
ชายหนุ่มถือกระดาษที่มีรูปถ่ายของผู้หญิงคนหนึ่งไว้นานแล้ว เขามองรูปนั้นอย่างพิจารณา ใบหน้าทรงรีรูปไข่ ผิวแก้มขาวเนียนลออ จมูกโด่งนิดๆ ทำให้รูปหน้าคมพอประมาณ เขาสบดวงตากลมโตที่เป็นจุดเด่นบนใบหน้างามนั้น ดวงตาเธอหวานนักและมีชีวิตชีวาอย่างที่เรียกว่าดวงตายิ้มได้ เขาเพ่งพิศริมฝีปากสีแดงธรรมชาติซึ่งกำลังแย้มยิ้ม แล้วอดนึกไปถึงวันวานไม่ได้
“เป็นอะไรหรือเปล่า นิ่งไปเลย” คนที่นั่งตรงหน้าถาม
เขายื่นกระดาษแผ่นนั้นคืน ภาพดวงหน้างามยังติดตรึง รสเบียร์กลั้วในปากที่ว่าขมปร่ากลับนุ่มละมุนลิ้น หัวใจสั่นไหวแปลกๆ ในอก เขารู้ว่าไม่มีทางเป็นจากฤทธิ์เบียร์ที่ดื่มไปแน่ เพราะดื่มไปเพียงน้อย แอลกอฮอล์แค่นี้ไม่มีทางทำให้รู้สึกอะไรได้ เขารู้...ว่าอาการที่เป็นอยู่นี้เพราะอะไร
“ให้เธออยู่แปลงเพาะพันธุ์บัวไปก่อน” เขายกเบียร์ที่เหลือเกือบครึ่งแก้วดื่มอีกครั้ง คราวนี้รวดเดียวหมด
“ฉันเอาบัญชีมาด้วย เคลียร์ของสองวันนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว” คนตรงหน้ายื่นเอกสารที่เก็บในแฟ้มใสอย่างเป็นระเบียบให้ พร้อมกับแผ่นกระดาษปึกบางๆ อีกหนึ่งปึก “ส่วนนี่ ยอดผู้เข้าชมทั้งหมดในสัปดาห์นี้”
ทั้งสองคุยเรื่องต่างๆ ที่ทำกันเป็นกิจวัตรยาวนานไปอีกกว่าชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น สองคนกินอาหารค่ำด้วยกันเช่นเคย อาหารง่ายๆ ที่เขาเป็นคนปรุงเอง
“ฝีมือนายไม่มีตก อร่อยจริงๆ ขอบคุณมาก”
เมื่อใครอีกคนกลับออกไปแล้ว เหลือเขาเพียงผู้เดียว ชายหนุ่มก็ต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ผุดขึ้นให้คิดย้อนไปย้อนมาเหมือนหนังที่พร่ำฉายซ้ำวนเวียนไม่จบ
ถ้าหากวันนั้น...เขาไม่วู่วาม มีสติ คิดก่อนทำอะไร ไม่หลงไปกับความโลภ โกรธ หลง เขาคง...มีชีวิตที่ดีกว่านี้ มีอิสระ เสรีมากกว่านี้ ไม่ต้องติดอยู่ในกรงที่มองไม่เห็นเช่นนี้
----------
ภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ แต่เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น โต๊ะตัวเขื่องตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องที่ติดกับหน้าต่างบานกว้างเห็นทิวทัศน์สีเขียวของพืชพรรณไม้ด้านนอกดูสบายตา โซฟาตัวยาวตั้งอยู่อีกมุม ตู้ใส่เอกสารกับชั้นวางหนังสือตั้งหลังโต๊ะทำงาน
ต้องตะวันนั่งลงเมื่อได้รับเชิญพร้อมกับยกมือไหว้บุรุษตรงหน้าอย่างอ่อนน้อม
“สวัสดีค่ะคุณแสนพล”
เขารับไหว้แล้วเอ่ยสวัสดีอย่างเป็นกันเอง พร้อมรอยยิ้มกว้างที่พาให้ทั้งหน้าทั้งตายิ้มไปด้วย ดูใจดีและสุภาพอ่อนน้อม ผิดกับที่ต้องตะวันเคยคิดว่าคนระดับเจ้าของกิจการใหญ่โตอย่าง ‘อุทยานนิลปัทม์’ จะมาดเข้ม ดุดัน ไม่ใจดียิ้มง่ายคุยง่ายเช่นนี้
“เรียกพี่ว่าพลก็ได้ครับ ง่ายๆ ดี ไม่ต้องพิธีรีตองมาก ถือว่าพี่เป็นตัวแทนกล่าวยินดีที่น้องต้องตะวันจะได้เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวนิลปัทม์ มาร่วมทำงานกับพวกเรา”
“ต้องต่างหากค่ะที่ต้องขอบคุณพี่พลกับกรรมการท่านอื่นๆ ที่รับต้องเข้าทำงานที่นี่ ทั้งๆ ที่เพิ่งจบ ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานที่ไหนมาก่อนเลย”
แสนพลวางมือประสานกันบนแฟ้มเซ็นงานสองสามแฟ้มหนาเตอะตรงหน้า โต๊ะทำงานไม้สีน้ำตาลอ่อนดูเล็กไปถนัดตาเมื่อมีเอกสารวางกองกันมากมาย
“ประสบการณ์ก็ส่วนหนึ่ง ผลการเรียนก็อีกส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญที่ทางเรามองเห็นในตัวน้องต้องก็คือ ความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะมาทำงานในอุทยานของเรา”
หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณเขาอีกครั้ง
แสนพลยกมือปฏิเสธเป็นพัลวันกับการไหว้หลายๆ ครั้งของเธอ แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน “มาเถอะครับ เดี๋ยวพี่จะพาเดินดูรอบๆ อุทยานของเรา”
ต้องตะวันแปลกใจที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างเขาเป็นผู้พาเดินดูสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่เมื่อถาม เขาก็ให้เหตุผลว่า ผู้จัดการทั่วไปเพิ่งมาใหม่ได้เดือนเศษ แสนพลจึงอยากพาเธอไปแนะนำสถานที่ต่างๆ ในอุทยานเอง
“ช่วยตามปภาณมาด้วยหน่อย” เขาโทรศัพท์ภายในบอกเลขาฯ ส่วนตัว
ทั้งสองเดินออกมาจากตึกชั้นเดียวรูปทรงเก๋ไก๋คล้ายอาคารห้าเหลี่ยม บันไดเตี้ยๆ สองทางหน้าหลังดูมีสไตล์ ต้องตะวันเพิ่งสังเกตว่าแสนพลเป็นคนสูงทีเดียว ผิวขาว ดวงตารี บุคลิกอย่างคนใจดี ทั้งท่าทางไม่ถือตัวติดจะอ่อนน้อมด้วยซ้ำเพราะชอบก้มๆ โค้งๆ ตัวเวลาเอ่ยอะไร จมูกมีดั้งนิดๆ แต่ปลายบานออกหน่อยๆ ริมฝีปากสีชมพูได้รูปมีรอยยิ้มแต้มอยู่เกือบตลอดเวลา
“ด้านหน้านู้นก็ประชาสัมพันธ์ ที่จำหน่ายตั๋ว จะบอกทำไมไม่รู้เนอะ” เขาหัวเราะพลางผายมือไปยังประตูทางเข้าของอุทยานที่ห่างไปสักสองร้อยเมตร
“เดี๋ยวเราไปดูแปลงบัวหลวงกันก่อนเลย” เขาพูดแล้วบ่นว่าอากาศร้อน มือพับแขนเสื้อเชิ้ตสีม่วงที่มีรูปดอกบัวกับชื่ออุทยานปักบนอก
ถนนอิฐบล็อกสีแดงส้มภายในอุทยานปูคดเคี้ยวแปลกตา เป็นเสน่ห์ให้คนที่มาเยือนจับใจแต่ต้น เหมือนต้องตะวันเมื่อวันที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกเพื่อศึกษาดูงาน...ปีกว่ามาแล้ว เธอสะดุดตากับทางเดินนี้เพียงก้าวผ่านประตูเข้ามา
แสนพลพาเดินเลาะสนามหญ้าเรียบแปล้ประดับหินก้อนใหญ่รูปทรงสวยงาม...บริเวณที่เป็นสวนหิน ไม่นานก็เข้ามาถึงแปลงบัวหลวง
“คุณกัมพลให้นโยบายไว้ว่า บัวหลวงเป็นบัวศักดิ์สิทธิ์ นิยมใช้ไหว้บูชาพระสงฆ์องค์เจ้า ท่านเลยดำริให้จัดแปลงบัวหลวงไว้ตั้งแต่ต้นอุทยานเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยครับ”
“เป็นแนวคิดที่ดีนะคะ บัวสวยมากเลยค่ะ ต้องจำได้ปีก่อนดอกยังไม่บานเยอะเท่านี้” เธอยิ้ม นึกถึงชื่อ ‘กัมพล’ คนก่อตั้งอุทยานนิลปัทม์แห่งนี้ เธอเคยอ่านในประวัติสถานที่คร่าวๆ
“ปีนี้แดดจัดครับ” เขาพูดแล้วผายมือไปที่พื้นต่างระดับเมื่อเลี้ยวเข้าแปลงบัว “ระวังนะครับ” เขาเตือน มองจนเธอเดินตามมาใกล้ๆ บนทางปูนที่แยกออกมา
ตรงนี้เป็นอ่างบัวขนาดกลางตั้งเรียงรายกันหลายสิบอ่าง การจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละอ่างมีบัวสีสวยดอกใหญ่ชูช่อทักทายผู้มาเยือน ป้ายบอกพันธุ์บัวเป็นแผ่นไม้ไผ่ตัดแต่งเขียนชื่อด้วยสีขาวเป็นภาษาอังกฤษแบบตัวเขียน ดูสวยงามมีศิลป์จนเธออดชมไม่ได้
“คนงานเราทำเองนะครับป้ายนี้” เขาบอก
ต้องตะวันทำตาโตอย่างแปลกใจ เพราะตัวอักษรแบบนี้น่าจะต้องเป็นคนที่ผ่านโรงเรียนทางคริสต์ แสนพลรีบบอกต่อ
“ให้ฝึกเขียนตามตัวอย่างน่ะครับ”
แล้วใครบางคนก็เดินเร็วๆ เข้ามา เสียงฝีเท้าหนักๆ นั้นทำให้หญิงสาวหันไปมอง พบว่าเป็นชายหนุ่มร่างสูงพอๆ กันกับแสนพลแต่ตัวล่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ผิวออกขาวเหลือง ผมตัดสั้นเหมือนนักเรียนรด. ใบหน้าคมแบบชายไทย แต่ดวงตาที่กลมโตทำให้ดูอ่อนโยนลง รอยหนวดที่เพิ่งโกนให้สีเขียวๆ เหนือริมฝีปาก
“สวัสดีครับพี่พล” ผู้มาใหม่รีบยกมือไหว้อย่างเร็วๆ
“อ้าวดีน มาๆ มารู้จักน้องต้อง ต้องตะวัน จบเกษตร จะมาทำงานกับพวกเรา” แสนพลหันมาทางเธอ “น้องต้องครับ นี่ปภาณ เป็นผู้จัดการทั่วไปของอุทยานเรา”
ต้องตะวันสวัสดีเขาก่อนอย่างไม่ต้องคิด เพราะดูแล้วปภาณน่าจะอายุมากกว่า ถึงจะดูหนุ่มแค่ไหนก็เถอะ
“สวัสดีครับ” เขาก้มศีรษะน้อยๆ แล้วยืนอย่างอกผายไหล่ผึ่งตามเดิม นี่ถ้าบอกว่าเป็นทหารเธอคงเชื่อ ท่าทางเป๊ะเหลือเกิน
“เรียกพี่ว่าดีนได้นะครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน” เขายิ้มกว้างให้เธอ
แสนพลบอกเธออีกครั้งว่าปภาณก็เพิ่งเข้ามาทำงาน ดูแลเรื่องทั่วไปของอุทยาน โดยเฉพาะการเที่ยวชมของลูกค้า จัดโปรแกรมทัวร์ จัดกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ ฟังๆ ดูแล้วหน้าที่เขาเหมือนว่าจะดูแลลูกค้าที่เข้าชมอุทยานเป็นหลัก
แปลงบัวหลวงมีลักษณะเป็นอ่างดินเผาหลายๆ อ่างตั้งเรียงรายหลายแถวเว้นช่องทางเดินเป็นสัดส่วน ดินเผาที่ใช้ก็ไม่ธรรมดา มีลวดลายปั้นชดช้อยเคลือบขึ้นเงางดงาม
“เราสั่งจากด่านเกวียนเลยครับ เอาดินหนาหน่อยและทำให้แข็งแรง ขึ้นรูปวิจิตรกว่าทั่วไปสักนิด ความคิดของคุณกัมพลอีกนั่นแหละครับว่าสิ่งที่ใส่บัวหลวงก็ต้องดูมีค่ามีราคาสักหน่อย”
แสนพลยังคงอธิบายหลายสิ่งหลายอย่าง เขารู้เรื่องราวอุทยานแห่งนี้ทุกกระเบียดนิ้ว ลงรายละเอียดได้อย่างละเอียดลออ สมกับเป็นผู้จัดการใหญ่ของอุทยาน เธอยังเดาว่าเขาคงมีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย หลังจากที่คุณกัมพลและภรรยา...คุณทัสดา เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่หลายกระแสข่าวบอกว่าเป็นการฆาตกรรมอำพราง เพราะมีร่องรอยกระสุนปืนที่ตัวรถและศพของท่านทั้งสอง เรื่องราวนี้เป็นข่าวใหญ่อยู่นานเมื่อสักสองปีก่อน
โทรศัพท์ของแสนพลดังขึ้น เสียงเรียกเข้าคือเสียงมาตรฐานที่มากับโทรศัพท์ ต้องตะวันแอบคิดไม่ได้ว่าเขาน่าจะเป็นคนเชยๆ หรือไม่ก็เรียบร้อยเกินไป
“พี่ขอตัวก่อนนะครับ มีปัญหาด้านหน้าเรื่องโพรโมชันตั๋ว” แสนพลบอกเร็วๆ
“ให้ผมไปเคลียร์ไหมครับ” ปภาณเสนอตัว
“ไม่เป็นไร ดีนพาน้องต้องดูรอบๆ อุทยานก่อนดีกว่า วันเริ่มงานจะได้ไม่หลงทาง”
แสนพลยังหันมาขอโทษที่ไม่ได้พาเธอชมสวนด้วยตัวเองตามที่บอกแล้วรีบเดินออกไป
ลึกเข้าไปด้านในบริเวณที่เป็นบัวหลวง มีซุ้มเรือนไทยขนาดใหญ่ ที่ชานเรือนยื่นเข้าไปในสระบัว ปภาณชวนให้เธอขึ้นไปบนเรือน เมื่อมองจากระเบียงของเรือนทำให้เห็นภาพในแนวกว้างอย่างภาพพาโนรามางดงาม
“สวยจังค่ะ ตำแหน่งเรือนไทยนี่ตั้งได้พอดิบพอดีเลยนะคะ เหมือนยืนอยู่กลางบึงเห็นดอกบัวสวยงามรอบทิศ” ต้องตะวันอดหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเก็บรูปบัวหลวงสีชมพูนับร้อยดอกกลางสระไม่ได้
ดีว่าเธอมาวันจันทร์ วันหยุดประจำของที่นี่ จึงไม่มีลูกค้า ไม่มีผู้คนมากมายเดินไปมาให้ขวักไขว่บดบังทัศนียภาพเวลาจะถ่ายรูป
“พี่ถ่ายให้ ต้องไปยืนสิครับ”
“ไม่ดีกว่าค่ะ” เธอส่ายหน้า “ต้องไม่ค่อยชอบถ่ายรูป ชอบถ่ายแต่วิวมากกว่า”
“อ้าว ไหงเป็นงั้นไป” เขาทำเสียงและสีหน้าผิดหวังจริงจัง “เสียดายนะครับ คนสวยอย่างต้องน่าจะชอบถ่ายรูป”
เธอเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ค่อยชอบที่เขาชมออกหน้าออกตาเช่นนี้ แต่ท่าทางปภาณไม่ได้กะลิ้มกะเหลี่ยอะไร คำพูดเมื่อครู่ดูมาจากใจจริงๆ
เมื่อชมรอบเรือนแล้วต้องตะวันก็หันหลังเพื่อเดินลงจากเรือนไทย แต่ทว่าพื้นไม้ขัดมันจนลื่นพรืดตั้งแต่ขั้นแรกอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ว้าย!”
ก้นจ้ำเบ้าและกำลังไถลลงไป ปภาณก็คว้าแขนไว้ทัน แต่ข้อศอกของเธอกระแทกไปกับขั้นบันไดโครมใหญ่ เขาค่อยๆ ประคองให้ยืนขึ้นอีกครั้ง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เจ็บตรงไหนไหม” เขามองอย่างสำรวจ มือจับอยู่ที่แขนทั้งสองข้างของเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ลื่นเท่านั้น”
“แน่ใจนะครับ เห็นแขนชนไปกับสันบันได” เขามองศอกเธออย่างพินิจ
หญิงสาวใส่เสื้อผ้าฝ้ายแขนสามส่วน กระโปรงสอบสีเทา เธองอศอกดึงแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย
“แดงเป็นปื้นถลอกเลยนะครับนั่น ไปล้างไหม”
“ไม่ต้องค่ะพี่ดีน แค่นี้เอง” ต้องตะวันปิดแขนเสื้อลงลวกๆ แล้วบิดตัวให้เขารู้กลายๆ ว่าควรปล่อยมือได้แล้ว ปภาณดูจะเข้าใจได้รีบปล่อยมือทันที
“ไม่ทำแผลสักหน่อยเหรอครับ” เขาถาม
“ไม่ได้มีอะไรมาก เราไปส่วนอื่นต่อดีกว่าไหมคะจะได้ไม่เสียเวลา”
เขาถือวิสาสะประคองแขนเธอลงบันได
ทั้งสองไม่รู้ว่ามีใครมองเขม็งตามอยู่จากริมสระบัว...
** หมายเหตุ: นิยายที่ลงในเว็บยังไม่ใช่ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **