ทดลองอ่าน ร้อยแปดวิธีสามีตีจาก : ตอนที่ 5

 

 

ตอนที่ 5

 

 

ตกเย็นวันนั้น ศตวรรษก็กลับมาทำหน้าที่ของสามีที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง วันนี้เขาเข้าครัวเหมือนทุกครั้ง จัดเตรียมเมนูอาหารคลีนที่ดีต่อสุขภาพไว้อย่างสวยงาม และถึงเวลาก็เรียกภรรยาที่กลับมาถึงบ้านแล้วมาร่วมโต๊ะ

“ที่รัก มื้อเย็นพร้อมแล้วนะครับ”

ใช้เวลาไม่นานมิลินทร์ก็เดินออกมาจากสตูดิโอ เนื่องจากกลับบ้านมาเธอก็เข้าไปทำงานต่ออีกนิดหน่อย หญิงสาวเดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าว พร้อมกับมองซีซาร์สลัดในจานอย่างหมดอารมณ์ ในขณะที่เขากำลังมีความสุขอยู่กับเมนูผักนานาชนิดที่ได้มาจากฟาร์มออร์แกนิกของมหาวิทยาลัย

“เต้...มี่ว่าเรามาคุยเรื่องลูกกันจริงจังดีไหมคะ” มิลินทร์เอ่ยขึ้นมา หลังจากจิ้มผักเข้าปากคำแรกแล้ววางส้อมลงช้าๆ

คนที่ยังมีความสุขกับผักสลัดเงยหน้าจากจานก่อนจะส่งยิ้มให้เธอ

“อยากคุยอะไรครับ”

“มี่อยากมีลูกจริงๆ นะคะ” เธอเอ่ยอย่างจริงจัง แล้วมันก็ทำให้เขาถอนหายใจออกมา มองหน้าเธออย่างจริงจังเช่นกัน

“ที่รัก ผมบอกแล้วไงครับว่าเราต้องพร้อมจริงๆ ผมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบครั้งก่อนอีกนะ”

“แต่เราก็พร้อมได้นี่คะ เราแค่ต้องพยายามอีกครั้ง”

เสียงของเธอเหมือนจะอ้อนวอนเขาอย่างที่สุด ศตวรรษเข้าใจความต้องการของภรรยาเป็นอย่างดี แต่เขาก็ไม่อาจเอาความเบื่อของเธอมาเป็นเดิมพันได้

“ผมเข้าใจครับที่รัก ผมเองก็คิดเรื่องนี้เหมือนกัน” เขาระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ผมหาทางออกไว้ให้แล้ว”

แล้วสิ่งนั้นมันก็ทำให้ดวงตาคมสวยเปล่งประกายขึ้นมา ด้วยความหวังอย่างเต็มหัวใจ

“จริงเหรอคะ เต้พร้อมแล้วเหมือนกันใช่ไหม ถ้างั้น...เราลองปรึกษาหมอก่อนก็น่าจะดีไหมคะ” เธอถามอย่างร้อนใจ

“ใจเย็นก่อนครับมี่” ศตวรรษยกมือให้ภรรยาระงับความตื่นเต้นก่อน แล้วเขาก็ค่อยบอกสิ่งที่คิด “ผมเพิ่งคุยกับเตยมา เรื่องของน้องอาทิตย์ ช่วงนี้กำลังปิดเทอม เตยเองก็งานยุ่งไม่ค่อยมีเวลาได้ดูแลลูก ผมเลยคุยกับเขาว่า จะขอเอาหลานมาเลี้ยงสักสองเดือนครับ”

“หมายความว่าไงคะ เอามาเลี้ยง?” ยิ่งฟังมิลินทร์ยิ่งไม่เข้าใจ เธอรู้ว่าศิตาน้องสาวของศตวรรษมีลูกชายวัยสามขวบกว่า ซึ่งเธอเคยตั้งฉายาว่าสัตว์ประหลาดตัวน้อย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องอยากเอามาเลี้ยง ทั้งที่เธอไม่เคยพูดถึงเรื่องนั้นเลย

“ใช่ครับที่รัก ผมจะให้น้องอาทิตย์มาอยู่บ้านเรา ถือว่าเป็นการทดลองเลี้ยงเด็กไปในตัวด้วย ไหนๆ ที่รักก็อยากมีลูกแล้ว ผมคิดว่าการที่เราได้ลองดูแลเด็กจริงๆ จังๆ ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ จะทำให้ที่รักรู้ว่าพร้อมจริงหรือเปล่าและเราจะได้ปรับตัว” เขาตอบด้วยท่าทางสบาย อย่างคนที่คิดและตัดสินใจด้วยตัวเองไปแล้ว

จะมีก็แต่เธอเนี่ยแหละที่ไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวเขาเลยสักนิด

“ทดลองเลี้ยง? เต้คิดว่าการมีลูกมันเหมือนการทดลองอะไรสักอย่างงั้นเหรอคะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นสิครับที่รัก ผมแค่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างมีระบบ มีการวางแผนที่ดี เราจะได้ไม่พลาดอีกไงครับ ลองคิดดูสิ ถ้าเราสามารถดูแลน้องอาทิตย์ได้ดี ไม่มีข้อผิดพลาดเลย เราก็มั่นใจได้ว่าเราพร้อมจะมีของตัวเองจริงๆ”

ยิ่งฟังมิลินทร์ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นราดหัวอย่างแรง ทุกอย่างมันผิดจากที่คิดไปหมด คำว่า ‘ควบคุมได้’ และ ‘ไม่มีข้อผิดพลาด’ มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่เขาทำ อีกแล้วที่เขาตัดสินใจแทนเธอ ทุกอย่างล้วนถูกควบคุมให้อยู่ในกรอบที่เขาเป็นคนสร้าง เธอไม่เคยอยากทดลองเลี้ยงเด็ก สิ่งที่ต้องการคือลูกที่เป็นของตัวเองกับคนที่รักเธอในแบบที่เธอเป็น ไม่ใช่คนที่มองเธอเป็นแค่เมียที่สามารถควบคุมได้

ไม่นะ...ฉันไม่อยากได้แบบนั้น

ประโยคของเขาวนซ้ำอยู่ในใจจนเธอทนไม่ไหว ก่อนที่ร่างสมส่วนจะลุกพรวดขึ้น ทิ้งเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มดังโครม พร้อมกับใบหน้าแดงก่ำที่มองไปยังสามีอย่างผิดหวัง

“นี่เต้คิดว่ามี่เป็นเด็กหรือไงคะ ที่จะต้องมานั่งทดลองเลี้ยงหลานชายเต้ เพื่อพิสูจน์ว่าพร้อมจะมีลูกของตัวเอง นี่มันชีวิตจริงนะคะเต้ ไม่ใช่โพรเจกต์วิจัย มี่ไม่ได้อยากได้หลานมาเป็นตัวทดลอง!”

“ที่รักใจเย็นๆ สิ ผมแค่เสนอทางออกที่ดีที่สุด ผมคิดมาอย่างรอบคอบแล้วนะ” ศตวรรษลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน ปกติไม่ว่าอะไรมิลินทร์จะพยายามเอาความอ่อนหวานเข้าสู้ มีครั้งนี้แหละที่เธอเถียงเขาอย่างจริงจัง

“รอบคอบ เป็นระเบียบ ทดลอง ไม่มีข้อผิดพลาด มี่เบื่อจะฟังแล้ว! เต้ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เคยเข้าใจเลยว่ามี่ต้องการอะไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา เต้ไม่เคยให้พื้นที่มี่ได้หายใจเลย!”

มิลินทร์ยกมือปิดหูแล้วกรีดร้องสุดเสียงอย่างเหลืออด ก่อนจะหันหลังวิ่งออกจากโต๊ะอาหารไปทันที ทิ้งให้สามียืนอยู่คนเดียวท่ามกลางจานอาหารที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบ และเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาด

----------

สุดท้ายมื้อนั้นก็จบลงด้วยความเงียบ ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันอีกหลังจากที่มิลินทร์อาละวาด ไม่บ่อยนักตั้งแต่แต่งงานกันมาที่เธอจะเป็นแบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นนี่แหละคือสิ่งที่มิลินทร์เป็น เธอไม่เคยยอมใคร ไม่ชอบให้ใครบังคับ แต่การแต่งงานสอนเธอว่าอะไรที่ยอมได้หรืออดทนได้ก็ต้องทำ เพื่อรักษาความมั่นคงของครอบครัว

พอนึกถึงคำว่า ‘ครอบครัว’ มันก็ทำให้มิลินทร์ยอมสงบสติอารมณ์ลงได้ ที่จริงเธอไม่ควรทำอะไรรุนแรงแบบนั้น หญิงสาวออกมาจากห้องน้ำแล้วมองสามีที่นอนหันหลังให้อย่างรู้สึกผิดเล็กๆ เขาคงตกใจที่เจอภรรยาตัวเองในเวอร์ชันนางมารเข้า ถึงอย่างนั้นมิลินทร์ก็ยังลองไปนอนข้างๆ เขา ก่อนจะวางมือบนไหล่กว้างของศตวรรษอย่างแผ่วเบา

“เต้... มี่ขอโทษนะคะ ที่เมื่อกี้มี่โวยวายไป”

เธอเอ่ยเสียงหวาน แต่เขาก็ยังคงนอนนิ่ง เหมือนกับหลับไปแล้ว ซึ่งเธอรู้ว่าศตวรรษไม่ได้หลับ ดังนั้นเธอจึงขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิดให้ร่างกายแนบชิดกัน ก่อนจะซบหน้าลงบนแผ่นหลังกว้าง

“มี่รู้ว่าเต้เป็นห่วง รู้ว่าเต้ยังคิดถึงเรื่องนั้น” เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “ที่เราแท้งลูกทั้งสองครั้ง...”

ได้ผล...เธอรู้สึกว่าเขาขยับตัว เพียงแต่ยังไม่ยอมหันมาเผชิญหน้ากัน การแท้งถึงสองครั้งนั้นอาจทำให้เขากังวลจนเกินเหตุ ซึ่งก็นั่นแหละ มันไม่ได้หมายความว่าต้องยอมแพ้เสียหน่อย

“แต่เต้คะ มันไม่ได้หมายความว่าเราจะมีลูกไม่ได้อีกนะคะ มี่ลองไปปรึกษาหมอเฉพาะทางมาแล้ว คุณหมอบอกว่าเราสองคนควรไปตรวจร่างกายพร้อมกัน เป็นอะไรจะได้รู้กันไปเลย ใช่ว่าเราจะไม่มีหวังเรื่องลูกไม่ใช่เหรอคะ” มิลินทร์ว่าพลางยกมือขึ้นกอดเอวสามีจากด้านหลัง

และพอเธอพูดจบ ศตวรรษก็พลิกตัวกลับมาหาเธอ พร้อมกับขมวดคิ้วมองหน้าภรรยาอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไร

“ทำไมไม่บอกผมว่าไปหาหมอมา ไปตั้งแต่ตอนไหน ทำไมต้องทำอะไรลับหลังผม”

น้ำเสียงเข้มนั้นทำเอามิลินทร์ชะงักไป เพราะไม่คิดว่าเขาจะไม่พอใจกับเรื่องแค่นี้ แต่ก็พยายามเอาใจเขาอยู่

“มี่ก็แค่อยากให้เต้สบายใจไงคะ อยากให้เต้รู้ว่าเราสองคนยังมีหวัง อย่าให้อดีตมาตัดโอกาสของเราเลยนะคะ” ใบหน้าสวยที่ปราศจากเครื่องสำอางเข้าไปใกล้ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะส่งสายตาหวานเยิ้มที่หมายมั่นว่าจะมัดใจเขาได้อยู่หมัด “นะ...ไม่โกรธมี่นะคะ...”

ใบหน้าคมที่อยู่ห่างแค่คืบมองเธอนิ่งๆ ทว่าแววตาขุ่นเคืองก็ค่อยๆ อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งพอได้เห็นใบหน้างามตามธรรมชาติออดอ้อน...ในที่สุดเขาก็ใจอ่อน ลูบแก้มเธอเบาๆ

“ผมแค่อยากให้มี่ปรึกษาผมก่อน”

“ค่ะ คราวหน้ามี่จะบอกเต้ทุกเรื่องเลยนะคะ” ริมฝีปากอิ่มฉีกยิ้มหวานละลายหัวใจ จากนั้นก็ขยับตัวเข้าไปเบียดเขาอีกหน่อย พร้อมกับซบใบหน้าลงบนอกแกร่ง ที่ต่อให้แข็งแค่ไหนก็ต้องอ่อนให้เธอทุกครั้ง แล้วก็ไล้นิ้วไปตามแผงอกของสามีอย่างเอาอกเอาใจ

คราวนี้ศตวรรษตอบรับคำเชิญชวนจากร่างในอ้อมกอด เขายกมือเธอขึ้นมาจุมพิตด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะจูบหน้าผาก แล้วเลื่อนริมฝีปากลงมาประทับกับเรียวปากของมิลินทร์ ปล่อยให้เธอตอบสนองตามใจต้องการโดยมีเพียงลมหายใจถี่ๆ ของคนทั้งคู่เป็นบทเพลงขับกล่อม

แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่ความปรารถนาเริ่มก่อตัวขึ้น จู่ๆ ก็มีภาพหนึ่งแวบขึ้นมาในห้วงความคิดของศตวรรษ

ร่างอ่อนแรงของมิลินทร์ที่อยู่บนเตียงคนไข้ สีหน้าซีดเซียว เลือดสีแดงฉานเปื้อนอยู่บนผ้าปูเตียง เสียงร้องไห้สะอื้นของเธอดังอย่างเจ็บปวดในห้องฉุกเฉิน...

ศตวรรษสะดุ้งสุดตัว สองมือเย็นเฉียบ หัวใจก็สั่นเหมือนจะหน้ามืดได้ในทันที ก่อนจะผลักร่างในอ้อมกอดออกไปเบาๆ ใบหน้าคมซีดเผือด เมื่อนึกถึงความทรมานที่ภรรยาเคยเจอ และความกลัวต่อโลหิตสีแดงอันเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขา

“ไม่ได้...ผมทำไม่ได้”

“ทำไมคะเต้...” มิลินทร์ถามอย่างสงสัย แล้วพยายามจะเข้าไปกอดสามี ทว่าเขากลับขยับหนี

“คืนนี้...ผมขอตัวไปนอนห้องอื่นนะ”

น้ำเสียงสั่นนั้นมีอาการหอบ ก่อนที่ร่างสูงโปร่งจะลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่ฟังเสียงเรียกของภรรยา เขาเร่งฝีเท้าเดินออกจากห้องนอนตัวเอง ปล่อยให้มิลินทร์อยู่กับความเดียวดายในห้อง ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับความสับสนปนสงสัย สิ่งที่ทำได้มีเพียงการลูบไล้ไปบนที่นอนข้างๆ ซึ่งกลายเป็นความว่างเปล่า พร้อมกับน้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบงัน

 

 

** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

 

 

กลับหน้าหลัก        

Powered by MakeWebEasy.com