
วันแรกเริ่มงานจริงๆ ต้องตะวันรู้สึกตื่นเต้น อาจจะเพราะตลอดมานั้นชีวิตคือการเป็นนักเรียนนักศึกษา แม้ในรั้วมหาวิทยาลัยจะได้ทำกิจกรรมอะไรต่างๆ เองมากมาย แต่ก็อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ดี
เวลานี้เธอคือหัวหน้าฝ่ายแปลงเพาะพันธุ์บัวของอุทยานนิลปัทม์ อุทยานพรรณพืชที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่าสามสิบปี โดยเฉพาะเรื่องดอกบัว หญิงสาวจบคณะเกษตรมาก็จริง รู้ทฤษฎีต่างๆ นานาตามที่ร่ำเรียน แต่ในการทำงาน การปฏิบัติจริงต้องอาศัยประสบการณ์ สิ่งนี้ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไรนักกับการเริ่มงาน
แปลงเพาะพันธุ์บัวอยู่ลึกเข้าไปด้านในอุทยาน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วย ในวันแรกอย่างนี้เธอตั้งใจทำความรู้จักกับคนงานที่ประจำอยู่ส่วนนี้ทั้งหมดซึ่งรู้มาว่ามีสามคน สองคนเป็นสามีภรรยากันอายุห้าสิบหกสิบแล้ว ชื่อลุงทวนกับป้าทอง ทำงานที่นี่นานกว่าสิบปี ไม่มีลูก
ต้องตะวันไม่คิดปรับเปลี่ยนอะไรตอนนี้ เธออยากเรียนรู้ระบบการทำงานของที่นี่ก่อน หากจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ควรมีเหตุผลเพียงพอ
“ลุงทวนคะ” เธอเรียกเมื่อลุงกำลังริดใบกับก้านเหี่ยวๆ ของบัวอยู่ใกล้ๆ เพื่อถาม “มีคนงานประจำอีกคนใช่ไหมคะตรงนี้”
ลุงทวนทำหน้าแปลกๆ หันไปมองป้าทอง ไม่ยอมตอบอะไร
“มีหรือเปล่าคะ เห็นคุณแสนพลบอกไว้ว่ามีประจำตรงนี้สามคน ต้องก็อยากเจอให้ครบตั้งแต่วันแรก” เธออธิบาย
“ไม่ต้องไปหามันให้เสียเวลาหรอกคุณ มันไม่ค่อยพูด ไม่ชอบสุงสิงกับใคร” ลุงทวนพูดในที่สุด
“ไม่เป็นไร เขาอยู่ตรงไหน ต้องอยากเจอให้ครบๆ ไปเลยวันนี้” เธอยืนยัน
ป้าทองวางมือจากเหง้าบัวที่กำลังตัดแต่ง มองเธอ “อย่าลำบากเลยค่ะคุณ มีอะไรฝากป้าบอกก็ได้”
ต้องตะวันไม่ละความพยายาม เมื่อรู้ว่าคนงานอีกคนมักอยู่ด้านหลังแปลง ก็ตัดสินใจลองเดินเข้าไปหาเอง
เธอเดินผ่านแปลงเพาะบัวซึ่งคือเต็นท์ขนาดใหญ่ ด้านบนคือสแลนหรือตาข่ายกรองแสงสีดำ ภายในมีอ่างบัวใหญ่น้อยเป็นสิบเป็นร้อย เธอคงได้มาวนเวียนอยู่แถวนี้บ่อยๆ แน่ เมื่อเดินจนพ้นเต็นท์ออกมาแล้วเลี้ยวไปตามทางดินแคบๆ ก็พบกับลานกว้างสักเมตรกว่า บริเวณนี้วางของระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ทั้งกระถาง อ่างดินเผา ถุงดินทั้งเต็มถุง บางถุงก็เปิดครึ่งๆ กลางๆ อุปกรณ์จัดอ่างบัวทำสวนพรวนดินอีกมากเกลื่อนกลาด
ต้องตะวันเดินโหย่งๆ ก้าวบ้างยกขาบ้างเพื่อข้ามสิ่งกีดขวาง เธอเดินไปจนรอบลานนั้นก็ไม่เห็นใคร ยังคิดในใจว่าคนงานที่ว่าชอบทำงานอยู่แถวๆ นี้คงไม่อยู่ อาจจะเดินไปจุดอื่นพอดี แม้อยากตามหาให้ครบคนที่จะต้องร่วมงาน แต่เธอก็จนใจไม่รู้จะเดินไปตรงไหนอีก ยิ่งลึกเข้าไปด้านหลังดูจะเป็นพงหญ้าป่าหนามเดี๋ยวจะหลงทางเปล่าๆ พรุ่งนี้ค่อยขอให้แสนพลตามตัวมาพบก็คงได้
หญิงสาวเดินกลับออกมาทางเดิม คงเพราะรีบก้าวขาไปหน่อยไม่ทันระวัง จึงชนเข้ากับอ่างบัวที่กองเป็นชั้นๆ อยู่แถวนั้น ความรู้สึกเจ็บปลาบแล่นเข้ามาทันทีจนเผลอร้อง
“โอ๊ย!”
เมื่อก้มมองขาที่เพิ่งชนไปหมาดๆ ก็เห็นรอยขาดบนกางเกงผ้าสีดำ เหลือบมองสิ่งที่ชนคือขอบอ่างดินเผาที่บิ่นเป็นแง่งปากฉลาม มองขาตัวเองอีกครั้งคราวนี้เห็นเลือดแดงฉานบริเวณผ้าขาด เธอรีบพับขากางเกงขึ้นเห็นรอยเจาะตรงน่อง เลือดไหลเอ่อไม่หยุด หญิงสาวรีบควานหากระดาษทิชชูที่พอมีออกมาซับ แต่แผลคงลึกหรือเลือดออกมากเกินไป แป๊บเดียวทิชชูก็ชุ่มไปด้วยสีแดง ต้องตะวันรีบเดินกะเผลกๆ ออกมา แต่ความเจ็บทำให้ลงน้ำหนักไม่ได้จนซวนเซจะล้ม
“นั่งลงก่อนคุณ”
ใครบางคนปราดเข้ามาจากทางไหนไม่รู้ ประคองเธอให้นั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่เธอไม่ทันสังเกตเห็น ชายในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มคอกลมแขนสั้นจนเห็นมัดกล้ามกับกางเกงยีนตัวโคร่งนั่งลงตรงข้าม
“แผลลึกด้วย อยู่นิ่งๆ”
เขาพูดแล้วดึงผ้าขนหนูผืนขาวที่เหน็บอยู่กระเป๋าหลังกางเกงออกมา กดลงบนแผลของเธอแน่น เขายังคงก้มหน้าก้มตามองอยู่ตรงแผล ออกแรงกดหลายนาที ไม่มีคำพูดใด ท่าทางเคร่งขรึม ใบหน้าดุ ทำให้เธอไม่อยากถามไถ่อะไร แผลเริ่มปวดหนึบๆ ขึ้นมา
ครู่ใหญ่เขาค่อยๆ แง้มผ้าออกแล้วคลายมือ ถอนหายใจก่อนจะเปรย “เหลือแค่ซึมๆ” เขากดผ้ากลับไปอีกครั้ง คราวนี้เงยขึ้นมองมาทันเห็นเธอนิ่วหน้า
“เจ็บใช่ไหม ทนหน่อยเดี๋ยวเลือดหยุดสนิทผมค่อยเลิกกด” เขาบอก เธอพยักหน้ารับ
ไม่นานอย่างเขาว่า เลือดก็หยุด ชายหนุ่มสำรวจบาดแผลอย่างพินิจ จนเธออดนึกในใจไม่ได้ว่า คนสวนคนงานที่นี่ดูท่าจะเป็นหมอด้วยซะล่ะมั้ง
“คงไม่ต้องเย็บ แต่ต้องทำแผลใส่ยา ตึกใหญ่มีอุปกรณ์ลองไปถามดู”
“ขอบคุณมาก” เธอพูด
เขาทำหน้าหน่ายๆ “ซุ่มซ่ามนะคุณเนี่ย ตรงเรือนไทยก็ตกบันไดทีนึงแล้ว”
เธอตาโต “นายเห็น”
เขาเลิกคิ้ว ไม่ตอบอะไร ทำให้ต้องตะวันหมั่นไส้กลายๆ นี่น่ะเหรอคนงานอีกคนที่เธอจะต้องทำงานด้วย
“นายคือ...” เธอเปรยถาม
“ผมเป็นคนสวนประจำแปลงนี้” เสียงเขาเนิบนิ่งเหมือนท่าทาง ผมเส้นตรงสีดำสนิทแต่ดูยุ่งๆ ยาวปิดหน้าปิดตา เว้นให้เห็นดวงตาอันคมปลาบ จมูกโด่งเป็นสันกับริมฝีปากหยักได้รูป หนวดและเคราสั้นๆ ทำให้ดูลึกลับ
“รีบไปใส่ยาที่แผลก่อน เดี๋ยวจะอักเสบ” เขาย้ำ
ต้องตะวันลุกขึ้น ก้าวเดินยังแหยงเหมือนขาข้างนั้นจะอ่อนล้มไปอีก
“ระวัง”
เขาก้าวเข้ามาประคองแขน พาเดินออกมาจากด้านหลังแปลงเพาะบัว
ลุงทวนกับป้าทองตกใจที่เห็นสภาพของเธอ รีบเข้ามาช่วย
“เกิดอะไรขึ้น คุณต้องไปโดนอะไรมา” ป้าทองถาม นายหน้านิ่งไม่พูดอะไรเลย ปล่อยมือไปทันทีที่ป้าทองถึงตัวเธอแล้วเดินดุ่มกลับเข้าไปด้านหลังแปลงบัว หายไปอย่างรวดเร็ว
----------
ภายในห้องพักของต้องตะวันในอุทยานนิลปัทม์คืนนั้น เธออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็สำรวจบาดแผลที่ต้นขา รอยบาดนั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมตรงกลางลึกเห็นเนื้อสีชมพู เมื่อตอนบ่ายเธอขึ้นไปบนตึกอำนวยการตามที่คนงานคนนั้นบอก ห้องพยาบาลไม่มีใครเลย เธอเห็นแต่กระเป๋าพยาบาลซึ่งไม่ค่อยมีอะไรมากนัก อุปกรณ์ทำแผลมีแค่เบตาดีนขวดเล็กๆ เธอจึงทาไปแค่นั้น ตอนนี้แผลเริ่มแดงและบวม ความปวดกล้ำกราย หญิงสาวกะว่าพรุ่งนี้เช้าจะเข้าไปในตัวเมืองหาซื้อยาเพิ่มเติม
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ต้องตะวันรีบสวมเสื้อคลุม บ้านพักที่นี่คือทาวน์เฮาส์ชั้นเดียวติดๆ กันตึกละสามห้อง ไม่มีรั้ว คล้ายโมเต็ลเมืองนอกที่มีให้เห็นบ่อยๆ บริเวณรอยต่อเมือง ดังนั้นใครมาหาก็ถึงประตูหน้าบ้านเลย
หญิงสาวเปิดประตูออกมาพบแสนพลยังอยู่ในชุดทำงานแม้จะสามทุ่มแล้ว เขายืนรออยู่ด้วยท่าทางสุภาพ
“ยาครับ ขอโทษที่มาซะดึก พอดีวันนี้ลูกค้าเยอะกว่าจะเคลียร์กันเสร็จกับบัญชี”
เธอรับถุงยามาอย่างงงๆ “ยาอะไรกันคะเนี่ย ไม่เห็นต้องรบกวนพี่พลเลย”
“อ้อ...เอ่อ...ไม่ได้หรอกครับ พนักงานของเราเจ็บป่วย บาดเจ็บอะไรเราต้องดูแลกันครับ”
“แต่ต้องเป็นแผลนิดเดียวเองนะคะ”
“เห็นว่าแผลลึกอยู่นี่ครับ เลือดออกมากด้วย กลัวจะติดเชื้อ เลยให้ผม เอ๊ย ผมเลยซื้อยาแก้อักเสบมาให้ด้วยครับ”
ต้องตะวันก้มมองถุงยา แสนพลอธิบายว่ามียาเม็ดแก้อักเสบถ้าไม่แพ้ยาก็อยากให้กินเลย ตามที่เภสัชร้านยาแนะมา และยังมียาหลอดที่เป็นครีมแก้อักเสบให้ทาแผลด้วย
“ขอบคุณมากค่ะพี่พล”
ผู้จัดการอุทยานหนุ่มดูเหนื่อยๆ จากการทำงานมาทั้งวัน นี่คงต้องวิ่งเข้าเมืองไปซื้อยามาให้เธออีก ต้องตะวันรู้สึกเกรงใจนัก แต่ก็ดีที่ได้ยามาเลย เพราะแผลเริ่มระบม
ขณะนั่งลงบนโซฟาทายาตามที่เขาบอก ต้องตะวันก็ชะงักมือ
เอ๊ะ...เมื่อครู่แสนพลพูดว่า แผลเธอลึก เลือดออกมาก เขารู้ได้อย่างไร ในเมื่อเธอยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังสักคนเลย!
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **