมีก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ก็ตามนั้นแหละลูก แม่เองก็ไม่รู้จะช่วยเตยเขายังไง”
จากนั้นผู้เป็นแม่สามีก็เล่าเรื่องของลูกสาวอีกคนให้มิลินทร์ได้ฟัง ศิตาน้องสาวของศตวรรษ กำลังมีปัญหากับสามีเรื่องมือที่สาม ปัญหานี้เรื้อรังจนทำให้บ้านแทบจะไม่เป็นบ้าน เมื่อไม่สามารถจัดการปัญหาในครอบครัวได้ ศิตาจึงเอาลูกชายมาฝากไว้ที่บ้านพ่อแม่ อย่างน้อยลูกก็จะได้ไม่ต้องเห็นเธอกับสามีทะเลาะกัน
พอได้ยินเรื่องราว มิลินทร์ก็เกิดเห็นใจศิตาขึ้นมา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่สามีของเธอจะตัดสินใจเอาหลานมาเลี้ยงตามใจแบบนี้
“มี่เห็นใจเตยจริงๆ นะคะคุณแม่ เพียงแต่...”
ขณะที่กำลังจะบอกออกไป หญิงสาวก็เห็นเด็กชายตัวเล็กที่เธอเคยเรียกว่าสัตว์ประหลาดตัวน้อยเดินมาหา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะใจหาย เมื่อเห็นสีหน้าของน้องอาทิตย์ดูหม่นหมองกว่าตอนที่ไปบ้านเธอ ส่วนคุณนายรัศมีพอเห็นหลานชายก็รีบเรียกให้มาหาทันที
“อาทิตย์ครับ มาไหว้ป้ามี่สิลูก”
ป้าเลยเหรอ...
มิลินทร์สะอึกนิดหน่อยที่ตัวเองถูกเรียกว่าป้า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะตอนนี้น้องอาทิตย์กำลังเงยหน้ามองเธออย่างสงสัย ก่อนจะยกมือไหว้แล้วกลับไปสนใจของเล่นในมืออย่างเซื่องซึม จนเธอได้แต่ฝืนยิ้มรับ ใจก็อ่อนยวบลงด้วยความสงสารจับใจ
“น้องอาทิตย์เป็นยังไงบ้างครับ สบายดีไหม” หญิงสาวเอ่ยถามเด็กน้อยที่ไม่เหลือคราบของสัตว์ประหลาดแสนซนอย่างอ่อนโยน พลางพินิจดูท่าที หวังว่าจะเจอสัญญาณอะไรบางอย่างที่สนับสนุนความคิดของเธอบ้างก็ยังดี
คุณนายรัศมีเห็นหลานไม่สดใส ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“ช่วงนี้ซึมแบบนี้ตลอดเลยมี่ แม่เองก็หนักใจ จะเอาใจยังไงก็ไม่ยอมดีขึ้นเลย”
เธอเห็นด้วยว่าน้องอาทิตย์ดูแตกต่างจากที่เคยเจอมาก จากเด็กสดใสกลายเป็นเด็กเงียบขรึมทันตา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพ่อแม่มีผลต่อพฤติกรรมของลูกจริงๆ หญิงสาวย่อตัวลงมองหน้าเด็กชายอาทิตย์ด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ รวมถึงพอเข้าใจแล้วว่าทำไมสามีดึงดันอยากให้หลานมาอยู่ด้วย ก่อนจะชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
“น้องอาทิตย์ครับ มาอยู่กับ...” เธอนิ่งไปแป๊บหนึ่ง ด้วยปวดใจในสถานะของตัวเอง “...ป้ามี่ไหมครับ”
เอาตรงๆ มิลินทร์เองก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้พูดออกไปแบบนั้น แต่จะยั้งปากตัวเองก็ไม่ทันเสียแล้ว พอเห็นเด็กน้อยน่าสงสารมันก็อดไม่ได้ที่จะคล้อยตามสามี ส่วนน้องอาทิตย์ก็ได้แต่มองหน้าป้าสะใภ้ด้วยแววตาเศร้า
“ผมอยากอยู่กับพ่อแม่คับ” เด็กชายเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาคลอ “ผมคิดถึงพ่อกับแม่...อยากกลับบ้าน”
ได้ยินสิ่งที่เด็กพูดออกมา แทนที่จะดีใจ แต่เธอกลับชะงัก อาจเพราะไม่ได้คาดว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากเด็ก ด้วยความสงสารหญิงสาวจึงโอบกอดร่างน้อยเอาไว้ พลางลูบศีรษะปลอบโยน คนเป็นยายเห็นก็พลอยรู้สึกเศร้าตามหลานไปด้วย
“ไม่เอาลูก ไม่ร้อง เดี๋ยวแม่เขาก็มารับหนูไปอยู่ด้วยนะลูก” คุณนายรัศมีพยายามปลอบใจหลานแล้วเรียกพี่เลี้ยงมารับตัวไป
พอเห็นว่าน้องอาทิตย์มีพี่เลี้ยง มิลินทร์ก็เบาใจลงไปมาก แล้วเริ่มคิดว่าที่จริงการที่เด็กชายอยู่ที่นี่นั้นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย
“คุณแม่คะ มี่มีเรื่องอยากปรึกษา”
“ว่ามาสิลูก”
มิลินทร์รวบรวมความกล้าก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปอย่างจริงจัง
“เผอิญมี่เพิ่งรู้ว่าเต้จะเอาหลานไปเลี้ยงที่บ้าน เต้บอกว่าอยากให้มี่ทดลองเลี้ยงหลาน ก่อนที่จะมีลูกของตัวเอง”
พอเธอพูดจบ คุณนายรัศมีก็มีสีหน้าตกใจขึ้นมา เอามือทาบอก
“ตายจริง! เต้ยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกเหรอเนี่ย แม่บอกไปแล้วว่ามันไม่เหมาะ”
“มี่ก็ว่างั้นแหละค่ะ มี่บอกเต้ไปแล้วว่ามันใช้ไม่ได้ น้องก็อยากอยู่กับพ่อกับแม่ แล้วอีกอย่าง...เรื่องแบบนี้มันควรจะมาจากความพร้อมจริงๆ ไม่ใช่การทดลองอะไรเลย” เห็นแม่สามีค้าน มิลินทร์ก็เริ่มใจชื้นและคิดไม่ผิดจริงๆ ที่มา
“แม่เข้าใจมี่นะลูก เต้เขาก็คงหวังดีแหละ แต่ลูกชายแม่เขาเป็นพวกคิดอะไรเป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผลของเขาเอง ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องความรู้สึกละเอียดอ่อนแบบนี้”
คุณนายรัศมีว่าพลางมองไปยังหลานชายที่กำลังเล่นกับพี่เลี้ยงตัวเอง
“น้องอาทิตย์เขาก็เพิ่งจะปรับตัวกับการมาอยู่กับตายายได้ไม่นาน ช่วงแรกก็ร้องไห้คิดถึงพ่อแม่ทุกวัน พอตอนนี้เริ่มคุ้นเคย ก็เริ่มยิ้มได้บ้างแล้ว...”
“ใช่ไหมล่ะคะคุณแม่” มิลินทร์รีบเสริม “ถึงน้องอาทิตย์เป็นเด็ก แต่เขาก็มีหัวใจ ไม่ใช่ของเล่นที่เต้จะหยิบไปลองที่ไหนก็ได้”
“นั่นแหละลูก ถ้าเต้รับน้องอาทิตย์ไปตอนนี้ มีแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย นี่เด็กก็ยังเจ็บปวดกับการที่พ่อแม่เขาทะเลาะกัน แล้วถ้าต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จริงๆ จังๆ สักที จะยิ่งทำให้เด็กสับสนและกระทบกระเทือนจิตใจเขาน่ะสิ”
คำพูดจากแม่สามีนำมาซึ่งความรู้สึกโล่งใจให้กับมิลินทร์อย่างบอกไม่ถูก ต่อให้ไม่เอาไปใช้เป็นเหตุผลในการต่อกรกับศตวรรษ แต่อย่างน้อยการที่มีคนเข้าใจความรู้สึกของเธอก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญมันยิ่งตอกย้ำทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าครั้งนี้สามีของเธอคิดผิด!
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **